<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จริงแท้ ศิริพานิช Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<atom:link href="https://www.phtnet.org/tag/จริงแท้-ศิริพานิช/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.phtnet.org/tag/จริงแท้-ศิริพานิช/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Sep 2022 04:31:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/07/cropped-icon-1-150x150.png</url>
	<title>จริงแท้ ศิริพานิช Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<link>https://www.phtnet.org/tag/จริงแท้-ศิริพานิช/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ความท้าทายของการประยุกต์ใช้เทคนิคเนียร์อินฟราเรด สเปกโทรสโกปีในการประเมินคุณภาพแบบไม่ทำลายผลสับปะรด</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2022/07/2639/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Jul 2022 04:29:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กมลวรรณ แสงสร้อย]]></category>
		<category><![CDATA[จริงแท้ ศิริพานิช]]></category>
		<category><![CDATA[เกียรติสุดา เหลืองวิลัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=2639</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย กมลวรรณ แสงสร้อย เกียรติสุดา เหลืองวิลัย และ จริงแท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2022/07/2639/">ความท้าทายของการประยุกต์ใช้เทคนิคเนียร์อินฟราเรด สเปกโทรสโกปีในการประเมินคุณภาพแบบไม่ทำลายผลสับปะรด</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple-1024x576.jpg" alt="สับปะรด" class="wp-image-2645" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple-1024x576.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple-300x169.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple-768x432.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>โดย กมลวรรณ แสงสร้อย <a href="https://www.phtnet.org/service/view-speciallist.asp?dID=49">เกียรติสุดา เหลืองวิลัย</a> และ <a href="https://www.phtnet.org/service/view-speciallist.asp?dID=46">จริงแท้ ศิริพานิช </a><br>ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กําแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน</p>



<p><strong>สับปะรด</strong> เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ประเทศไทยส่งออกสับปะรดเป็นลำดับที่ 4 ของโลก แต่สับปะรดที่ส่งออกจากประเทศไทยส่วนมากร้อยละ 99.5% เป็นผลิตภัณฑ์จากสับปะรด ในขณะที่การส่งออกสับปะรดผลสดยังมีน้อย เนื่องจากอ่อนแอต่ออาการสะท้านหนาว ซึ่งเป็นอาการผิดปกติทางสรีรวิทยาของพืชเมื่อพืชได้รับอุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลาหนึ่ง ในผลสับปะรดจะแสดงอาการตรงบริเวณเนื้อใกล้กับแกนผล เป็นสีน้ำตาล จึงเรียกว่าอาการไส้สีน้ำตาล จากผลการวิจัยในอดีตพบว่าอาการไส้สีน้ำตาลของสับปะรดมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้การเกิดอาการไส้สีน้ำตาลในลักษณะต่างๆ ยากที่จะคาดเดา และยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดอาการนี้ได้ (ยกเว้นการใช้พันธุ์ต้านทาน)</p>



<p>ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้มีแนวคิดในการทำนายการเกิดอาการไส้สีน้ำตาลของสับปะรดก่อนส่งออกเพื่อให้ทราบความรุนแรง และระยะเวลาการเกิดอาการไส้สีน้ำตาลโดยไม่ทำลายตัวอย่างสับปะรด ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายในการส่งออกสับปะรดผลสดได้ ทั้งนี้จากงานวิจัยที่ผ่านมาของผู้วิจัยพบว่า ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด (TSS) กรดแอสคอร์บิก และแคลเซียมของผลสับปะรดก่อนการเก็บรักษา รวมทั้งอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน 2 เดือนก่อนการเก็บเกี่ยว เป็นตัวแปรในการสร้างสมการทำนายอาการไส้สีน้ำตาลของสับปะรดกลุ่มควีนล่วงหน้าได้แม่นยำ 71.4% นอกจากนี้ ยังพบว่ากรดแอสคอร์บิก และปริมาณแคลเซียมในผลก่อนการเก็บรักษามีความสัมพันธ์เชิงลบ ในขณะที่ TSS มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอาการไส้สีน้ำตาลในสับปะรดกลุ่มควีน  สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ได้สมการที่มีความแม่นยำไม่สูงอาจมาจากต้องมีการทำลายตัวอย่างเพื่อวัดปริมาณแคลเซียมและกรดแอสคอร์บิก (ก่อนเก็บรักษา) ทำให้ไม่สามารถใช้ผลเดิมในการสังเกตอาการไส้สีน้ำตาลได้ ดังนั้นหากสามารถประเมิน TSS กรดแอสคอร์บิก และปริมาณแคลเซียมในผลได้โดยไม่ทำลายผลผลิต จะสามารถติดตามอาการไส้สีน้ำตาลของผลเดิมได้ อาจนำค่าที่ได้ไปทำนายการเกิดอาการไส้สีน้ำตาลของสับปะรดผลนั้นๆได้แม่นยำมากขึ้น</p>



<p><strong>เทคนิคเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี (Near infrared spectroscopy, NIRS)</strong> นำมาใช้ครั้งแรกทางด้านการเกษตรโดย Norris ในปี ค.ศ. 1964 โดยใช้วัดความชื้นเมล็ดธัญพืช ปัจจุบันเทคนิคนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย  โดยส่วนใหญ่เป็นการหา ความชื้น โปรตีน และไขมันในผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร โดย NIRS เป็นเทคนิคที่วัดการดูดกลืนแสงอินฟราเรดย่านใกล้ของตัวอย่างเพื่อให้ได้ข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอินฟาเรดย่านใกล้กับตัวอย่าง ที่มีโมเลกุลประกอบด้วยพันธะ H-O, H-N, H-C และ C=O เป็นองค์ประกอบ โดยการให้แสง NIR แก่ตัวอย่าง ซึ่งกระตุ้นให้โมเลกุลสั่นและดูดกลืนแสง แล้วจึงวัดแสงที่สะท้อนหรือทะลุผ่าน แถบการดูดกลืนแสงย่าน NIR จะเป็นแถบโอเวอร์โทน (overtone) และคอมบิเนชั่น (combination) (ภาพที่ 1)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="475" height="359" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple2.jpg" alt="" class="wp-image-2640" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple2.jpg 475w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple2-300x227.jpg 300w" sizes="(max-width: 475px) 100vw, 475px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 1</strong>  แถบการดูดกลืนแสงแบบโอเวอร์โทนและคอมบิเนชั่น บนสเปกตรัม NIR (อนุพันธ์, 2558)</figcaption></figure></div>



<p>สำหรับผลสับปะรด เป็นผลไม้ที่มีพื้นผิวขรุขระ ส่งผลให้เกิดการดูดกลืนแสงน้อยลง เนื่องจากแสงส่วนใหญ่ตกกระทบวัตถุแล้วสะท้อนกลับ นอกจากนั้นสับปะรดกลุ่มควีน เช่น พันธุ์ตราดสีทอง เนื้อมีลักษณะเป็นโพรง จึงทำให้เกิดการกระเจิงแสงแตกต่างกัน ดังนั้นการใช้เทคนิค NIRS ในการทำนายคุณภาพสับปะรดจึงเป็นงานที่ท้าทายมาก อย่างไรก็ตามจากงานวิจัยที่ผ่านมาได้มีนักวิจัยบางกลุ่มประสบความสำเร็จในการประยุกต์ใช้เทคนิคนี้ในการสร้างสมการทำนายไนเตรต  สำหรับปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด (TSS) ในสับปะรด แม้จะมีรายงานอยู่บ้าง  แต่ไม่แสดงค่าความคลาดเคลื่อนของผลการทำนายด้วยสมการ เปรียบเทียบกับความคลาดเคลื่อนของการวัดจริง</p>



<p>จากประเด็นดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้ทดลองวัดการดูดกลืนแสงของผลสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียและพันธุ์ตราด      สีทองด้วยเครื่อง FT- NIR (MPA, Bruker Optik GmbH, Germany) ด้วยการวัดแบบ diffuse reflectance ที่ความยาวคลื่น 800 – 2,857 นาโนเมตร ที่ resolution เท่ากับ 16 cm<sup>-1</sup> โดย 1 สเปกตรัมมาจากการคำนวณค่าเฉลี่ยในการวัดสเปกตรัม 32 ครั้ง ดังภาพที่ 2 จากนั้นนำผลสับปะรดทั้ง 2 พันธุ์ไปวิเคราะห์ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ กรดแอสคอร์บิก และแคลเซียม ด้วยวิธีมาตรฐาน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="453" height="233" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple3.jpg" alt="" class="wp-image-2641" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple3.jpg 453w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple3-300x154.jpg 300w" sizes="(max-width: 453px) 100vw, 453px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 2</strong>  ตำแหน่งที่วัดการดูดกลืนแสงด้วยเครื่อง FT- NIR</figcaption></figure></div>



<p>เมื่อนำสเปกตรัมที่ได้มาปรับแต่งด้วยวิธี Standard Normal Variate (SNV), Savitzky–Golay smoothing และวิธีอนุพันธ์ (derivative) แล้ววิเคราะห์หาสมการทำนายปริมาณ TSS ด้วยวิธีการถดถอยกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (Partial Least Squares (PLS) Regression) ด้วยโปรแกรม The Unscrambler version 9.8 พบว่า ตัวอย่างสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย (Smooth Cayenne) และพันธุ์ตราดสีทอง (Queen) กลุ่มที่ใช้สร้างสมการและกลุ่มที่ใช้ทดสอบสมการ มี TSS กรดแอสคอร์บิก และแคลเซียม ใกล้เคียงกัน (ตารางที่ 1)</p>



<p><strong>ตารางที่ 1  </strong>ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด (TSS) กรดแอสคอร์บิก และแคลเซียมของสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียและพันธุ์ตราดสีทอง ใน Calibration set และ Prediction set</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="878" height="423" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple4.jpg" alt="" class="wp-image-2642" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple4.jpg 878w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple4-300x145.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple4-768x370.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 878px) 100vw, 878px" /></figure>



<p> ส่วนสมการทำนายที่สร้างขึ้น แม้มีค่า Rp เท่ากับ 0.59-0.89 ในการทำนาย TSS กรดแอสคอร์บิก และแคลเซียม ซึ่งให้ค่าใกล้เคียงกับที่มีรายงานในบทความอื่นๆ (Amuah <em>et al</em>., 2019) แต่เมื่อพิจารณาค่า residual predictive deviation (RPD) ของทุกสมการ พบว่า ค่า RPD น้อยกว่า 2.4 (ตารางที่ 2) แสดงให้เห็นว่า NIRS มีประสิทธิภาพต่ำในการทำนาย TSS กรดแอสคอร์บิก และ แคลเซียม ของสับปะรดแบบไม่ทำลายผลิตผล </p>



<p><strong>ตารางที่ 2</strong>  ผลของสมการทำนายปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด (TSS) กรดแอสคอร์บิกและแคลเซียมในสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียและพันธุ์ตราดสีทอง จากข้อมูลสเปกตรัมเครื่อง MPA  FT-NIR spectrometer</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="987" height="517" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple5.jpg" alt="" class="wp-image-2643" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple5.jpg 987w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple5-300x157.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple5-768x402.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2022/09/article-nir-pineapple5-360x189.jpg 360w" sizes="auto, (max-width: 987px) 100vw, 987px" /></figure>



<p>&#8211; N: จำนวนผลสับปะรดที่ใช้<br>&#8211; Rc: ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างค่าที่ได้จากการวิเคราะห์ทางเคมีกับค่าที่ได้จากการทำนายของตัวอย่างในชุดสร้างสมการ<br>&#8211; Rp: ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างค่าที่ได้จากการวิเคราะห์ทางเคมีกับค่าที่ได้จากการทำนายของตัวอย่างในชุดทดสอบสมการ<br>&#8211; RMSEC: ค่าความคลาดเคลื่อนจากการทำนายของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการสร้างสมการ<br>&#8211; SEP: ค่าผิดพลาดมาตรฐานในกลุ่มทดสอบสมการ (ค่าความแม่นยำในการนำสมการที่สร้างขึ้นมาทำนายปริมาณองค์ประกอบทางเคมีที่ได้จากเครื่อง NIRs ซึ่งถ้าค่าที่ได้มีค่าน้อย หมายความว่าสมการที่สร้างมีความแม่นยำสูง)<br>&#8211; RPD: อัตราส่วนของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่ม Validation set ต่อค่า SEP (ค่าจากที่คำนวณได้มีค่าสูง หมายถึง ค่าผิดพลาดมาตรฐานที่ทำนายได้จาก NIRs มีค่าน้อยกว่าค่าผิดพลาดมาตรฐานที่ได้จากวิเคราะห์จริง)</p>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารอ้างอิง</h3>



<p>อนุพันธ์ เทอดวงศ์วรกุล. 2558. เทคนิคทางวิศวกรรมแบบไม่ทำลายสำหรับผลผลิตเกษตร. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.</p>



<p>Amuah, C. L., E. Teye, F.P. Lamptey, K. Nyandey, J. Opoku-Ansah and P.Q.W. Adueming. 2019. Feasibility study of the use of handheld NIR spectrometer for simultaneous authentication and quantification of quality parameters in intact pineapple fruits. Journal of Spectroscopy 2019: 5975461.</p>



<p>Norris, K.H.&nbsp; 1964.&nbsp; Design and development of a new moisture meter.&nbsp; Agric.Eng. 45: 370.</p>



<p><br></p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2022/07/2639/">ความท้าทายของการประยุกต์ใช้เทคนิคเนียร์อินฟราเรด สเปกโทรสโกปีในการประเมินคุณภาพแบบไม่ทำลายผลสับปะรด</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำชักนำกลิ่นผิดปกติผ่านทางวิถี LOX ในผลมะพร้าวอ่อน</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2019/06/1188/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Jun 2019 06:28:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[จริงแท้ ศิริพานิช]]></category>
		<category><![CDATA[เกรียงไกร มีถาวร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=1188</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; เกรียงไกร มีถาวร และ จริงแท้ ศิริพานิช คณะเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2019/06/1188/">การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำชักนำกลิ่นผิดปกติผ่านทางวิถี LOX ในผลมะพร้าวอ่อน</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1189" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox.jpg" alt="" width="1080" height="608" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox.jpg 1080w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-300x169.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-1024x576.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-768x432.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-270x151.jpg 270w" sizes="auto, (max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></a></p>
<p>โดย &#8230; เกรียงไกร มีถาวร และ <a href="https://www.phtnet.org/service/view-speciallist.asp?dID=46">จริงแท้ ศิริพานิช</a><br />
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน</p>
<p><strong>มะพร้าวอ่อน</strong> เป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันเนื่องจากน้ำมะพร้าวมีคุณค่าทางอาหารและเป็นเครื่องดื่มที่อุดมด้วยน้ำตาล เกลือแร่ วิตามิน B และ C การส่งออกมะพร้าวอ่อนในรูปแบบผลควั่นของประเทศไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ในปี 2560 มะพร้าวอ่อนมีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 1,900 ล้านบาท แต่ในระหว่างการขนส่งและการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำกลิ่นหอมมักหายไปและมีกลิ่นผิดปกติปรากฏขึ้น คาดว่ากลิ่นผิดปกตินี้เป็นผลมาจาก lipid oxidation เนื่องจากเนื้อมะพร้าวมีองค์ประกอบเป็นไขมันสูงหากสามารถพิสูจน์ทราบให้เข้าใจกลไกการเกิดกลิ่นผิดปกติในระหว่างการเก็บรักษาผลมะพร้าว จะสามารถจัดการป้องกันหรือควบคุมกลิ่นผิดปกติในมะพร้าวอ่อน และสามารถยืดอายุการเก็บรักษาเพื่อขยายตลาดการส่งออกไปยังตลาดที่ต้องใช้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้นได้</p>
<p>เก็บเกี่ยวมะพร้าวอ่อนอายุเนื้อสองชั้น (ประมาณ 7 เดือน หลังดอกบาน) แล้วเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 25ºC และที่ 4ºC เก็บตัวอย่างเนื้อมะพร้าวทุก 3 วัน จนครบ 15 วันๆละ 5 ซ้ำ ซ้ำละ 1 ผล จำนวน 100 กรัม แล้วแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว จากนั้นแบ่งตัวอย่างเป็น 2 กลุ่มเท่าๆกัน ครึ่งหนึ่งเก็บรักษาไว้ที่ –80ºC เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี อีกครึ่งนำไปผ่านกระบวนการ freeze dried เพื่อวิเคราะห์กิจกรรม ของเอนไซม์ และการแสดงออกของยีนในกระบวนการ lipid oxidation ในเนื้อมะพร้าว</p>
<h3>อุณหภูมิต่ำชักนำกลิ่นกลิ่นผิดปกติในผลมะพร้าวอ่อน</h3>
<p>หลังจากเก็บรักษาเป็นเวลา 6 วัน พบว่ากลิ่นผิดปกติสูงขึ้นเมื่อเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4ºC มากกว่าที่ 25ºC (ภาพที่ 1A) จากการประเมินด้วยผู้ทดสอบพบว่ากลิ่นผิดปกติมีลักษณะคล้ายกับกลิ่น fatty หรือ oily และจากการประเมินลักษณะกลิ่นของผลมะพร้าวอ่อนที่อุณหภูมิ 4 และ 25ºC ในระยะเวลาเก็บรักษาตั้งแต่ก่อนการเก็บรักษาจนถึงเก็บรักษานาน 15 วันด้วย E-nose และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย discriminant function analysis (DFA) พบความแตกต่างของกลิ่นในมะพร้าวอ่อนที่เก็บรักษาที่ 4ºC ซึ่งอยู่บนพื้นที่ด้านลบของแกน x ขณะที่ผลมะพร้าวที่เก็บรักษาที่ 25ºC จะอยู่บนพื้นที่ด้านบวกของแกน x (ภาพที่ 1B) จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากลิ่นและสารประกอบที่ให้กลิ่นในผลมะพร้าวที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 และ 25ºC นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน</p>
<p><figure id="attachment_1190" aria-describedby="caption-attachment-1190" style="width: 589px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-2.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1190 size-full" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-2.jpg" alt="" width="589" height="277" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-2.jpg 589w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-2-300x141.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 589px) 100vw, 589px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1190" class="wp-caption-text"><strong>ภาพที่ 1</strong> ลักษณะกลิ่นผิดปกติของเนื้อมะพร้าวอ่อนภายหลังการเก็บรักษาทั้งผลที่ 4 และ 25°C เป็นเวลา 15 วัน(A)และ Aroma profile ของมะพร้าวอ่อนที่วิเคราะห์ด้วย electronic node (E-nose)(B)</figcaption></figure></p>
<h3></h3>
<h3>ชนิดสารประกอบที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นผิดปกติจากการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ</h3>
<p>พบสารประกอบที่ให้กลิ่นทั้งหมด 45 ชนิดในเนื้อมะพร้าวจากการใช้ partial least squares-discriminant analysis (PLS-DA)วิเคราะห์เพื่อแยกความแตกต่างของสารประกอบที่ให้กลิ่นของผลมะพร้าวที่ 4 และ 25ºC แล้วใช้ค่า loading จาก 2 ลำดับแรกสร้าง PLS-DA score-plot model พบความแตกต่างของสารประกอบจากผลมะพร้าวที่ 4 และ 25ºC (ภาพที่2A)</p>
<p>Variable importance in projection (VIP) ถูกใช้เพื่อประเมินความสำคัญของขององค์ประกอบต่างๆที่วิเคราะห์ด้วย PLS-DA เมื่อมีค่าเกิน 1 (Gao<em> et al</em>., 2018) และในการทดลองนี้ใช้ค่า VIP เพื่อประเมินสารประกอบที่แตกต่างกันเมื่อเก็บรักษาที่ 4 และ 25ºC พบสารประกอบที่ให้กลิ่นทั้งหมด 9 ชนิดที่มีค่า VIP มากกว่า 1 (ภาพที่ 2B) และ 1-octanol มีค่ามากที่สุดคือ 2.16 ในสารประกอบ 9 ชนิดนี้ 6 ชนิดมีความสัมพันธ์กับกลิ่นผิดปกติมากประกอบไปด้วย nonanal 1-octanol benzaldehyde pyrazine 3-ethyl-2,5-dimethyl decane และ 1-heptanol (ตารางที่ 1)จากสารประกอบทั้ง 6 ชนิดที่มีความสัมพันธ์กับกลิ่นผิดปกติมากนั้นมีสารประกอบ 4ชนิดคือ nonanal 1-octanol benzaldehyde และ 1-heptanol ที่มีกลิ่นคล้ายกับกลิ่นเหม็นหืนในผลมะพร้าวอ่อนที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำและมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าสารประกอบเหล่านี้เกิดจากการออกซิเดชั่นของไขมันผ่านทาง lipoxygenase (LOX) pathway (RoyChowdhury <em>et al</em>., 2016; Jeon e<em>t al</em><em>., </em>2008) ส่วน pyrazine 3-ethyl-2,5-dimethyl และ decane นั้นไม่ทราบที่มาแน่ชัดว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร</p>
<p><figure id="attachment_1191" aria-describedby="caption-attachment-1191" style="width: 738px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-3.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1191 size-full" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-3.jpg" alt="" width="738" height="388" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-3.jpg 738w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-3-300x158.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-3-350x184.jpg 350w" sizes="auto, (max-width: 738px) 100vw, 738px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1191" class="wp-caption-text"><strong>ภาพที่ 2</strong> PLS-DA score plot (A) ของคะแนนกลิ่นผิดปกติและชนิดสารประกอบทั้งหมด ในผลมะพร้าวอ่อนเก็บรักษาที่ 4°C (สามเหลี่ยมสีแดง) และ 25°C (เครื่องหมายบวกสีเขียว) ที่ระยะเวลา 3-15 วัน หลังเก็บรักษาและสารประกอบสำคัญ(B) ที่มีผลต่อกลิ่นมะพร้าวอ่อนเมื่อเก็บรักษาที่ 4°C และ 25°C(สีแดงมีความสัมพันธ์มาก สีเขียวมีความสัมพันธ์น้อย)</figcaption></figure></p>
<p><a href="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-4.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1192" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-4.jpg" alt="" width="612" height="483" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-4.jpg 612w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-4-300x237.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 612px) 100vw, 612px" /></a></p>
<p>กิจกรรมของเอ็นไซม์ lipoxygenase (LOX) ที่ทำหน้าที่ออกซิไดซ์กรดไขมันไม่อิ่มตัวให้เป็นสารประกอบ peroxide พบว่าผลมะพร้าวระหว่างเก็บรักษาที่ 4ºC มีค่าสูงกว่าผลมะพร้าวที่ 25ºC ประมาณ 20-25% (ภาพที่ 3A) สอดคล้องกับการแสดงออกของยีน <em>CnLOX1</em> ที่แสดงออกมากในผลที่เก็บรักษาที่ 4ºC เช่นเดียวกัน (ภาพที่ 3E)สำหรับกิจกรรมของเอ็นไซม์ hydroperoxide lyase (HPL) ที่ทำหน้าที่ตัดสารประกอบ peroxide แล้วเปลี่ยนเป็นสารประกอบ aldehyde นั้นมีกิจกรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเก็บรักษาที่ 4ºC เป็นเวลา 3 วันแล้วคงที่ถึงวันที่ 9 จากนั้นลดลงจนถึงวันที่ 15 กิจกรรมของ HPL ของผลมะพร้าวที่ 4ºC นี้มีกิจกรรมมากกว่ามะพร้าวที่ 25ºC ประมาณ 4 เท่า (ภาพที่ 3B) คล้ายกับการแสดงออกของยีน <em>CnHPL1</em> (ภาพที่ 3F) สำหรับกิจกรรมของเอ็นไซม์ alcohol dehydrogenase (ADH) ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสารประกอบ aldehyde เป็นสารประกอบ alcohol นั้นมีกิจกรรมมากขึ้นกว่าที่ 25ºC ประมาณ 4-5 เท่า (ภาพที่ 3C) การแสดงออกของยีน <em>CnADH2 </em>เพิ่มมากขึ้นในผลที่เก็บรักษาที่ 4ºC มากกว่าที่ 25ºC (ภาพที่ 3G) ส่วนกิจกรรมของเอ็นไซม์ alcohol acyl transferase (AAT) ที่เปลี่ยนสารประกอบ alcohol เป็นสารประกอบ ester (ภาพที่ 3D) พบว่าใน 6 วันแรกของการเก็บรักษาที่ 4ºC มีกิจกรรมสูงกว่าที่ 25ºC เล็กน้อยแต่หลังจากนั้นมีกิจกรรมของเอ็นไซม์น้อยกว่าที่ 25ºC ประมาณ 1.5-2 เท่า ขณะที่การแสดงออกของยีน <em>CnAAT </em>(ภาพที่ 3F) ของผลมะพร้าวที่เก็บรักษาที่ 4ºC มีน้อยกว่าที่ 25ºC ประมาณ 1.5-2 เท่าตลอดการเก็บรักษา</p>
<p>ผลการทดลองเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผลมะพร้าวที่เก็บรักษาที่ 4ºC มีกิจกรรมของเอ็นไซม์และการแสดงออกของยีน<em> CnLOX1 CnHPL1 </em>และ<em> CnADH2 </em>เพิ่มมากขึ้นและสอดคล้องกับการพัฒนากลิ่นผิดปกติ ขณะที่กิจกรรมและการแสดงออกของยีน <em>CnAAT</em>ที่เก็บรักษาที่4°C มีน้อยกว่าที่ 25°C และไม่สัมพันธ์กับการพัฒนากลิ่นผิดปกติ ดังนั้นกิจกรรมของเอ็นไซม์และการแสดงออกของยีน <em>CnLOX1 CnHPL1</em> และ <em>CnADH2</em> น่าจะเป็นสาเหตุหลักของการออกซิไดซ์ไขมันจนนำไปสู่การเกิดกลิ่นผิดปกติ</p>
<p>ผลการทดลองในครั้งนี้ทำให้เห็นแนวทางในการลดการพัฒนากลิ่นผิดปกติในผลมะพร้าวอ่อนได้โดย การลดความเข้มข้นของออกซิเจนในระหว่างการเก็บรักษาผลมะพร้าวอ่อนที่อุณหภูมิต่ำ เช่นการดัดแปลงสภาพบรรยากาศด้วยการใช้ฟิล์มหรือพลาสติกที่มีค่าการซึมผ่านของออกซิเจนน้อยกว่าการใช้ฟิล์มยืดชนิด poly vinyl chloride (PVC) ที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ต้องไม่น้อยเกินไปจนอาจก่อให้เกิดการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน และทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์อื่นตามมา</p>
<p><figure id="attachment_1193" aria-describedby="caption-attachment-1193" style="width: 1076px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-5.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1193" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-5.jpg" alt="" width="1076" height="592" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-5.jpg 1076w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-5-300x165.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-5-1024x563.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/07/phtic-article-lox-5-768x423.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 1076px) 100vw, 1076px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1193" class="wp-caption-text"><strong>ภาพที่ 3</strong> กิจกรรมของเอ็นไซม์ LOX (A) HPL (B) ADH (C) และ AAT (D) และการแสดงออกของยีน CnLOX1 (E) CnHPL1 (F) CnADH2 (G) และ CnAAT (H) ของผลมะพร้าวอ่อนเก็บรักษาที่ 4 และ 25ºC เป็นเวลา 15 วัน</figcaption></figure></p>
<p>การศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4°C สามารถชักนำให้เกิดกลิ่นผิดปกติในผลมะพร้าวอ่อน โดยเกี่ยวข้องกับการสะสมสารประกอบ heptanol octanol nonanal และ benzaldehydeที่มี sensory description เฉพาะคือ fatty oily และ waxy ตามลำดับสารประกอบเหล่านี้ได้มาจากกระบวนการ lipid oxidation เช่น LOX-dependent pathway เนื่องจากการแสดงออกของยีน <em>CnLOX1 CnHPL1</em> และ<em> CnADH2</em> และกิจกรรมของเอนไซม์ทั้ง 3 ชนิดนี้มีกิจกรรมสูงขึ้นระหว่างการเก็บรักษาผลมะพร้าวอ่อนที่ 4°C</p>
<blockquote><p>บทความนี้ ตีพิมพ์ลงใน <a href="https://www.phtnet.org/2019/06/1155/">Postharvest Newsletter ปีที่ 18 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2562</a></p></blockquote>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li>Gao, J., Wu, B.P., Gao, L.X., Liu, H.R., Zhang, B., Sun, C.D. and Chen, K.S. 2018.Glycosidically bound volatiles as affected by ripening stages of Satsuma mandarin fruit.<strong>Food Chem</strong>. 240: 1097–1105.</li>
<li>Jeon,J.Y., Jiunn,Fong, C.N.J., Riyanti, I.E., Neilan A.B., Rogers L.P. and Svenson, J.C. 2008.Heterologous expression of the alcohol dehydrogenase (<em>adhI</em>) gene from <em>Geobacillus thermoglucosidasius</em> strain M10EXG.<strong> J</strong><strong>. </strong><strong>Biol</strong><strong>.</strong> 135, 127-133.</li>
<li>RoyChowdhury, M., Li, X., Qi, H., Li, W., Sun, J., Huang, J. and Wu, D. 2016. Functionalcharacterization of 9-/13-LOXs in rice and silencing their expressions to improve grain qualities<strong>. </strong><strong>BioMed Research International</strong>. 2016, 1-8.</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2019/06/1188/">การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำชักนำกลิ่นผิดปกติผ่านทางวิถี LOX ในผลมะพร้าวอ่อน</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอกาสและอุปสรรคของมะพร้าวน้ำหอมของไทย ในตลาดการค้าโลก</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2017/03/343/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Mar 2017 05:50:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[จริงแท้ ศิริพานิช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=343</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; ศ.ดร. จริงแท้  ศิริพานิช มหาวิทยาลัยเกษตรศา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2017/03/343/">โอกาสและอุปสรรคของมะพร้าวน้ำหอมของไทย ในตลาดการค้าโลก</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-344" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai.jpg" alt="โอกาสและอุปสรรคของมะพร้าวน้ำหอมของไทย" width="1080" height="608" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai.jpg 1080w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-300x169.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-1024x576.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-768x432.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-270x151.jpg 270w" sizes="auto, (max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><strong>โดย &#8230; ศ.ดร. จริงแท้  ศิริพานิช </strong><strong>มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน</strong></p>
<p><strong>มะพร้าวน้ำหอม </strong>เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่สามารถทำรายได้สูงให้กับเกษตรกร และเป็นที่นิยมของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นอกจากน้ำมะพร้าวน้ำหอมจะมีรสหวานมีกลิ่นหอมแตกต่างจากมะพร้าวของประเทศอื่นแล้ว ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น โปแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และกรดอะมิโน ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที จึงไม่แปลกที่จะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วโลก</p>
<p>ลักษณะการส่งออกของมะพร้าวน้ำหอมตัดแต่งในประเทศไทย ตามข้อกำหนดของมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  คือมะพร้าวควั่นและมะพร้าวเจีย มะพร้าวควั่นคือมะพร้าวที่นำมาปอกเปลือกเขียวออกทั้งหมดหรือบางส่วน จากนั้นตกแต่งให้มีรูปทรงกระบอก และแต่งให้ด้านบนเป็นรูปฝาชี ในขณะที่มะพร้าวเจียเป็นมะพร้าวที่นำมาปอกเปลือกขาวจนหมด หรือเหลือไว้บางส่วนเป็นฐานแล้วเจียแต่งผิวกะลาให้เรียบ ข้อดีในการผลิตมะพร้าวส่งออกในรูปของมะพร้าวเจียคือมีน้ำหนักที่เบากว่า เมื่อเทียบกับการส่งออกในรูปของมะพร้าวควั่น การส่งออกในรูปมะพร้าวเจียสามารถลดน้ำหนักลงได้ถึง 2 ใน 3 เมื่อเทียบกับผลสด ในขณะที่มะพร้าวควั่น สามารถลดน้ำหนักลดได้เพียงแค่ 1 ใน 3 ของผลสดเท่านั้น แต่ข้อด้อยของการผลิตมะพร้าวเจียคือมีอายุการเก็บรักษาสั้นกว่าเมื่อเทียบกับมะพร้าวควั่น</p>
<p>ตลาดส่งออกของมะพร้าวถึงว่ามีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการส่งออกในปี พ.ศ. 2555 ประมาณ 760 ล้านบาท ในขณะที่ปี พ.ศ. 2558 มีมูลค่าสูงถึงกว่า 2000 ล้านบาท เห็นได้ว่าในระยะเวลาแค่สามปี มูลค่าการส่งออกของมะพร้าวน้ำหอมในประเทศไทย เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเลยทีเดียวจาก สองประเทศหลักที่เป็นฐานลูกค้ามะพร้าวน้ำหอมในประเทศไทยคือ สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐประชาชนจีน ดังนั้นมะพร้าวน้ำหอมจากประเทศไทยยังคงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-345" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-2.jpg" alt="มะพร้าวน้ำหอม" width="480" height="443" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-2.jpg 480w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-2-300x277.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p>ถึงแม้ว่าตลาดการส่งออกของมะพร้าวน้ำหอมไทยดูมีอนาคตสดใส แต่ก็ยังมีปัญหาบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อกระกวนการผลิตและส่งออกมะพร้าวน้ำหอมของไทย เช่น ผลผลิตขาดช่วง การเกิดผลแตก การเกิดสีน้ำตาลที่ผิวผล และปัญหากลิ่นผิดปกติระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลานาน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ได้มีผลงานวิจัยที่ศึกษาถึงสาเหตุ และวิธีการแก้ไขในปัญหาด้านต่างๆ ดังนี้</p>
<p><strong>ปัญหาผลผลิตขาดช่วง หรือมะพร้าวขาดคอ</strong> เป็นปัญหาที่มักพบมากในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยราวเดือน เมษายนถึงพฤษภาคม ทำให้ผลผลิตขาดตลาด และมีราคาสูงขึ้นกว่าช่วงปกติมาก เป็นปัญหาใหญ่ของผู้ผลิตส่งออกที่จำเป็นจะต้องหาผลผลิตให้ได้เพียงพอกับคำสั่งซื้อของผู้บริโภคจากต่างแดน  เมื่อผลผลิตมีน้อยจึงเกิดการแย่งผลผลิต และตัดผลผลิตที่ความบริบูรณ์ไม่เหมาะสม ไม่ได้มาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งมีงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาการพัฒนาของผลมะพร้าว จากระยะดอกไปจนถึงระยะการเก็บเกี่ยวใช้ระยะเวลาประมาณ 7 เดือน ผลที่จะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูร้อนเป็นผลที่พัฒนามาจากดอกที่บานในช่วงฤดูฝนซึ่งมีจำนวนดอกเพศเมียเพียงแค่ 10-20 ดอกต่อช่อ(จั่น) ในขณะที่ดอกในฤดูร้อนอาจมีมากถึง 30-40 ดอกต่อช่อ ระหว่างการพัฒนาผล ช่อดอกทั้งสองช่วงฤดูมีเปอร์เซ็นต์การร่วงของดอกเพศเมียที่เท่ากันคือราวๆ 80 % แต่เนื่องจากจำนวนดอกเพศเมียมีน้อยอยู่แล้วในฤดูฝน เมื่อเกิดการร่วงมาก จึงทำให้เหลือผลผลิตน้อยในช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตามในช่วงระยะเวลา 5 เดือนก่อนช่อดอกบาน เป็นช่วงที่ตาดอกกำหนดจำนวนของดอกเพศผู้และเมียต่อจั่น ดังนั้นดอกที่บานในฤดูฝนเป็นดอกที่เริ่มพัฒนาในช่วงฤดูร้อน คาดว่าอากาศที่ร้อนและความสมบูรณ์ต้นที่ต่ำในระยะเวลานั้น จึงทำให้มีดอกเพศเมียจำนวนที่น้อยกว่า โดยปกติการปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ภาคกลางมักจะเป็นการปลูกแบบยกร่องสวน และไม่ค่อยทำการรดน้ำ คาดว่ามะพร้าวได้รับปริมาณน้ำไม่เพียงพอในช่วงฤดูร้อน ทำให้มีอาหารไม่เพียงพอ จึงเกิดการชักนำให้เกิดดอกเพศเมียน้อย ดังนั้นทางแก้ที่สำคัญคือ ควรจะทำการรดน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของมะพร้าวถึงแม้ว่าระบบการปลูกมะพร้าวจะเป็นการยกร่องก็ตาม</p>
<p><strong>ปัญหาต่อมาคือปัญหาผลแตกซึ่งปัญหาผลแตก</strong>พบได้ 2 ลักษณะคือ<strong>ผลเกิดการแตกตั้งแต่ระหว่างกระบวนการพัฒนาผล และการแตกระหว่างกระบวนการตัดแต่งปอกเจีย</strong> ซึ่งการแตกทั้งสองลักษณะนี้มีปัจจัยการเกิด และตำแหน่งที่เกิดแตกต่างกัน  ผลแตกที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนาผลนั้น เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตเกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลแตกลักษณะนี้ส่วนมากไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอกผล เพราะรอยแตกเกิดขึ้นภายในกะลาทางฝั่งก้นผล และรอยแตกมักจะเกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างพูทั้งสามของผล (มีบ้างบางครั้งที่รอยแตกเด่นชัดออกมาถึงบริเวณเปลือกสีเขียว)  ลักษณะผลภายนอกของผลแตกเหมือนผลปกติทุกประการ แต่จะพบเห็นความแตกต่างระหว่างผลแตกและผลปกติเมื่อนำผลไปลอยน้ำ ผลแตกจะลอยเอียงในขณะที่ผลปกติจะลอยในลักษณะตรง ซึ่งปัญหาผลแตกนี้ข้อสังเกตจากผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมมักพบการแตกมากในช่วงฤดูหนาว ในบางครั้งรุนแรงถึงทั้งทะลายเป็นผลแตกทั้งหมดก็มี จึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อปริมาณผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแตกตั้งแต่ระหว่างการพัฒนาผลนี้ยังคงคลุมเครือ และอยู่ในระหว่างการทดลองเพื่อหาสาเหตุการเกิด โดยทีมวิจัยของ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม เบื้องต้นพบว่าการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ 3 วันครั้ง มีเปอร์เซ็นต์การเกิดผลแตกน้อยที่สุด ในขณะที่การให้น้ำ สัปดาห์ละครั้ง พบเปอร์เซ็นต์การเกิดการแตกมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถทราบถึงปัจจัยที่ทำก่อให้เกิดผลแตกระหว่างการพัฒนาผลได้ แต่การจัดการสวนที่ดี และรดน้ำสม่ำเสมอก็สามารถบรรเทาการเกิดผลแตกในระหว่างการพัฒนาผลได้</p>
<p>ผลแตกอีกลักษณะหนึ่ง คือผลแตกที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปอกเจีย (พบได้ในมะพร้าวควั่นด้วยเช่นกัน) ซึ่งจากการสอบถามจากผู้ผลิตมะพร้าวเจีย พบว่าปัญหาผลแตกระหว่างและหลังการปอกเจียเป็นปัญหาหลักในกระบวนการผลิตมะพร้าวเจีย ซึ่งสามารถพบได้สูงสุดถึงกว่า 30 % ของผลผลิตมะพร้าวเจียทั้งหมด จึงมีการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยการเกิดการแตกในมะพร้าวเจีย และวิธีการป้องกัน ซึ่งเป็นโครงการวิจัยของสกว. ร่วมกับบริษัท เค-เฟรช  และทีมของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน  พบว่าการแตกของมะพร้าวเจียนั้นรอยแตกจะเรียบ มักพบที่ตำแหน่งเดียวกัน คือเกิดขึ้นที่บริเวณพูใหญ่ฝั่งก้นผล โดยตำแหน่งมักจะอยู่กึ่งกลางระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลางกับก้นผล และพบว่าบริเวณที่เกิดการแตกนั้น เป็นบริเวณที่กะลาบางที่สุดจึงทำให้เกิดรอยแตกบริเวณนี้เสมอ สาเหตุที่ทำให้เกิดการแตกเมื่อมีการผลิตมะพร้าวเจียคือ ความดันน้ำภายในผลที่สูงเกินไป เมื่อทำการเฉือนเปลือกภายนอกของมะพร้าวออก จากที่กะลาเคยมีเปลือกภายนอกรองรับแรงดันภายในผล จึงเหลือเพียงกะลาเท่านั้นที่ทำหน้าที่รองรับแรงดันจากภายในผล ถ้าผลมีแรงดันน้ำภายในสูงเกินกว่าที่กะลาจะสามารถรองรับไหว ก็จะเกิดการแตกขึ้น นอกจากนี้ในกระบวนการผลิตมะพร้าวเจียจำเป็นต้องแช่ในสารละลายฟอกขาว ซึ่งการที่นำผลมะพร้าวเจียไปแช่สารละลายหรือน้ำ พบว่าทำให้ความดันน้ำภายในผลเพิ่มขึ้นได้  และพบว่าเมื่อยิ่งแช่น้ำเป็นระยะเวลานาน ก็จะพบเปอร์เซ็นตการแตกเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย ดังนั้นการแช่ผลมะพร้าวเจียลงในน้ำ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มะพร้าวเจียมีการแตกเพิ่มสูงขึ้น ในส่วนของวิธีการป้องกันการเกิดการแตก สามารถทำได้ง่ายๆ คือ เก็บเกี่ยวให้ช้ากว่ากำหนดเพื่อให้กะลามีความแข็งแรงมากขึ้น และเมื่อเก็บเกี่ยวมะพร้าวมาแล้ว ควรพักไว้ 1 วัน ก่อนทำการปอกเจีย โดยพบว่าในวันที่เก็บเกี่ยว ความดันน้ำภายในอาจสูงกว่าบรรยากาศ ภายหลังการเก็บเกี่ยว 1 วัน ความดันภายในผลมีค่าใกล้เคียงกับความดันบรรยากาศ และ ลดต่ำลงกว่าความดันบรรยากาศในวันที่ 2 หลังการเก็บเกี่ยว เมื่อพิจารณาถึงเปอร์เซ็นต์การแตก พบว่าเมื่อทำการปอกเจียตั้งแต่ 1 วัน หลังจากที่ผลมะพร้าวถูกเก็บเกี่ยว ไม่พบการเกิดการแตกเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-346" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-3.jpg" alt="มะพร้าวน้ำหอม" width="982" height="371" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-3.jpg 982w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-3-300x113.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coconut-thai-3-768x290.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 982px) 100vw, 982px" /></p>
<p><strong>ปัญญาหาอีกอย่างหนึ่งที่พบมากในมะพร้าวตัดแต่งสดคือปัญหาการเกิดผิวสีน้ำตาล</strong> กระบวนการเกิดสีน้ำตาลเกิดจากการที่เมื่อเซลล์พืชเกิดการฉีกขาดทำให้สารประกอบฟีนอลที่สะสมอยู่ภายในเซลล์หลุดออกมาทำปฏิกิริยากับเอนไซม์ โพลีฟีนอลออกซิเดส กับออกซิเจนในอากาศ ทำให้ได้สารประกอบสีน้ำตาลในที่สุด เมื่อผิวผลมะพร้าวที่ตัดแต่งกลายเป็นสีน้ำตาลลักษณะภายนอกดูไม่น่ารับประทาน ดังนั้นในกระบวนการผลิตทั้งมะพร้าวควั่น และมะพร้าวเจีย เมื่อทำการตัดแต่งเสร็จจึงทำการแช่ในสารละลายฟอกขาว โซเดียเมตาไบซัลไฟท์ (SMS) 3 % เพื่อหยุดกระบวนการเกิดสีน้ำตาลที่ผิวผล สารละลาย SMS นอกจากจะช่วยยับยั้งกระบวนการเกิดสีน้ำตาลยังสามารถยับยั้งการเกิดเชื้อราบนผิวผลระหว่างการเก็บรักษาได้ด้วย แต่สารประกอบ SMS เป็นสารที่มีส่วนผสมของซัลไฟท์ ผู้ที่แพ้สารนี้เมื่อสูดดมอาจจะเกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ ในบางกรณีแพ้อย่างรุนแรงอาจถึงเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ถ้าสัมผัสอาจะเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบของผิวหนัง ดังนั้นหลายประเทศจึงมีข้อกำหนดไม่ให้ใช้สารที่มีส่วนประกอบของซัลไฟท์ในกระบวนการผลิตผักและผลไม้สด ยกเว้นใช้ได้ในองุ่นสด สำหรับมะพร้าวหลายประเทศยังคงอนุญาตให้ใช้เนื่องจากว่าไม่ได้สัมผัสถึงส่วนที่บริโภค แต่ยังคงสามารถพบสารประกอบซัลไฟท์ตกค้างในส่วนเปลือกของมะพร้าวควั่น นอกจากนี้พบว่าสาร SMS สามารถซึมเข้าไปในส่วนเนื้อและน้ำในมะพร้าวเจียได้ หากผลมะพร้าวเจียถูกแช่อยู่ในสารละลายนานเกินไป ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องการหาสารทดแทนในการป้องกันการเกิดสีน้ำตาล และป้องกันการเกิดเชื้อราที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค จึงมีการทดลองการใช้กรดอินทรีย์เพื่อลดการเกิดสีน้ำตาลและการเกิดเชื้อรา พบว่าถ้าใช้สารละลายกรด ออกซาลิก 2 % ร่วมกับกรดเบนโซอิก 0.2% สามารถป้องกันการเกิดสีน้ำตาลและเชื้อราได้ เทียบเท่าการใช้สาร SMS เมื่อเก็บรักษามะพร้าวควั่นตัดแต่งที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 อาทิตย์ และ 4 สัปดาห์ ที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส แต่การส่งออกทางเรือใช้ระยะเวลานานถึง 6 สัปดาห์ ประสิทธิภาพของกรดอินทรีย์จึงยังไม่สามารถ ใช้ทดแทนสารประกอบ SMS ได้เพื่อการส่งออก จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป</p>
<p><strong>อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บรักษามะพร้าวเพื่อส่งออก คือการเกิดกลิ่นผิดปกติระหว่างการเก็บรักษา</strong> เนื่องจากการส่งออกมะพร้าวไปยังต่างประเทศโดยทางเรือ มีระยะเวลาการเดินทางอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จึงจำเป็นที่จะต้องเก็บรักษามะพร้าวในอุณหภูมิที่ต่ำ ประมาณ 2-4 องศาเซลเซียสระหว่างการส่งออก ทำให้มะพร้าวเกิดอาการสะท้านหนาว เกิดกลิ่นผิดปกติขึ้นในน้ำและเนื้อ ซึ่งกลิ่นผิดปกติที่ว่าจะมีกลิ่นคล้ายกลิ่นหืนของน้ำมันซึ่งทีมงานของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จึงศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบภายในน้ำ และเนื้อมะพร้าวที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น เมื่อทำการเก็บรักษามะพร้าวควั่นในสภาวะอุณหภูมิต่ำ พบว่าสารสำคัญที่ให้กลิ่นหอมในน้ำมะพร้าวได้แก่ 2-acetyl-1-pyrroline (2AP) เมื่อเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำมีกลิ่นผิดปกติเกิดขึ้น จากปฏิกิริยาของเอนไซม์ lypoxygenase ซึ่งเพิ่มมากขึ้น กว่า 50 % ในมะพร้าวที่เก็บรักษาที่ อุณหภูมิ 4 องสาเซลเซียส เมื่อเทียบกับการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส lypoxygenase สามารถออกซิไดส์กรดไขมันไม่อิ่มตัวให้เปลี่ยนเป็นสารที่ทำให้เกิดกลิ่นผิดปกติในที่สุด ทั้งนี้สามารถลดปัญหาการเกิดกลิ่นผิดปกติในมะพร้าวน้ำหอมระหว่างกระบวนการเก็บรักษาได้ โดยเพิ่มอุณหภูมิในการเก็บรักษาเป็น 8 องศาเซลเซียส กลิ่นผิดปกติจะหายไป แต่จะทำให้ระยะเวลาการเก็บรักษาสั้นลง เนื่องจากการเจริญเติบโตของเชื้อราที่ผิว</p>
<p>จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นที่ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคในการส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปยังต่างประเทศ ถึงแม้ว่ามะพร้าวน้ำหอมจะคงมีปัญหาบางส่วนในระบบการผลิต แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการจัดการกระบวนการผลิต หากผู้ประกอบการสามารถเรียนรู้เข้าใจถึงพื้นฐานของปัญหาแต่ละอย่าง และมีการจัดการที่เหมาะสมแล้ว ก็จะสามารถพัฒนากระบวนการผลิตของมะพร้าวน้ำหอมไทยให้มีคุณภาพ และส่งออกผลผลิตคุณภาพไปยังต่างประเทศได้ และได้รับผลตอบแทนที่ดีกลับมาให้เป็นประโยชน์ แต่ตัวเอง และวงการเกษตรของประเทศไทยอย่างแน่นอน</p>
<p>&gt;&gt; บทความนี้ตีพิมพ์ใน <a href="https://www.phtnet.org/2017/03/165/">Postharvest Newsletter ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2560</a></p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2017/03/343/">โอกาสและอุปสรรคของมะพร้าวน้ำหอมของไทย ในตลาดการค้าโลก</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยวลองกองเพื่อการส่งออก</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2012/01/111/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Jan 2012 07:45:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[จริงแท้ ศิริพานิช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=111</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; ศาสตราจารย์ ดร. จริงแท้ ศิริพานิช ศูนย์นวัต [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/01/111/">การยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยวลองกองเพื่อการส่งออก</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย &#8230; ศาสตราจารย์ ดร. จริงแท้ ศิริพานิช</strong></p>
<p>ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p>
<p><a title="ลองกอง" href="https://www.phtnet.org/research/perishable-fruit.asp?id_name=h011">ลองกอง</a> เป็นผลไม้เขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดและแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในท้องถิ่น ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศรู้จักลองกองมากขึ้น ทำให้มีความต้องการโดยเฉพาะจากประเทศจีน ในอดีตมีผู้พยายามส่งออกลองกองไปยังตลาดกวางเจาทางเรือ แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากปัญหาการหลุดร่วงของผลเมื่อถึงตลาดปลายทาง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a51_1.png" alt="ลองกอง" width="600" height="190" /></p>
<p>การศึกษาวิจัยหลังการเก็บเกี่ยวลองกองทำให้พบว่า บริเวณการหลุดร่วงของลองกองมี 2 ตำแหน่งคือ บริเวณระหว่างผลกับจุก และระหว่างจุกกับช่อผล ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการหลุดร่วงแตกต่างกันออกไประหว่าง 2 บริเวณนี้ ในบริเวณระหว่างผลกับจุก การหลุดร่วงเกิดจากแรงภายนอกที่กระทำต่อผลบนช่อลองกองหลังการเก็บเกี่ยวระหว่าง การคัดขนาด คัดคุณภาพ และการบรรจุ ทำให้ผลหลุดบริเวณนี้และส่วนจุกยังคงติดค้างอยู่กับช่อผล ส่วนการหลุดร่วงบริเวณระหว่างจุกกับก้านช่อผล มีก๊าซเอทิลีนเป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นให้เซลล์บริเวณนี้อ่อนแอและหลุดร่วงจากช่อผลได้โดยไม่ต้องมีแรงจากภายนอกมากระทำ</p>
<p>ระหว่างการขนส่ง ลองกองภายในภาชนะปิด เช่นกล่อง หรือตะกร้า จะเกิดการสะสมก๊าซเอทิลีนขึ้นภายใน โดยเฉพาะในสภาพการขนส่งที่ปิดมิดชิด เช่น การขนส่งในตู้คอนเทนเนอร์ทางเรือ ก๊าซเอทิลีนดังกล่าวตัวผลลองกองสร้างขึ้นมาเอง หากไม่ระบายออกจะทำให้ผลหลุดร่วงได้ง่าย ดังนั้นระหว่างการขนส่งทางไกล จำเป็นต้องกำจัดก๊าซเอทิลีนออกจากภาชนะบรรจุ ซึ่งอาจทำได้โดยใช้ด่างทับทิมละลายน้ำแล้วชุบบนวัสดุที่มีโครงสร้างเป็นรูพรุน เช่น อลูมินัมออกไซด์, เพอร์ไลท์, ก้อนปูน ฯลฯ หลังจากนั้นจึงบรรจุด่างทับทิมไว้ในภาชนะบรรจุลองกองเพื่อกำจัดก๊าซเอทิลีนออกไป นอกจากนั้นแล้วยังอาจช่วยให้บริเวณการหลุดร่วงของลองกองทั้ง 2 ตำแหน่ง แข็งแรงกว่าปกติได้ โดยการใช้ฮอร์โมนพืชช่วย ได้แก่ ออกซิน ในรูปของ NAA ความเข้มข้น 200 ppm จุ่มแช่ช่อลองกองนาน 3 นาที หรือใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช 1-MCP (1-Methyl cyclopropene) รมช่อลองกองด้วยความเข้มข้น 1000 ppb เป็นเวลา 6 ชั่วโมง</p>
<p>การปฏิบัติข้างต้นให้ผลดีในการยืดอายุลองกอง แต่เป็นเพียงผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ การค้าขายส่งออกจริง มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ซับซ้อนมากกว่าการทดลองในห้องปฏิบัติการ ปัจจุบันนักวิจัยกำลังขยายผลงานในอดีต โดยจะทำการศึกษาในระดับการค้า ในฤดูกาลลองกองช่วงเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ หากประสบผลสำเร็จก็น่าจะทำให้ลองกองขยายตลาดได้มากขึ้น ราคาลองกองก็จะสูงขึ้น และเกษตรกรได้ผลตอบแทนสูงขึ้น และไม่เปลี่ยนไปปลูกยางพารากันจนหมด</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/01/111/">การยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยวลองกองเพื่อการส่งออก</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
