͢¢ԷҡѧPostharvest Technology Information NetworkPostharvest TechnologyɵҪԡ͢纺촡ɵҹŧҹԨ

แนะนำหน่วยงาน

  • หน้าหลัก
  • ประชาสัมพันธ์ศูนย์ฯ
  • ความเป็นมา
  • วัตถุประสงค์
  • โครงสร้างการบริหาร
  • คณะกรรมการอำนวยการ
  • คณะกรรมการบริหาร
  • ภาคีสถาบันอุดมศึกษาและวิจัย
  • ติดต่อศูนย์ ฯ

บริการต่าง ๆ

  • PHTNET E-Learning
  • Postharvest Newsletter
  • เครื่องมือวิทยาศาสตร์
  • ห้องปฏิบัติการ
  • รายชื่อผู้ประกอบการ
  • ฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ
  • หลักสูตรวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
  • รูปภาพความเสียหายหลังการเก็บเกี่ยว
  • มาตรฐานสินค้าเกษตร และระเบียบการส่งออก
  • ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • สถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมส่งเสริมการเกตร
  • กรมวิชาการเกษตร
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • อุตุนิยมวิทยาเพื่อการเกษตร
  • สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ
  • ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย
  • สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.)

หน้าแรก > ข่าวเกษตรประจำวัน

อ้อยได้เฮ 28 ตันต่อไร่ มิตรผลพัฒนาสู่ความสำเร็จ

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 53

อ้อยได้เฮ 28 ตันต่อไร่ มิตรผลพัฒนาสู่ความสำเร็จ

อ้อย ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เพราะสามารถนำไปผลิตเป็น อาหารพลังงาน และ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Products) หลากหลายประเภท ซึ่งล้วนแต่สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับประเทศ, นักลงทุน และเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย


ปัจจุบันประเทศไทยมี พื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 6.5 ล้านไร่ ซึ่งให้ผลผลิตประมาณ 70 ล้านตันต่อปี จากปริมาณอ้อยดังกล่าว สามารถนำไป ผลิตเป็นน้ำตาลได้ปีละประมาณ 7 ล้านตัน แบ่งเป็น 2 ล้านตัน ใช้บริโภคภายในประเทศ และอีก 5 ล้านตัน ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ

ศักยภาพการผลิตอ้อยในประเทศไทย ถือว่ายังมีประสิทธิภาพต่ำ ผลผลิตเฉลี่ย 8–10 ตันต่อไร่ ค่าความหวานอยู่ในระดับ 11–12 ซีซีเอส ขณะที่กลุ่มประเทศ บราซิล, ออสเตรเลีย, จีน และ อินเดีย ผลผลิตอยู่ที่ 13–15 ตันต่อไร่ และค่าความหวานอยู่ที่ 13-15 ซีซีเอส

หากสามารถพัฒนาการปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตสูง มีรูปแบบการจัดการที่มีประสิทธิผลและมีต้นทุนต่ำ ก็จะยิ่งทำให้ชาวไร่อ้อยมีรายได้และผลกำไรมากขึ้น อุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ก็จะมีวัตถุดิบที่มั่นคง ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล

นายอภิวัฒน์ บุญทวี ผู้อำนวยการด้านอ้อย บริษัทสวนเกษตรอุตสาหกรรมจำกัด (มิตรผล) บอกว่า กลุ่มมิตรผลได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย โดยปี 2553 ลงทุนพัฒนาระบบน้ำจำนวน 90 ล้านบาท เพื่อวางระบบชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่ 32,000 ไร่ แล้วเสร็จในเดือน เม.ย.2554 จากนั้นในปี 2554-2556 ยังมีแผนจะลงทุนขยายระบบชลประทานในพื้นที่ปลูกอ้อยเป็น 60-65% จากพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมดจำนวน 1.2 ล้านไร่

"กลุ่มมิตรผลต้องการ เพิ่มผลผลิตต่อไร่มากขึ้น เพื่อจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอกับความต้องการของโรงงานน้ำตาล จึงได้ดำเนินโครงการ "มิตรผลโมเดล" เพื่อต่อยอดการพัฒนาแบบยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จากปัจจุบัน 8 ตันต่อไร่ เป็น 17 ตันต่อไร่ โดยจะเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการร่วมลงทุนระหว่างโรงงานน้ำตาลกับชาวไร่ สัดส่วน 50:50 โดยโรงงานน้ำตาลจะลงทุนสร้างแหล่งน้ำ และชาวไร่เป็นผู้ลงทุนเชื่อมต่อแหล่งน้ำ" นายอภิวัฒน์ บอกอย่างนั้น

ด้านนายนิคม ฝาดสุนทร ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำมิตรบ้านลาด อยู่ที่หมู่ 17 ตำบลบ้านแก้ว อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ บอกว่า กลุ่มชาวไร่อ้อยที่บ้านลาดมีพื้นที่ถือครองต่อรายน้อย ขาดอุปกรณ์เครื่องจักรในการทำไร่ ที่ให้ประสิทธิผลสูง มักจ้างรถแทรกเตอร์จากภายนอก เข้าไปดำเนินการในลักษณะต่างคน...ต่างทำ ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการจัดการอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพาะปลูก การใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว ฯลฯ ที่ไม่ทันเวลา ผลผลิตต่อปีอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แค่ประมาณ 8 ตันต่อไร่ ทำให้มีรายได้น้อย แต่เนื่องจากการปลูกอ้อยเป็นอาชีพดั้งเดิมของชุมชน


ฉะนั้น ในการแก้ปัญหา ทางกลุ่มผู้ใช้น้ำมิตรบ้านลาดจำนวน 86 ราย ได้ร่วมกันลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำและวางท่อส่งน้ำเข้าไร่ เป็นวงเงิน 2.4 ล้านบาท ต่อยอดจาก โครงการชลประทานที่มีอยู่ เพื่อให้ ครอบคลุมพื้นที่ 1,360 ไร่ ซึ่งทางโรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียวเป็นแหล่งปล่อยเงินทุนให้ก่อน และมาผ่อน ชำระภายในเวลา 4 ปี ทั้งนี้ ได้กำหนดตารางการให้น้ำอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี คือ ช่วงปลูกอ้อย, ช่วงอ้อยแตกกอ, ช่วงย่างปล้อง และช่วงที่อ้อยเผชิญกับภาวะแล้งฝน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้ผลผลิตอ้อยที่ต่อยอดจากมิตรผลโมเดล ได้มากกว่า 17 ตันต่อไร่

นายจรัล ดอนเตาเหล็ก เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย อำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ บอกว่า เริ่มจากการตรวจสอบ ดินจะต้องอุดมสมบูรณ์ โดยเน้นการตัดอ้อยสดไม่เผาใบ การไถกลบเศษซากลงดิน และการใช้ กากหม้อกรองเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดิน พันธุ์อ้อยต้องเป็นพันธุ์ที่มีความหวานสูง เช่น พันธุ์ LK 92–11 และขอนแก่น 3 มีการจัดการในเวลาที่เหมาะสม โดยต้องควบคุมการปลูกอ้อยให้ทันเวลา และแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีปริมาณ น้ำหนัก และค่าความหวานที่สูงขึ้น

ในปีที่ผ่านมา แปลงปลูกอ้อยของเราได้ผลผลิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ที่ได้ ถึงจำนวน 28 ตันต่อไร่ ถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 1 ธันวาคม 2553
http://www.thairath.co.th/content/edu/130729

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
  • นำเลี้ยงปูนิ่ม-พัฒนาท่องเที่ยว วิถีสร้างอาชีพของ วชช.เพื่อชุมชน
  • 'ไม้ผลแปลกและหายาก' ที่น่าปลูกในปี พ.ศ.2554
  • คาดลำไยปีหน้าราคาพุ่ง "ธีระ" ฟุ้งแผนบริหารจัดการดี มุ่งเน้นเดินตามกลไกตลาด
  • ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ลดต้นทุนการผลิตได้
  • วช.หนุนวิจัยปลานิล "จิตรลดา3" คุณภาพเหมาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์
  • บริหารนำเข้ากาแฟสำเร็จรูป สกัดผลกระทบเปิดเสรีอาฟตา กษ.จับตาล้นตลาด-ราคาร่วง
  • วิจัย "ดีเอ็นเอ" แตงกวา มก.พัฒนา ต้านราน้ำค้าง
  • ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    Postharvest Technology Innovation Center

    เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว | ข่าวเกษตร | บทความ | ฐานข้อมูลงานวิจัย | วีดีโอ | Postharvest Technology