การเก็บรักษาเงาะเพื่อการส่งออก

การเก็บรักษาเงาะเพื่อการส่งออก


โดย … ผศ.ดร. เฉลิมชัย วงษ์อารี1,2 และ รศ.ดร. ศิริชัย กัลยาณรัตน์1,2

1หลักสูตรเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
2กลุ่ม Postharvest Logistics ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรุงเทพฯ 10400

เงาะเป็นไม้ผลเขตร้อนที่มีลักษณะภายนอกแปลกตาและมีเนื้อที่มีรสชาติหวานอร่อย ประเทศไทยเราเป็นแหล่งผลิตเงาะที่สำคัญของโลก ซึ่งมีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ภาคตะวันออกและใต้ ในช่วงหลายปีหลังนี้การผลิตเงาะของไทยลดลงจาก 500,000 ตันในปี 2550 เหลือ 400,000 ตันในปี 2552 แต่ปริมาณการส่งออกเงาะสดกลับเพิ่มจาก 2,000 ตันในปี 2550 เป็น 5,000 ตันในปี 2552 ซึ่งตลาดส่งออกส่วนใหญ่เป็นประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน แต่ตลาดส่งออกที่เริ่มมีศักยภาพมากในปัจจุบันและในอนาคตคือตลาดในประเทศจีน โดยช่องทางการนำเข้าผลไม้ไทยสู่ตลาดจีนส่วนใหญ่จะนำเข้าผ่านทาง ฮ่องกง – เซินเจิ้น – กวางโจว เนื่องจากการดำเนินพิธีศุลกากรในช่องทางนี้มีความสะดวก หลังจากนั้นผลไม้ไทยจะถูกนำมาที่ตลาดกลางผลไม้เจียงหนาน แล้วจึงกระจาย ไปยังมณฑลและเมืองอื่น ๆ ส่วนตลาดในประเทศญี่ปุ่นนั้นต้องการผลิตผลเงาะที่มีคุณภาพและมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามซึ่งขณะนี้ไทยเรามีประเทศออสเตรเลียเป็นคู่แข่งการค้าที่สำคัญ

ถึงแม้ประเทศไทยสามารถผลิตเงาะได้ 7-8 เดือน/ปี แต่ปัญหาที่สำคัญในการส่งออกเงาะสดคือการเหี่ยวและการเกิดสีน้ำตาลของขน/เปลือก และการเน่าเสียของผลที่รวดเร็วทั้งในระหว่างการขนส่ง การเก็บรักษา หรือเมื่อถึงตลาดปลายทาง ซึ่งการเน่าของผลมีเชื้อรา Collectotrichum sp., Botryodiplodia sp., Gliocephalotrichum sp., Phomopsis sp., Pestalotia sp. และ Aspergillus sp. เป็นเชื้อสาเหตุหลักที่มักจะแฝงไปกับผลในระหว่างการพัฒนาของผลตั้งแต่อยู่ในสวนและไปแสดงออกหลังการเก็บเกี่ยว (รูปที่ 1) ดังนั้นการทำการเขตกรรมที่ดี มีการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสมระหว่างการพัฒนาของผลเป็นปัจจัยที่สำคัญของความสำเร็จในการเก็บรักษาผลเงาะ

การสูญเสียน้ำหนักระหว่างการเก็บรักษาและการขนส่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดเปลือกและขนสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามมา เนื่องจากบริเวณขนเงาะมีรูปากใบจำนวนมากและมากกว่าที่ผิวเปลือกถึง 5 เท่า และที่ปลายขนยังมีขนเล็กๆ (trichome) จำนวนมากทำให้เพิ่มพื้นที่ผิวในการคายน้ำ ส่งผลให้ผลเงาะเหี่ยวและเกิดสีน้ำตาลอย่างรวดเร็วหลังการเก็บเกี่ยว หลักการที่นิยมทำกันมากคือการดน้ำผลเงาะอยู่เสมอ แต่ควรมีข้อระวังคือน้ำที่ใช้ต้องสะอาด น้ำที่ไม่สะอาดจะทำให้เงาะเกิดการเน่าเสียได้ง่าย แต่น้ำที่มีสารคลอรีนอยู่มากอาจจะไปเร่งให้ขนเงาะเกิดสีน้ำตาลเร็วขึ้น

ขั้นตอนในการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาเงาะระยะยาวคือ การใช้ผลเงาะจากสวนที่มีการดูแลรักษาและจัดการเรื่องโรคที่ดี โดยเก็บผลเงาะในวัยที่เปลือกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง (วัย 3 และ 4: รูปที่ 2) นำมาแช่ในน้ำเย็น (อาจผสมแคลเซียมคลอไรด์เข้มข้น 0.1-1%) แล้วนำมาเก็บที่อุณหภูมิ 13 -15°ซ ความชื้นสัมพัทธ์ >90% โดยเก็บรักษาในถุงพลาสติกให้มีระดับก๊าซออกซิเจน 1 – 3% และคาร์บอนไดออกไซด์ 8 – 10% (รูปที่ 3) จะทำให้มีอายุการเก็บรักษาเงาะอยู่ที่ 17 ± 4 วัน ข้อจำกัดในการยืดอายุการเก็บรักษาต่อจากนี้คือการเข้าทำลายของโรค

สำหรับทิศทางงานวิจัยการเก็บรักษาเงาะที่ควรจะทำต่อคือ การเลือกใช้ชนิดของพลาสติกในการทำบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ (รูปที่ 4) และการทดลองชนิดของสารกำจัดและควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยว ทั้งนี้เนื่องจากส่วนมากผลเงาะที่เก็บที่ความชื้นสัมพัทธ์สูงมักจะเริ่มสูญเสียเนื่องจากการเข้าทำลายของโรคหลังจากการเก็บรักษานาน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้การทดลองเรื่องผลของการฉายรังสีกับเงาะยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากเงาะเป็นหนึ่งใน 6 ผลไม้สดคือ มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด เงาะ และสับปะรด ที่ต้องนำไปฉายรังสีก่อนการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา

การเน่าของผลเงาะหลังการเก็บเกี่ยว
รูปที่ 1 การเน่าของผลเงาะหลังการเก็บเกี่ยวจากการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุโรค

วัยการพัฒนาของผลเงาะพันธุ์โรงเรียน
รูปที่ 2 วัยการพัฒนาของผลเงาะพันธุ์โรงเรียน
1. เปลือกและขนมีสีเขียว
2. เปลือกเริ่มเปลี่ยนสี
3. เปลือกเริ่มมีสีแดง 10%
4.เปลือกเริ่มมีสีแดง 30% และโคนขนเริ่มมีสีแดง
5. เปลือกมีสีแดงมากกว่า 50%
6. เปลือกเปลี่ยนเป็นสีแดง 100%

เงาะพันธุ์โรงเรียนที่เก็บรักษาในถุงโพลีเอทิลีน
รูปที่ 3 สภาพผลเงาะพันธุ์โรงเรียนที่เก็บรักษาในถุงโพลีเอทิลีน (PE) ปิดสนิท และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 13°ซ (ซ้ายมือ) และผลที่ไม่เก็บในถุง (ขวามือ) นาน 16 วัน

การพัฒนาบรรจุภัณฑ์การเก็บรักษาผลเงาะ
รูปที่ 4 การพัฒนาบรรจุภัณฑ์การเก็บรักษาผลเงาะในกล่องพลาสติกใสเมื่อเปรียบเทียบกับที่ไม่ได้ใส่บรรจุภัณฑ์ เมื่อเก็บรักษาที่ 13°ซ นาน 3 วัน