<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุภาวดี ศรีวงค์เพ็ชร Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<atom:link href="https://www.phtnet.org/tag/สุภาวดี-ศรีวงค์เพ็ชร/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.phtnet.org/tag/สุภาวดี-ศรีวงค์เพ็ชร/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Jun 2020 04:22:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/07/cropped-icon-1-150x150.png</url>
	<title>สุภาวดี ศรีวงค์เพ็ชร Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<link>https://www.phtnet.org/tag/สุภาวดี-ศรีวงค์เพ็ชร/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กระบวนการเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รี</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2018/03/802/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Mar 2018 05:46:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยพิชิต เชื้อเมืองพาน]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัย บุณยเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[พิชญา พูลลาภ]]></category>
		<category><![CDATA[สุภาวดี ศรีวงค์เพ็ชร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=802</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย สุภาวดี  ศรีวงค์เพ็ชร1  ดนัย  บุณยเกียรติ2,3  พิชญา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2018/03/802/">กระบวนการเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รี</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-803" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-trawberry.jpg" alt="กระบวนการเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รี" width="1080" height="608" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-trawberry.jpg 1080w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-trawberry-300x169.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-trawberry-1024x576.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-trawberry-768x432.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-trawberry-270x151.jpg 270w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><strong>โดย</strong> สุภาวดี  ศรีวงค์เพ็ชร<sup>1</sup>  <a href="https://www.phtnet.org/service/view-speciallist.asp?dID=4">ดนัย  บุณยเกียรติ</a><sup>2,3</sup>  <a href="https://www.phtnet.org/service/view-speciallist.asp?dID=20">พิชญา พูลลาภ</a><sup>4</sup>  และชัยพิชิต เชื้อเมืองพาน<sup>5</sup></p>
<p><sup>1</sup>ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />
<sup>2</sup>ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กทม. 10400<br />
<sup>3</sup>ภาควิชาพืชศาสตร์และปฐพีศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />
<sup>4</sup>สาขาวิชาวิศวกรรมอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />
<sup>5</sup>ศูนย์ผลิตผลโครงการหลวง มูลนิธิโครงการหลวง จ.เชียงใหม่</p>
<p><strong>สตรอว์เบอร์รี </strong>เป็นผลไม้ที่ไม่มีเปลือกจึงชอกช้ำและเสียหายได้ง่าย ดังนั้นการเก็บเกี่ยวผล สตรอว์เบอร์รีจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ผลเกิดการช้ำ เพราะเชื้อราจะเข้าทำลายได้ง่าย การเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รีในประเทศไทย เป็นการเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานคน ซึ่งสามารถพิจารณาเลือกเก็บเฉพาะผลที่มีระยะความแก่ที่เหมาะสม (ดนัยและประสาทพร, 2546)</p>
<p><strong>การเก็บเกี่ยว</strong> ควรเก็บในช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำ คือตอนเช้ามืดในสภาพอากาศแห้ง แสงแดดยังไม่แรง เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วไม่ควรปล่อยให้ผลถูกแสงแดดนานเกินกว่า 10-15 นาที ต้องรีบนำเข้าที่ร่มภายในโรงเรือนหรือโรงคัดบรรจุชั่วคราวบริเวณแปลงปลูกทันที เนื่องจากผลสตรอว์เบอร์รีมีอัตราการหายใจสูงเมื่อถูกแสงแดดจะทำให้ผลเน่าเสียหายเร็วขึ้น ควรใส่ภาชนะที่ถือได้สะดวกและไม่ทับกันเกินไปในแต่ละครั้ง และเก็บเกี่ยวขณะที่ผลมีการพัฒนาของสีแดงที่ผิวประมาณ 3 ใน 4 หรือ 75 เปอร์เซ็นต์ของทั้งผล และผลยังคงมีความแข็งก่อนถึงมือผู้บริโภค ผลที่สุกและนิ่มเกินไปไม่ควรใส่รวมกันในภาชนะที่นำมาจำหน่าย หากเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงมากอาจทำให้ผลสุกอย่างเร็วขึ้น (ณรงค์ชัย, 2543) (รูปที่ 1)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-807" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-3.jpg" alt="กระบวนการเก็บเกี่ยวและการขนส่งผลสตรอว์เบอร์รี " width="505" height="754" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-3.jpg 505w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-3-201x300.jpg 201w" sizes="(max-width: 505px) 100vw, 505px" /></p>
<p><strong>ข้อกำหนดเชิงคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของผลสตรอว์เบอร์รีเพื่อตลาดบริโภคผลสด</strong> (ดนัยและประสาทพร, 2546)</p>
<ol>
<li>มีรูปร่างของผลเป็นปกติ ไม่บิดเบี้ยว</li>
<li>มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของผลตั้งแต่ 2.5 เซนติเมตรขึ้นไป</li>
<li>ผลไม่มีอาการเน่า ช้ำหรือเสียหายเพราะถูกทำลายจากโรคและแมลง</li>
<li>ผลมีสีชมพู และไม่ปล่อยให้ผลสุกจนเป็นสีแดง</li>
</ol>
<p><strong>วิธีการเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รี ควรกระทำด้วยความระมัดระวัง ดังนี้</strong></p>
<ol>
<li>เลือกเก็บผลสตรอว์เบอร์รีที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ โดยเฉพาะเรื่องสีผล</li>
<li>เก็บโดยใช้มือเด็ดผลออกจากขั้ว หรือใช้กรรไกรขนาดเล็กตัดขั้วผล</li>
<li>ควรเลือกเก็บในช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำ แดดไม่ร้อนจัด ดังนั้นจึงควรเก็บในช่วงเช้า</li>
<li>ภาชนะที่ใช้บรรจุสตรอว์เบอร์รีในขณะเก็บเกี่ยวผลในแปลง ควรใช้ตะกร้าที่มีความโปร่ง มีขนาดที่เหมาะสม และไม่ควรบรรจุสตรอว์เบอร์รีมากเกินไป เพราะจะเกิดการกดทับทำให้ผลสตอรว์เบอร์รีเกิดอาการช้ำ</li>
<li>รวบรวมผลสตรอว์เบอร์รีที่เก็บได้ คัดแยกคุณภาพ และส่งขายให้เร็วที่สุด</li>
</ol>
<p><strong>การบรรจุและการขนส่ง</strong>  เนื่องจากผลของสตรอว์เบอร์รีบอบช้ำง่ายโดยเฉพาะถ้าเส้นทางคมนาคมไกลและถนนไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นการบรรจุผลสตรอว์เบอร์รีจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ การบรรจุ  หีบห่อและส่งจำหน่ายควรทำให้รวดเร็วที่สุด ระบบการบรรจุโดยทั่วไปจะบรรจุผลสตรอว์-เบอร์รีลงในถาดพลาสติกใสเจาะรู และมีฝาปิดโดยเรียงเพียง 2 ชั้น แล้วคลุมด้วยแผ่นพลาสติกกันกระแทก พอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) หนา 25 ไมครอน บรรจุลงในกล่องกระดาษซึ่งบรรจุได้ 4 หรือ 8 ถาด (รูปที่ 1) เพื่อลดการกระทบกระเทือนของผล แล้วขนส่งโดยใช้รถบรรทุกที่มีเครื่องทำความเย็น (คงกฤช, ม.ป.พ.)</p>
<p>ผลสตรอว์เบอร์รีที่มีคุณภาพดีควรจะสะอาด มีสีสด เนื้อแน่น และมีกลีบเลี้ยงติดมาด้วย    กลีบเลี้ยงมีสีเขียวไม่แห้ง ผลควรมีสีแดงทั้งผลหรืออย่างน้อยผลมีสีแดง 75 เปอร์เซ็นต์ สตรอว์เบอร์รีที่มีสีแดงคล้ำทั้งผลแสดงว่าสุกงอมเกินไป ผลสตรอว์เบอร์รีที่อยู่ในภาชนะบรรจุเดียวกัน ควรมีสีและขนาดสม่ำเสมอ ไม่มีรอยแผล ช้ำ หรือมีผลที่เชื้อราเข้าทำลาย</p>
<p>มาตรฐานของผลสตรอว์เบอร์รีที่ใช้ในต่างประเทศ ผลสตรอว์เบอร์รีจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 3.81 เซนติเมตร และยอมให้มีผลเล็กกว่านี้ปะปนได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ในประเทศไทยโดยทั่วไปแล้วสามารถจัดระดับมาตรฐานของผลสตรอว์เบอร์รีโดยใช้ขนาดของผลเป็นหลัก ดังนี้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-805" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-2.jpg" alt="มาตรฐานของผลสตรอว์เบอร์รี" width="499" height="207" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-2.jpg 499w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-2-300x124.jpg 300w" sizes="(max-width: 499px) 100vw, 499px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว</strong> สตรอว์เบอร์รีมีอายุการเก็บรักษาสั้นและสูญเสียคุณภาพอย่างรวดเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น เพราะผลมีลักษณะนิ่ม ผิวบาง ง่ายต่อการช้ำและการเข้าทำลายของจุลินทรีย์ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งในขณะที่เก็บเกี่ยวและระหว่างการขนส่ง (นิธิยาและดนัย, 2533) โดยปัญหาดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รีในระยะที่แก่เกินไป (รูปที่ 2)  การลดความเสียหายนั้นสามารถทำได้โดยการคัดเลือกระยะความแก่หรือดัชนีเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม (ทองใหม่, 2541) ซึ่งในแต่ละระยะความแก่ผลสตรอว์เบอร์รีมีกระบวนการทางสรีรวิทยา ส่วนประกอบทางเคมี และลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน จึงส่งผลต่อสี กลิ่น รสชาติ ความแน่นเนื้อ และสมดุลระหว่างน้ำตาลและกรดภายในผล (Montero <em>et al</em>., 1996)</p>
<p>การเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รีในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีสีแดงประมาณ 50-75เปอร์เซ็นต์ ส่วนในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นแหล่งผลิตสตรอว์เบอร์รีที่สำคัญของสหรัฐอเมริกากำหนดให้เก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รีที่มีสีผิวเป็นสีชมพูหรือแดงประมาณ 66 เปอร์เซ็นต์ (นิธิยาและดนัย, 2533) และการศึกษาผลสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ Tioga ของโครงการหลวงสรุปว่า ควรเก็บเกี่ยวผลที่มีสีแดงอย่างน้อย 60-80 เปอร์เซ็นต์ (ประสาทพรและดนัย, ม.ป.พ) รวมถึงการศึกษาดัชนีเก็บเกี่ยวของผลสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 และพันธุ์ 329 พบว่า การเก็บเกี่ยวในระยะพัฒนาสีผิว 25 เปอร์เซ็นต์ (รูปที่ 3) เป็นระยะที่เหมาะสม เนื่องจากคุณภาพทางเคมีและสารอาหารสำคัญไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามระยะการพัฒนาสีผิว รวมทั้งการเก็บเกี่ยวในระยะพัฒนาสีผิวดังกล่าวมีความแน่นเนื้อสูงและมีอายุการเก็บรักษานานที่สุด และยังสามารถพัฒนาสีผิวต่อไปได้ (สุภาวดีและคณะ, 2557)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-808" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-4.jpg" alt="ความเสียหายผลสตรอว์เบอร์รี" width="585" height="500" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-4.jpg 585w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-4-300x256.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 585px) 100vw, 585px" /></p>
<p>ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุผลสตรอว์เบอร์รีในปัจจุบันนิยมใช้ถุงพลาสติกทรงสูง กล่องพลาสติกและกล่องกระดาษ การเลือกใช้ภาชนะบรรจุที่เหมาะสม สามารถช่วยลดความเสียหายของผลิตผลได้(ดนัยและนิธิยา,2548) ซึ่งในประเทศไทยเกษตรกรนิยมใช้ถุงพลาสติกทรงสูงบรรจุผลสตรอว์เบอร์รี และกล่องพลาสติก เพราะสะดวกในการใช้งาน และดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค   แต่เนื่องจากภาชนะบรรจุทั้งสองชนิดนี้มีการจัดวางผลสตรอว์เบอร์รีซ้อนทับกันเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ผล   สตรอว์เบอร์รีช้ำเสียหายได้ง่าย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-809" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-5.jpg" alt="ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุผลสตรอว์เบอร์รี" width="601" height="216" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-5.jpg 601w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2018/06/article-postharvest-strawberry-5-300x108.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 601px) 100vw, 601px" /></p>
<p>ดังนั้น ในการเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รี จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลสตรอว์เบอร์รี เช่น สภาพแวดล้อมในขณะเก็บเกี่ยว ดัชนีการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม วิธีการเก็บเกี่ยว และกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เพื่อลดความสูญเสียและยืดอายุการวางจำหน่าย รวมถึงสามารถนำไปใช้จัดการสายโซ่อุปทานของการผลิตสตรอว์เบอร์รีทั้งระบบ เช่น ในกรณีการขนส่งระยะทางไกล ควรเลือกเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รีในระยะการพัฒนาสีผิว 25 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีความแน่นเนื้อสูง และสามารถทนต่อการสูญเสียทางกลระหว่างขนส่งได้ อีกทั้งยังสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน รวมถึงการเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่ง ที่มีความสามารถในการถ่ายเทอากาศได้ดี ลดอาการช้ำของผลสตรอว์เบอร์รีระหว่างการขนส่งได้ เป็นต้น</p>
<blockquote><p>** บทความนี้ตีพิมพ์ลงใน <a href="https://www.phtnet.org/2018/03/765/">Postharvest Newsletter ปีที่ 17 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2561</a></p></blockquote>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li>คงกฤช อินทแสน. ม.ป.ป. สตรอเบอรี่. ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.haec01.doae.go.th/aticles/stawberry.pdf. (17 กุมภาพันธ์ 2557)</li>
<li>ณรงค์ชัย พิพัฒธนวงศ์. 2543. สตรอว์เบอร์รี: พืชเศรษฐกิจใหม่. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.158 น.</li>
<li>ดนัย บุณยเกียรติ และ ประสาทพร สมิตะมาน.  2546. สตรอเบอรี. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, กรุงเทพฯ. 48 น.</li>
<li>ดนัย บุณยเกียรติ และ นิธิยา รัตนาปนนท์. 2548. การปฏิบัติภายหลังการเก็บเกี่ยวผักและผลไม้.  สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, กรุงเทพฯ. 142 น.</li>
<li>ทองใหม่ แพทย์ไชโย. 2541. คุณภาพทางกายภาพและเคมีหลังการเก็บเกี่ยวผลสตรอเบอรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาวิชาพืชสวน, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่.</li>
<li>นิธิยา รัตนาปนนท์ และดนัย บุณยเกียรติ. 2533. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวผักและผลไม้เศรษฐกิจ. คณะเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่. 213 น.</li>
<li>ประสาทพร สมิตะมาน และดนัย บุณยเกียรติ. ม.ป.ป. สตรอเบอรี. ฝ่ายประสานงานวิจัย/วิชาการเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, กรุงเทพฯ. 36 น.</li>
<li>สุภาวดี  ศรีวงค์เพ็ชร, ดนัย  บุณยเกียรติ  และพิชญา  บุญประสม พูลลาภ. 2557. คุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของผล   สตรอเบอรีพันธุ์พระราชทาน 80 และพันธุ์ 329. วารสารแก่นเกษตร 42 (4) : 463-472.</li>
<li>Montero, T.M., E.M. Molla, R.M. Esteban and F.J. Lopez-Andreu. 1996. Quality attributes of strawberry during ripening. Scientia Hortic. 65: 239-250.</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2018/03/802/">กระบวนการเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลสตรอว์เบอร์รี</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาในประเทศไทยกับการปนเปื้อนสารโอคราทอกซิน</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2016/12/334/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Dec 2016 04:46:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัย บุณยเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปาริชาติ เทียนจุมพล]]></category>
		<category><![CDATA[สุภาวดี ศรีวงค์เพ็ชร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=334</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230;&#160;ปาริชาติ เทียนจุมพล &#160;ดนัย บุณยเกี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2016/12/334/">กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาในประเทศไทยกับการปนเปื้อนสารโอคราทอกซิน</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-335" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest.jpg" alt="กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟ" width="1080" height="608" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest.jpg 1080w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-300x169.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-1024x576.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-768x432.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-270x151.jpg 270w" sizes="auto, (max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><strong>โดย &#8230;&nbsp;ปาริชาติ เทียนจุมพล &nbsp;ดนัย บุณยเกียรติ &nbsp;ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี และสุภาวดี&nbsp; ศรีวงค์เพ็ชร</strong></p>
<p><strong>กาแฟ (coffee)</strong> เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับทุกเพศ โดยเฉพาะคนในวัยทำงานและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ กาแฟผลิตมาจากเมล็ดกาแฟ (coffee bean) ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย และทำรายได้ต่อปีให้แก่เกษตรกรค่อนข้างสูง</p>
<p><strong>กาแฟที่นิยมปลูก มี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์โรบัสตา (<em>Coffea canephora </em>var. robusta)</strong> ปลูกในภาคใต้ คิดเป็นร้อยละ 99 ของกาแฟที่ปลูกในประเทศไทย เนื่องจากเจริญเติบโตได้ดีที่ระดับน้ำทะเลและในเขตร้อนชื้น ให้ผลผลิตสูง และทนทานต่อโรคราสนิม ระยะเวลาตั้งแต่ดอกบานจนกระทั่งผลสุกพร้อมเก็บเกี่ยว ใช้เวลาประมาณ 9-11 เดือน การสุกของผลกาแฟขึ้นอยู่กับความสูงของพื้นที่ปลูก หากปลูกบนพื้นที่สูงผลกาแฟจะสุกช้า ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกอาจมีสีเหลือง ส้มหรือแดงถึงแดงเข้ม ขึ้นอยู่กับพันธุ์กาแฟ คุณภาพด้านรสชาติด้อยกว่ากาแฟพันธุ์อะราบิกา (กรมวิชาการเกษตร, 2552; พัชนี, 2549) ส่วน<strong>กาแฟพันธุ์อะราบิกา (<em>Coffea arabica</em>)</strong> ปลูกในภาคเหนือ คิดเป็นร้อยละ 1&nbsp; เจริญเติบโตที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลระหว่าง 600 ถึง 1,600 เมตร (FAO, 2006) ระยะเวลาตั้งแต่ดอกบานจนกระทั่งผลกาแฟสุก ใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน ผลกาแฟดิบมีสีเขียว ผลกาแฟสุกมีสีเหลือง ส้ม แดง หรือแดงเข้ม ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์กาแฟ (กรมวิชาการเกษตร, 2552; พงษ์ศักดิ์และบัณฑูรย์, 2557)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-336" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2.jpg" alt="กาแฟโรบัสตาและอะราบิกา" width="802" height="537" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2.jpg 802w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2-300x201.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2-768x514.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2-272x182.jpg 272w" sizes="auto, (max-width: 802px) 100vw, 802px" /></p>
<p><strong>ผลผลิตกาแฟที่ผลิตได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ มีกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะกระบวนการเตรียมเมล็ดกาแฟดิบ (green coffee) แตกต่างกัน</strong> ทั้งนี้ขึ้นกับแนวปฏิบัติที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อให้มีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถจำแนกได้ 2 วิธีหลัก คือ <strong>วิธีแห้ง (dry method) และวิธีเปียก (wet method)</strong> &nbsp;สำหรับกาแฟพันธุ์โรบัสตาเกษตรกรหรือผู้ประกอบการส่วนใหญ่นิยมเตรียมเมล็ดกาแฟดิบด้วยวิธีแห้ง โดยหลังจากเก็บเกี่ยวผลกาแฟสด (เชอร์รี) ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีการเก็บแบบรูดผลออกจากช่อ ทำให้มีทั้งผลสีเขียว เหลือง ส้ม และแดง ผสมรวมกัน หลังจากนั้นนำมาตากแห้งบนลานดินหรือลานซีเมนต์ที่มีตาข่ายสีฟ้ารองพื้น เกลี่ยพลิกกลับกองวันละ 1-2 ครั้ง&nbsp; ในวันที่มีฝนตกจะใช้พลาสติกคลุมเพื่อป้องกันการเปียกซ้ำ ใช้เวลาตากแดดประมาณ 15-20 วัน (ขึ้นกับสภาพอากาศ) แล้วจึงรวมรวมผลผลิตแมล็ดกาแฟแห้งหรือเมล็ดกาแฟดิบ บรรจุในกระสอบป่านส่งขายให้พ่อค้าในท้องถิ่นหรือบริษัท อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรบางส่วนนำวิธีการเตรียมเมล็ดกาแฟดิบด้วยวิธีเปียกมาใช้เพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการใช้วิธีแห้ง และเพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟดิบที่มีคุณภาพดี (จากข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่จังหวัดชุมพร ปี 2558) ภายหลังการเก็บเกี่ยวผลกาแฟสด โดยการเลือกเก็บเฉพาะผลที่สุกทีละผลหรือทั้งช่อ หากผลสุกพร้อมกันที่ 90-100 เปอร์เซ็นต์ คือ ผลที่มีสีส้มแดงและสีแดง นำผลกาแฟที่เก็บเกี่ยวได้มาคัดแยกคุณภาพผลสดด้วยวิธีการลอยน้ำ (ความถ่วงจำเพาะ) จากนั้นนำผลกาแฟมากะเทาะเปลือกและเนื้อผลออก (สีเชอร์รี) ลอกเมือกด้วยเครื่องมือหรือแรงงานคน แช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง นำไปตากลดความชื้นด้วยแสงแดดหรือใช้โรงอบลดความชื้น (ช่วงที่ฝนตกชุก) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน แล้วจึงส่งขายให้กับพ่อค้าหรือบริษัทในรูปกาแฟกะลา (parchment coffee) ในเกษตรกรบางรายที่มีการแปรรูปกาแฟจำหน่าย จะเก็บรักษากาแฟกะลาประมาณ 1-2 ปี ก่อนนำไปแปรรูปต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-337" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-3.jpg" alt="การเก็บเกี่ยวกาแฟ พันธุ์โรบัสตา" width="809" height="302" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-3.jpg 809w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-3-300x112.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-3-768x287.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 809px) 100vw, 809px" /></p>
<p>การเตรียมเมล็ดกาแฟดิบด้วยวิธีเปียก ที่มีขั้นตอนการปฏิบัติเช่นเดียวกับการผลิตเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสตาวิธีเปียก โดยเก็บเกี่ยวเฉพาะผลกาแฟสุกที่มีสีส้มและสีแดง นำมาคัดแยกผลสดที่มีคุณภาพดี กะเทาะเปลือกและเนื้อผล ลอกเมือก แล้วจึงนำไปตากแดดลดความชื้นบนแคร่ไม้ไผ่ที่ยกพื้นสูง โดยเฉพาะในภาคเหนือเพราะเป็นวัสดุที่ค่อนข้างหาได้ง่าย มีราคาถูก และใช้ต้นทุนต่ำกว่าการใช้โรงอบลดความชื้นบนแคร่ไม้ไผ่จะรองด้วยตาข่ายสีฟ้าเพื่อความสะดวกในการเก็บเมล็ดกาแฟ ในช่วงเวลากลางคืนหรือเมื่อมีฝนตก ซึ่งต้องคลุมกองด้วยพลาสติก ใช้เวลาตากประมาณ 10-15 วัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามมีผู้ประกอบการบางรายเริ่มนำเครื่องอบลดความชื้นแบบถังหมุน ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ มาใช้ในการอบลดความชื้นเมล็ดกาแฟ เพื่อลดระยะเวลาและแรงงาน หลังจากเมล็ดกาแฟแห้งบรรจุกาแฟกะลาในถุงตาข่าย เพื่อการระบายความชื้นของเมล็ดกาแฟ แล้วจึงส่งขายให้กับพ่อค้าหรือบริษัทที่มารับซื้อ สำหรับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีการแปรรูปกาแฟเพื่อจำหน่ายจะต้องเก็บกาแฟกะลาเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี แล้วจึงสีเอากะลากาแฟออกก่อนนำไปแปรรูป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-338" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-4.jpg" alt="การเก็บเกี่ยวกาแฟพันธุ์อะราบิกา" width="791" height="311" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-4.jpg 791w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-4-300x118.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-4-768x302.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 791px) 100vw, 791px" /></p>
<h3></h3>
<h3>กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการเตรียมเมล็ดกาแฟดิบทั้งวิธีแห้งและวิธีเปียกมีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-339" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-5.jpg" alt="กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟ" width="772" height="731" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-5.jpg 772w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-5-300x284.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-5-768x727.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 772px) 100vw, 772px" /></p>
<p>สำหรับการเจริญเติบโตของกาแฟพันธุ์โรบัสตาอุณหภูมิที่เหมาะสม คือระหว่าง 22-26 องศาเซลเซียส และกาแฟพันธุ์อะราบิกา คือระหว่าง 18-22.5 องศาเซลเซียส (CAC, 2009) &nbsp;ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญ โดยเฉพาะราที่เป็นสาเหตุของเชื้อที่ผลิตสารโอคราทอกซิน เอ (OTA)&nbsp; จัดเป็นสารพิษจากรา (mycotoxins) ที่สร้างขึ้นโดยราในตระกูล<em>&nbsp;Aspergillus</em>&nbsp;และ <em>Penicilium </em>บางชนิด ในภาวะที่มีอากาศและสภาพแวดล้อมเหมาะสม ทั้งในแปลงปลูกและระหว่างการเก็บรักษา เมื่อคนที่ดื่มกาแฟได้รับสารพิษนี้เข้าไปในร่างกาย ถึงแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดอาการพิษ (mycotoxicosis) เนื่องจากสารพิษจากราจะเข้าไปทำลายดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ และโปรตีน (พิมพ์เพ็ญ, 2556) อาการพิษที่เกิดขึ้นอาจเป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับลักษณะความเป็นพิษของสารนั้นๆ ปริมาณที่ได้รับ อายุ และเพศ รวมถึงชนิดของพันธุ์สัตว์ (สำนักตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์, 2550)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-340" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-6.jpg" alt="ลักษณะของรา Aspergillus ochraceus และ Penicillium sp." width="452" height="533" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-6.jpg 452w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-6-254x300.jpg 254w" sizes="auto, (max-width: 452px) 100vw, 452px" /></p>
<p>ผลการสุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดกาแฟในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการเตรียมเมล็ดกาแฟดิบทั้งวิธีแห้งและวิธีเปียก สามารถทำให้เข้าใจถึงจุดเสี่ยงที่สำคัญของการปนเปื้อนของราและสารพิษในห่วงโซ่อุปทานหรือกระบวนการผลิตกาแฟได้ เมล็ดกาแฟดิบมักมีการปนเปื้อนของสาร OTA และเนื่องจากสภาพแวดล้อม ลักษณะภูมิประเทศ และการจัดการในกระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟดิบ เป็นปัจจัยโดยตรงที่มีผลต่อการเจริญของราและการผลิตสารพิษจากราชนิดนั้นๆ โดยในเมล็ดกาแฟโรบัสตา พบว่า ขั้นตอนที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสาร OTA คือ การตาก และการเก็บรักษา เนื่องจากมีความชื้นเท่ากับ 15.61 และ 11.89% วิเคราะห์ปริมาณสาร OTA ได้เท่ากับ 7.67 และ 0.52 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนกาแฟพันธุ์อะราบิกา พบว่า ขั้นตอนที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสาร OTA คือ การเก็บรักษา เมล็ดกาแฟมีความชื้นเท่ากับ 11.86% วิเคราะห์ปริมาณสาร OTA ได้เท่ากับ 0.32 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม จากผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงการปนเปื้อนสาร OTA โดยใช้ decision tree ในกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลิตผลกาแฟทั้ง 2 พันธุ์ นั้นจะเห็นได้ว่ามี 2 ขั้นตอนที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสาร OTA&nbsp; คือ การตาก และการเก็บรักษา ในขั้นตอนการตากนั้น เกษตรกรตากผลกาแฟซึ่งมีเปลือกหนาและความชื้นสูงบนลานดิน สำหรับพันธุ์โรบัสตา จึงมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนมากกว่าการตากบนลานซีเมนต์และแคร่ไม้ไผ่ เนื่องจากผลกาแฟที่เก็บเกี่ยวมีความชื้นสูง เมื่อสัมผัสกับพื้นดินทำให้มีโอกาสปนเปื้อนด้วยราสูง (Batista <em>et al</em>.,&nbsp; 2009) ซึ่งในการปฏิบัติการเกษตรที่ดี (Good agricultural practice, GAP) แนะนำให้ตากผลกาแฟบนลานซีเมนต์ หากทำการตากหรือลดความชื้นอย่างรวดเร็ว โดยใช้ระยะเวลาสั้นจะสามารถลดการปนเปื้อนของราได้ (Noonim <em>et al.,</em> 2008) นอกจากนี้ระหว่างการเก็บรักษาจะเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสาร OTA ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการส่วนใหญ่เก็บรักษาเมล็ดกาแฟในบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถป้องกันความชื้นได้ เช่น ใส่กระสอบป่านหรือถุงตาข่าย ประกอบกับต้องเก็บรักษาเป็นระยะเวลาอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน ก่อนนำไปแปรรูปเป็นกาแฟชนิดต่างๆ ผลการวิจัยของ&nbsp; Taniwaki&nbsp; <em>et al</em>. (2003) รายงานว่า ในขั้นตอนการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟมีการปนเปื้อนของสาร&nbsp; OTA&nbsp; สูงถึง&nbsp; 109 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกิดจากเชื้อ <em>A. ochraceus</em>&nbsp; เนื่องจากการเก็บรักษาในสภาพที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีโอกาสในการสะสมความชื้น มีกลิ่น และมีการเจริญของรา ดังนั้นในการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟต้องเก็บรักษาในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและสามารถป้องกันความชื้นได้ และควรเก็บรักษาในห้องที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ภายในห้องเก็บรักษาควรมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์น้อยที่สุด</p>
<p>เนื่องจากเมล็ดกาแฟที่แห้งจะมีความสามารถในการดูดความชื้นกลับได้ และอาจทำให้ราที่ฝังตัวอยู่เจริญได้ ดังนั้นในสภาพการเก็บรักษาจะต้องมีการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิภายในห้องเก็บรักษาให้คงที่ จากผลการวิจัยพบว่าควรเก็บรักษาเมล็ดกาแฟที่อุณหภูมิต่ำกว่า&nbsp; 30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า&nbsp; 68% โดยเมล็ดกาแฟที่นำมาเก็บรักษาต้องมีความชื้นประมาณ 13% และในระหว่างการเก็บรักษาควรมีการบริหารจัดการห้องเก็บรักษา โดยมีระบบระบายอากาศออกเป็นระยะๆ (Bucheli <em>et al</em>., 1998) เพื่อดึงเอาความร้อน ความชื้น ที่สะสมอยู่ในกระสอบเมล็ดกาแฟออก&nbsp; สามารถลดโอกาสในการเจริญของราที่เป็นสาเหตุและสร้างสาร OTA ได้&nbsp; อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าปริมาณสาร OTA ที่พบในขั้นตอนการเก็บรักษามีปริมาณต่ำกว่า 5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรฐานของ Codex (CODEX STAN 193-1995) ดังนั้นในบทความนี้สามารถเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคที่ชอบดื่มกาแฟมีความมั่นใจได้ว่ายังคงมีความเสี่ยงต่อการได้รับสาร OTA น้อย อย่างไรก็ตามควรมีการควบคุมกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนของสาร OTA เกินกว่ามาตรฐานกำหนด ซึ่งเป็นความปลอดภัยต่อผู้บริโภค</p>
<p>คณะผู้เขียนขอขอบคุณสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำหรับการสนับสนุนทุนในการดำเนินงานวิจัย ขอขอบคุณสถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำหรับการเอื้อเฟื้อสถานที่และอุปกรณ์ในการทำวิจัย ข้อมูลที่นำเสนอในบทความวิจัยนี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)</p>
<p>&gt;&gt; บทความนี้ตีพิมพ์ใน&nbsp;<a href="https://www.phtnet.org/2016/12/160/">Postharvest Newsletter ปีที่ 15 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2559</a></p>
<h3>เอกสารอ้างอิง</h3>
<ul>
<li>กรมวิชาการเกษตร.&nbsp; 2552.&nbsp; ระบบข้อมูลทางวิชาการ: กาแฟโรบัสตา. [ออนไลน์].&nbsp; เข้าถึงได้จาก: http://it.doa.go.th/vichakan/news.php?newsid=16 (10 มิถุนายน 2557)</li>
<li>พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ และบัณฑูรย์ วาฤทธิ์.&nbsp; 2557.&nbsp; การปลูกและผลิตกาแฟอะราบิกาบนที่สูง.&nbsp; ศูนย์วิจัยและพัฒนากาแฟบนที่สูง, คณะเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.&nbsp; 229 หน้า.</li>
<li>พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์.&nbsp; 2556.&nbsp; Mycotoxin/ไมโคทอกซิน.&nbsp; [ออนไลน์].&nbsp; แหล่งที่มา: <a href="http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1080/mycotoxin-ไมโคทอกซิน%20(25">http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1080/mycotoxin-ไมโคทอกซิน (25</a> พฤษภาคม 2556)</li>
<li>พัชนี สุวรรณวิศลกิจ.&nbsp; 2549.&nbsp; สรรสาระกาแฟ.&nbsp; โรงพิมพ์นันทพันธ์, เชียงใหม่.&nbsp; 120 หน้า.</li>
<li>สำนักตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์. 2550. สารพิษจากเชื้อรา (Mycrotoxins). [ออนไลน์].&nbsp; แหล่งที่มา: <a href="http://www.dld.go.th/qcontrol/images/stories/gfeed/knowledge-toxin.pdf%20(">http://www.dld.go.th/qcontrol/images/stories/gfeed/knowledge-toxin.pdf </a>(25 พฤษภาคม 2556)</li>
<li>Batista, L. R., S. M. Chalfoun, C. F. Silva, M. Cirillo, E. A. Varga and R. F. Schwan. 2009. Ochratoxin A in coffee beans (<em>Coffea arabica </em>L.) processed by dry and wet methods. Food Control 20: 784–790.</li>
<li>Bucheli, P.,&nbsp; I. Meyer, A. Pittet, G. Vuataz and R. Viani.&nbsp; 1998. Industrial Storage of Green Robusta Coffee under Tropical Conditions and Its Impact on Raw Material Quality and Ochratoxin A Content. Journal of Agricultural and Food Chemistry 46: 4507-4511.</li>
<li>CAC. 2009. Code of practice for the prevention and reduction of ochratoxin A contamination in coffee (CAC/RCP 69-2009). &nbsp;[Online].&nbsp; Available source: <a href="http://www.codexalimentarius.org/input/download/standards/">www.codexalimentarius.org/input/download/standards/</a>…/CXP_069e.pdf.(1 June 2015)</li>
<li>FAO. 2006.&nbsp; Guidelines for the prevention of mould formation in coffee.&nbsp; [Online].&nbsp; Available source: <a href="http://dev.ico.org/documents/ed1988e.pdf.(1">http://dev.ico.org/documents/ed1988e.pdf.(1</a> June 2015)</li>
<li>Noonim, P., W. Mahakarnchanakul, K. F. Nielsen, J. C. Frisvad and R. A. Samson. 2009. Fumonisin B2 production by <em>Aspergillus niger in</em> Thai coffee beans. Food Additives and Contaminants 26:94–100.</li>
<li>Taniwaki M.H., J.I. Pitt, A.A. Teixeira and B.T. Iamanaka.&nbsp; 2003.&nbsp; The source of ochratoxin A in Brazilian coffee and its formation in relation to processing methods. &nbsp;International Journal of Food Microbiology 82: 173-179.</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2016/12/334/">กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาในประเทศไทยกับการปนเปื้อนสารโอคราทอกซิน</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
