͢¢ԷҡѧPostharvest Technology Information NetworkPostharvest TechnologyɵҪԡ͢纺촡ɵҹŧҹԨ

แนะนำหน่วยงาน

  • หน้าหลัก
  • ประชาสัมพันธ์ศูนย์ฯ
  • ความเป็นมา
  • วัตถุประสงค์
  • โครงสร้างการบริหาร
  • คณะกรรมการอำนวยการ
  • คณะกรรมการบริหาร
  • ภาคีสถาบันอุดมศึกษาและวิจัย
  • ติดต่อศูนย์ ฯ

บริการต่าง ๆ

  • PHTNET E-Learning
  • Postharvest Newsletter
  • เครื่องมือวิทยาศาสตร์
  • ห้องปฏิบัติการ
  • รายชื่อผู้ประกอบการ
  • ฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ
  • หลักสูตรวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
  • รูปภาพความเสียหายหลังการเก็บเกี่ยว
  • มาตรฐานสินค้าเกษตร และระเบียบการส่งออก
  • ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • สถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมส่งเสริมการเกตร
  • กรมวิชาการเกษตร
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • อุตุนิยมวิทยาเพื่อการเกษตร
  • สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ
  • ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย
  • สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.)

หน้าแรก > ข่าวเกษตรประจำวัน

โชว์กุหลาบจิ๋วหลากสีครั้งแรกของไทย

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 53

โชว์กุหลาบจิ๋วหลากสีครั้งแรกของไทย

เกษตรเชียงใหม่โชว์ "กุหลาบจิ๋ว" หลากสีครั้งแรกของประเทศ ต้นสูงไม่เกิน 5 นิ้ว ดอกใหญ่ไม่เกินหัวนิ้วโป้ง เตรียมนำโชว์ครั้งแรกที่งานกุหลาบเหมันต์เชียงใหม่


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ภายในศูนย์ราชการจังหวัด(ศาลากลาง) นายสุภัทร สุปรียธิติกุล เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับตัวแทนชมรมกลุ่มรักษ์กุหลาบเชียงใหม่และพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เปิดแถลงข่าวการจัดงานกุหลาบเหมันต์เชียงใหม่ประจำปี 2553 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคม 53 ที่ศูนย์ศิลปาชีพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ ถนนห้วยแก้ว อ.เมืองเยื้องสวนสัตว์เชียงใหม่ พร้อมกันนี้ได้พาคณะสื่มมวลชนเดินทางไปชมฟาร์มเพาะพันธุ์ "กุหลาบจิ๋ว" ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่เป็นจุดเด่นสำคัญของการที่จะนำมาจัดแสดงเปิดตัวภายในงานปีนี้

ที่ฟาร์มดิออคิดส์เฮ้าส์ ตั้งอยู่เลขที่ 189 หมู่4 ต.เหมืองแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นของนายวรนัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา และนางสุนิษา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา สองสามีภรรยาอดีตนักวิชาการกรมวิชาการเกษตรที่ผันตัวเองออกมาเปิดฟาร์มเพาะเลี้ยงกุหลาบจิ๋ว ที่มีจุดเด่นแตกต่างไปจากที่เคยมีคือสามารถวิจัยทอดลองเพาะพันธุ์ต้นกุหลาบจิ๋วที่มีขนาดลำต้นสูงไม่เกิน 3-5 นิ้ว ขณะที่ดอกกุหลาบมีขนาดใหญ่ที่สุดไม่เกินปลายหัวนิ้วโป้ง ที่โดดเด่นต่างไปจากกุหลาบจิ๋วที่เคยปรากฏออกสู่ประเทศไทยคือ สามารถเพาะพันธุ์กุหลาบจิ๋วได้มากถึง 15 สีจาก 15 สายพันธุ์ ซึ่งตามปกติทั่วไปเราจะเคยเห็นกุหลาบจิ๋วที่มีเพียงสีแดงจัดเท่านั้น

นายวรนัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เจ้าของฟาร์ม กล่าวว่า ตนและภรรยาตัดสินใจออกมาทำฟาร์มกุหลาบจิ๋วหรือ Baby Rose โดยใช้วิธีเพาะเนื้อเยื่อในการขยายพันธุ์ปลูก วิธีการคือนำเอากิ่งกุหลาบจากพันธุ์ปกติที่ต้องการปลูกกว่า 15 สายพันธุ์มาตัดเป็นกิ่งเล็ก ๆจากนั้นนำมาปักเลี้ยงลงบนวุ้นอาหารภายในขวดเพาะเลี้ยง ใช้เวลา 12-15 เดือนกิ่งที่เลี้ยงไว้จะเติบโตและงอกออกมาเป็นต้นเล็กๆ แล้วเรานำไปเข้าห้องเล็บอนุบาลเลี้ยงต่อในขวด จากนั้นนำมาแยกต้นเลี้ยงให้โตโดยปลูกในกระถางเล็กขนาด 3 นิ้ว ใช้เวลาอีกประมาณ 20 วันต้นจะเริ่มออกดอกชุดแรก จากนั้นให้ตัดแต่งกิ่งออก ผ่านไป15-20 วันต้นกุหลาบจิ๋วก็จะงอกแตกกิ่งออกมาใหม่มาอีก 7-8 กิ่ง ผ่านไป 2-2.5 เดือนก็จะออกดอก และสามารถนำออกไปจำหน่ายได้

สำหรับจุดเด่นของกุหลาบจิ๋วของตนนั้น จะมีพุ่มเตี้ยแต่ออกดอกดก ดอกจะให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ การปลูกดูแลรักษาทำได้ง่ายเช่นเดียวกับกุหลาบใหญ่ทั่วไปคือชอบแดด ควรรดน้ำขณะที่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินหากเป็นช่วงเช้าจะยิ่งดี นอกจากนี้ก็สามารถให้ปุ๋ยและชอบน้ำมาก

ด้านการทำตลาดนั้นปีที่ผ่านมา ฟาร์มของเราสามารถเพาะพันธุ์ต้นกุหลาบจิ๋วออกมาจำหน่ายได้ที่ 3,000 ต้น ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมีผู้สนใจมาสั่งซื้อถึงที่ฟาร์มซึ่งเราจำหน่ายส่ง ลุกค้าที่อยู่ไกลที่สุดคือที่ จ.ภูเก็ต แต่ปีนี้ตลาดขยายตัวมากขึ้นเราจึงเพาะเพิ่มและสามารถวางจำหน่ายได้ในปีนี้ที่ 10,000 ต้นเพื่อรับกับเทศกาลวาเลนไทน์ ปีใหม่ งานแต่งงาน เกษียณอายุราชการ ฯลฯ ซึ่งราคาขายจากฟาร์มอยู่ที่กระถางละ 29 บาท หากซื้อที่ 1,000 ต้นขึ้นไปราคาอยู่ที่กระถางละ 25 บาท ซึ่งมีให้เลือกมากถึง 15 สี นอกจากสีแดงที่มีจำหน่ายในตลาดอยู่แล้ว ที่ได้รับความนิยมมากจะเป็นสีแดง ม่วง ชมพู โอลด์โรส สีอิฐ สีขาวและสีเหลือง ซึ่งต้นกุลหลาบจิ๋วนี้ปลูกง่ายอายุยืนอยู่ได้มากกว่า 1 ปี ในอนาคตเรากำลังศึกษาพัฒนาที่จะทำในลักษณะของกุหลาบจิ๋วบอนไซ และพัฒนาตัวดอกที่ให้กลิ่นหอมมากขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก วันที่ 20 ธันวาคม 2553
http://www.komchadluek.net/detail/20101217/83101/โชว์กุหลาบจิ๋วหลากสีครั้งแรกของไทย.html

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
  • นำเลี้ยงปูนิ่ม-พัฒนาท่องเที่ยว วิถีสร้างอาชีพของ วชช.เพื่อชุมชน
  • 'ไม้ผลแปลกและหายาก' ที่น่าปลูกในปี พ.ศ.2554
  • คาดลำไยปีหน้าราคาพุ่ง "ธีระ" ฟุ้งแผนบริหารจัดการดี มุ่งเน้นเดินตามกลไกตลาด
  • ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ลดต้นทุนการผลิตได้
  • วช.หนุนวิจัยปลานิล "จิตรลดา3" คุณภาพเหมาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์
  • บริหารนำเข้ากาแฟสำเร็จรูป สกัดผลกระทบเปิดเสรีอาฟตา กษ.จับตาล้นตลาด-ราคาร่วง
  • วิจัย "ดีเอ็นเอ" แตงกวา มก.พัฒนา ต้านราน้ำค้าง
  • ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    Postharvest Technology Innovation Center

    เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว | ข่าวเกษตร | บทความ | ฐานข้อมูลงานวิจัย | วีดีโอ | Postharvest Technology