<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สมศิริ แสงโชติ Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<atom:link href="https://www.phtnet.org/tag/สมศิริ-แสงโชติ/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.phtnet.org/tag/สมศิริ-แสงโชติ/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Sep 2021 03:20:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/07/cropped-icon-1-150x150.png</url>
	<title>สมศิริ แสงโชติ Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<link>https://www.phtnet.org/tag/สมศิริ-แสงโชติ/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เชื้อรา Lasiodiplodia species สาเหตุโรคผลเน่าทุเรียนในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2021/06/2073/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Jun 2021 04:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ปัฐวิภา สงกุมาร]]></category>
		<category><![CDATA[รังสิมันตุ์ ธีระวงศ์ภิญโญ]]></category>
		<category><![CDATA[สมศิริ แสงโชติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=2073</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; รังสิมันตุ์ ธีระวงศ์ภิญโญ สมศิริ แสงโชติ แล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2021/06/2073/">เชื้อรา &lt;i&gt;Lasiodiplodia&lt;/i&gt; species สาเหตุโรคผลเน่าทุเรียนในประเทศไทย</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>โดย &#8230; <strong>รังสิมันตุ์ ธีระวงศ์ภิญโญ สมศิริ แสงโชติ และ ปัฐวิภา สงกุมาร</strong><br>ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p>



<p><strong><em>ทุเรียน</em></strong> ไม้ผลเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าการส่งออกสูงประเทศไทยส่งออกทุเรียนผลสดพันธุ์หมอนทอง ไปยังประเทศจีนเป็นหลัก แต่การส่งออกนั้น เลี่ยงไม่ได้กับปัญหาคุณภาพของผลผลิตและการเกิด “<strong>โรคผลเน่า</strong>” ก่อนถึงตลาดปลายทาง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยทางการขนส่งและการเข้าทำลายของเชื้อราหลายชนิด เชื้อราที่มักพบว่าก่อให้เกิดโรคผลเน่าทุเรียนมากที่สุดคือ <em>Lasiodiplodia</em> sp. ซึ่งพบได้ทั่วไปบนเศษซากพืช บริเวณโคนต้นทุเรียนในแปลงปลูก มีลักษณะคล้ายผงสีดำ เมื่อติดไปกับผลทุเรียนขณะเก็บเกี่ยว ทุเรียนจะแสดงอาการโรคในระยะสุกแก่เต็มที่ นอกจากนี้เชื้อราชนิดนี้ยังเป็นสาเหตุโรคลำต้นเน่า canker และ die back กับไม้ยืนต้นและไม้ผลหลายชนิดในพื้นที่เขตร้อนและเขตกึ่งร้อน (Ismail <em>et al</em>., 2012) ประเทศไทยมีรายงานการพบเชื้อรา <em>L. theobromae </em>ก่อโรคผลเน่าทุเรียนในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งจำแนกชนิดของเชื้อราโดยศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาเท่านั้น (สมศิริ และ คณะ, 2539) ในปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือทางชีวโมเลกุลประกอบกับข้อมูลทางสัณฐานวิทยาเพื่อจัดจำแนกชนิดของเชื้อราสกุลนี้ ซึ่งมีความแม่นยำและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า การวิเคราะห์ข้อมูลทาง phylogenetic ของตำแหน่ง ITS ร่วมกับ EF1- α มีประสิทธิภาพในการจำแนกสปีชีส์ของเชื้อราสกุล<em> Lasiodiplodia </em>ได้ดี (Alves <em>et al., </em>2008)</p>



<p>จากข้อมูลข้างต้นจึงนำมาซึ่งการวิจัยจัดจำแนกชนิดของเชื้อรา <em>Lasiodiplodia </em>สาเหตุโรคผลเน่าทุเรียนในประเทศไทย ด้วยข้อมูลทางสัณฐานวิทยาร่วมกับลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ ITS และ EF1- α เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อราให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-image alignwide size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="334" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-1-1024x334.jpg" alt="" class="wp-image-2079" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-1-1024x334.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-1-300x98.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-1-768x251.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-1.jpg 1268w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">พิสูจน์ความสามารถการเกิดโรคผลเน่า</h2>



<p>จากการทดสอบความสามารถในการก่อโรคของเชื้อรา โดยทำการปลูกเชื้อราด้วยเส้นใยบนชิ้นวุ้นกับผลทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยว สามารถก่อให้เกิดแผลสีน้ำตาลถึงดำบนผลทุเรียนในระยะสุกแก่เต็มที่และอาจพบเส้นใยสีเทาของเชื้อราขึ้นบริเวณแผล (ภาพที่ 1)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="378" height="448" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-2.jpg" alt="" class="wp-image-2083" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-2.jpg 378w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-2-253x300.jpg 253w" sizes="(max-width: 378px) 100vw, 378px" /><figcaption><b>ภาพที่ 1</b> อาการโรคผลเน่าที่เกิดจากเชื้อรา <i>Lasiodiplodia</i> spp.</figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading">ลักษณะทางสัญฐานวิทยาของเชื้อรา</h2>



<p>เส้นใยเชื้อรา <em>Lasiodiplodia </em>spp. มีสีเทาเจริญเร็ว (ภาพที่ 2 ก) โครงสร้าง pycnidia เป็น flask shape (ภาพที่ 2 ข) โดยภายใน pycnidia มีการสร้างโคนิเดียในระยะ immature ใสไม่มีสีและไม่มีผนังกั้นตามขวาง จากนั้นเปลี่ยนเป็นระยะ mature สีน้ำตาล-ดำ 1 septum มีรอยขีดลักษณะขรุขระตามยาว ที่ผิวด้านนอก โดยลักษณะรูปร่างและขนาดของโคนิเดียสามารถจำแนกชนิดของเชื้อราได้ดังนี้ <em>L. theobromae</em> โคนิเดียรูปร่าง subovoid&nbsp; ถึง ellipsoid-ovoid ขนาด 22.24-26.68 x12.24-13.66 µm มี 1 septate &nbsp;(ภาพที่ 2 ค) <em>L. pseudotheobromae </em>โคนิเดียรูปร่าง ellipsoid ขนาด 21.32-27.71&#215;9.57-13.64 µm มี 1-2 septate &nbsp;&nbsp;&nbsp;(ภาพที่ 2 ง) และ <em>L. parva </em>โคนิเดียรูปร่าง ovoid ขนาด 13-24.01&#215;8.82-13.79 µm&nbsp; &nbsp;(ภาพที่ 2 จ) และ พบ 1 ไอโซเลท ใกล้กับเชื้อรา <em>L. lignicola </em>ขนาดเท่ากับ 26.13-28.68x 14.16-16.21 µm และพบว่าไม่เปลี่ยนเป็นระยะ mature conidia (ภาพที่ 2 ฉ)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="425" height="314" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-3.jpg" alt="" class="wp-image-2089" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-3.jpg 425w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-3-300x222.jpg 300w" sizes="(max-width: 425px) 100vw, 425px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 2</strong> โคโลนีของเชื้อรา <em>Lasiodiplodia </em>(ก) pycnidia (ข) ลักษณะโคนิเดียของเชื้อรา <em>L. theobromae</em> (ค)&nbsp;<em>L. pseudotheobromae</em> (ง) <em>L. parva </em>(จ) <em>L. lignicola </em>(ฉ)</figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading">ลักษณะทางชีวโมเลกุลของเชื้อรา</h2>



<p>จากตัวอย่าง<em>Lasiodiplodia</em> spp. นำมาสกัด DNA จากนั้นทำ PCR เพื่อเพิ่มปริมาณ DNA ที่บริเวณตำแหน่ง ITS และ EF1-α พบว่าสามารถ amplify ได้ 50 ไอโซเลทเมื่อนำลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ ITS และ EF1-α ที่ได้ตรวจสอบกับฐานข้อมูลใน GenBank ร่วมกับข้อมูลลักษณะทางสัณฐานวิทยาของโคนิเดีย จัดจำแนกได้ว่าแต่ละไอโซเลทมีความใกล้เคียงกับเชื้อรา<em> L. theobromae L. pseudotheobromae L. parva </em>และ<em> L. lignicola</em></p>



<p>เมื่อนำลำดับนิวคลีโอไทด์ทั้งสองบริเวณของไอโซเลทตัวแทนมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ตามแผนภาพ phylogenetic tree พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ใน cladeA ซึ่งมีความใกล้ชิดกับเชื้อรา <em>L. theobromae</em> ในส่วนของ clade B มีความใกล้ชิดกับเชื้อรา <em>L. pseudotheobromae </em>clade C ตัวอย่างมีความใกล้ชิดกับเชื้อรา<em> L. parva </em>และนอกจากนี้พบเชื้อรา 1 ไอโซเลท คือ LRT 016 มีลำดับนิวคลีโอไทด์ที่ใกล้เคียงกับเชื้อรา <em>L. lignicola </em>CBS134112 clade D (ภาพที่ 3)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="480" height="743" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-4.jpg" alt="" class="wp-image-2096" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-4.jpg 480w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/09/durian-lasiodiplodia-species-4-194x300.jpg 194w" sizes="auto, (max-width: 480px) 100vw, 480px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 3 &nbsp;</strong>Maximum-likelihood tree จากการรวมกันของลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ internal transcribed spacer region (ITS) และ translation elongation factor 1-α (EF1- α)</figcaption></figure></div>



<p>จากผลการศึกษาทางสัณฐานวิทยาของเชื้อรา <em>Lasiodiplodia </em>spp. พบว่า ลักษณะเส้นใยของเชื้อรา pycnidia รูปทรง สี และขนาดของโคนิเดียแต่ละไอโซเลทมีความใกล้เคียงกันมากทำให้ยากต่อการจำแนกชนิดของเชื้อรา (Slippers <em>et al</em>., 2013) จึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ ITS และ EF1-α จากนั้นหาความสัมพันธ์บนแผนภาพ Phylogenetic tree พบว่าตัวอย่างเชื้อรามีความใกล้เคียงกับ <em>L. theobromae L. pseudotheobromae L. parva</em> และ<em> L. lignicola </em>ซึ่งบ่งชี้ว่าการศึกษาลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ ITS และ EF1-α นั้นมีประสิทธิภาพในการระบุชนิดของ  เชื้อราในสกุลนี้ได้สอดคล้องกับรายงานของ Ismail <em>et al. </em>(2012) จากผลการวิจัยนี้กล่าวได้ว่าในปัจจุบันเชื้อรา <em>Lasiodiplodia</em> spp. ที่เป็นเชื้อสาเหตุโรคผลเน่าทุเรียนในประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายมากขึ้นจากอดีตที่พบเพียง <em>L. theobromae</em> เมื่อจำแนกโดยลักษณะสัณฐานเพียงอย่างเดียว (สมศิริ และ คณะ, 2539)</p>



<p>นอกจากนี้ Trakunyingcharoen <em>et al</em>. (2015) ได้รายงานว่า ในประเทศไทยพบ <em>L. pseudotheobromae </em>ก่อโรคผลเน่ากับอโวคาโดและโรค canker บนลำต้นของยางพารา <em>L. theobromae</em> ก่อโรค canker กับมะม่วงและโรค dieback กับสนสามใบ ละมุด ชมพู่ และเงาะ เป็นต้น (Chirawut, 2014) ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของพืชอาศัยที่เชื้อรากลุ่มนี้สามารถเข้าทำลายได้ ฉะนั้นการระบุชนิดของเชื้อสาเหตุโรคให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการป้องกันควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพต่อไป</p>



<p>เชื้อรา <em>Lasiodiplodia</em> spp.สามารถก่อให้เกิดโรคผลเน่าทุเรียนได้ การจัดจำแนกชนิดของเชื้อราดังกล่าว ด้วยวิธีทางสัณฐานวิทยาประกอบกับข้อมูลทางชีวโมเลกุล พบว่า <em>L. theobromae, L. pseudotheobromae L. parva</em> และ      <em>L. lignicola </em>เป็นเชื้อราสาเหตุโรคที่แพร่กระจายอยู่ในภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่พบ <em>L. theobromae</em> มากที่สุด (ร้อยละ 87)</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p>บทความตีพิมพ์ลงใน <a href="https://www.phtnet.org/2021/06/2035/">Postharvest Newsletter ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 เมษายน &#8211; มิถุนายน 2564</a></p></blockquote>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารอ้างอิง</h3>



<ul class="wp-block-list"><li>สมศิริ แสงโชติ, รัติยา พงศ์พิสุทธา และรณภพ บรรเจิดเชิดชู. 2539. โรคที่เกิดกับผลทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยว. รายงานการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 34: 148-152.</li><li>Alves, A., P. W. Crous, A. Correia and A. J. L. Phillips. 2008. Morphological and molecular data&nbsp; reveal cryptic speciation in Lasiodiplodia theobromae. Fungal Divers. 28:1-13.</li><li>Chirawut, B. 2014. Fruit rot disease of harvested rambutan and Its control. Thai Agricultural Research Journal 32 (1):89-109.</li><li>Ismail, A. M., G. Cirvilleri, G. Polizzi, P.W. Crous, J.Z. Groenewald and L. Lombard. 2012. <em>Lasiodiplodia</em> species associated with dieback disease of mango (<em>Mangifera indica</em>) in Egypt. Australasian Plant Pathol 41: 649-660.</li><li>Slippers, B., E. Boissin and A.J.L. Phillips. 2013. Phylogenetic lineages in the Botryosphaeriales: a systematic and evolutionary framework. Studies in Mycology 76: 31–49.</li><li>Trakunyingcharoen, T., L. Lombard, J.Z. Groenewald, R. Cheewangkoon, C. To-anun and P.W. Crous. 2015. Caulicolous Botryosphaeriales from Thailand. Persoonia 34 : 87–99.</li></ul>



<p></p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2021/06/2073/">เชื้อรา &lt;i&gt;Lasiodiplodia&lt;/i&gt; species สาเหตุโรคผลเน่าทุเรียนในประเทศไทย</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าของเงาะ (Nephelium lappaceum L.) และการควบคุมโรคโดยใช้กรดซาลิไซลิก</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2021/01/1912/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Jan 2021 06:57:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กัลยลักษณ์ เสนาะสำเนียง]]></category>
		<category><![CDATA[วีระณีย์ ทองศรี]]></category>
		<category><![CDATA[สมศิริ แสงโชติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=1912</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย … กัลยลักษณ์ เสนาะสำเนียง สมศิริ แสงโชติ และวีระณีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2021/01/1912/">เชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าของเงาะ (&lt;i&gt;Nephelium lappaceum&lt;/i&gt; L.) และการควบคุมโรคโดยใช้กรดซาลิไซลิก</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>โดย … <strong>กัลยลักษณ์ เสนาะสำเนียง สมศิริ แสงโชติ และวีระณีย์ ทองศรี</strong><br>ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p>



<p><strong>เงาะ</strong> เป็นผลไม้ที่มีสีสันสวยงาม และรสชาติหวานอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเงาะพันธุ์โรงเรียน ปัจจุบันประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและส่งออกเงาะรายใหญ่ของโลก โดยมีประเทศคู่ค้าเงาะสดที่สำคัญได้แก่ เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเมียนมา ประเทศคู่ค้าเงาะบรรจุภาชนะอัดลม (เงาะกระป๋อง) ที่สำคัญได้แก่ จีน เมียนมา และกัมพูชา และประเทศคู่ค้าเงาะสอดไส้สับปะรดในน้ำเชื่อมที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และเมียนมา โดยแหล่งผลิตเงาะอันดับต้นๆ ของประเทศไทยอยู่ในเขตภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง (สํานักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร, 2561) โดยทั่วไปแล้วการผลิตเงาะมักมีปัญหาความสูญเสียเนื่องจากการมีอายุในการวางจำหน่ายสั้น เพราะผลเงาะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของเนื้อเยื่อพืชอย่างรวดเร็วกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ประกอบกับเกิดการเน่าเสียหายของผลเงาะสดเนื่องจากการเข้าทำลายของเชื้อจุลินทรีย์ภายหลังการเก็บเกี่ยวหลายชนิด จึงยิ่งทำให้ผลเงาะมีอายุในการเก็บรักษาสั้นมากขึ้น (O’Hare, 1995)&nbsp; ซึ่งในส่วนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคนั้น พบว่าสามารถเข้าทำลายผลเงาะได้ตั้งแต่อยู่ในแปลง โดยส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มของเชื้อรา ด้วยเหตุนี้ จึงมีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราในการควบคุมโรคผลเน่าของเงาะมาอย่างยาวนาน ดังเช่น มีการใช้สารเคมี benomyl และ dichloran ควบคุมโรคผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยว แต่พบว่าเฉพาะสารเคมี benomyl เท่านั้นที่ควบคุมโรคผลเน่าของเงาะได้ (นิพนธ์, 2526) นอกจากนี้ยังมีรายงานการจุ่มผลเงาะในสารเคมี benomyl และ iprodione ที่ความเข้มข้น 500 ppm แล้วตามด้วย procloraz ที่ความเข้มข้น 250 ppm เป็นเวลา 30 นาที สามารถลดโรคผลเน่าได้ 42 เปอร์เซ็นต์ (สมศิริ และคณะ, 2540)</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวของผลผลิตด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา มักพบปัญหาการตกค้างของสารเคมีบนผลิตผล ดังนั้นการควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลหลายชนิดจึงได้มีการนำสารเคมีในกลุ่มที่มีความปลอดภัย (generally recognized as safe compounds) มาใช้ในการควบคุมโรคผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยวกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากสารเคมีในกลุ่มดังกล่าวได้ผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration, FAD) ว่าสามารถเติมลงไปในอาหารได้อย่างปลอดภัย จึงทำให้เกิดการตกค้างบนผลผลิตน้อย หรือไม่ตกค้างเลย ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค (Anonymous, 2012) กรดซาลิไซลิกจัดเป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่พบได้ในพืชชั้นสูงทั่วไป และจัดเป็นสารเคมีที่มีความปลอดภัยในการนำมาควบคุมโรคพืชหลายชนิด มีความเกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ ภายในพืช (Klessig and Malamy, 1994) วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้จึงมีแนวคิดในการนำกรดซาลิไซลิกมาควบคุมโรคผลเน่าภายหลังการเก็บเกี่ยวของเงาะ เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการควบคุมโรคของเงาะและไม้ผลหลังการเก็บเกี่ยวชนิดอื่นๆ ต่อไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">เชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าของเงาะ</h3>



<p>จากการแยกเชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าของเงาะพันธุ์โรงเรียนจากแหล่งปลูก 3 จังหวัดทางภาคตะวันออก พบเชื้อราทั้งหมด 7 สกุล ซึ่งจำแนกโดยอาศัยลักษณะสัณฐานวิทยา ได้แก่ <em>Colletotrichum</em> spp.,<em> Gliocephalotrichum </em>spp., <em>Greeneria</em> spp.,<em> Lasiodiplodia</em> spp., <em>Pestalotiopsis </em>spp., <em>Phoma </em>spp. และ <em>Phomopsis</em> spp. โดยเชื้อราที่พบมากที่สุดตามลำดับ คือ <em>Gliocephalotrichum</em> spp., <em>Pestalotiopsis </em>spp. และ<em>Greeneria </em>spp. ซึ่งสอดคล้องกับรายงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ 2526 ที่พบว่าผลเงาะที่เก็บจากแหล่งปลูกทางภาคตะวันออกและภาคใต้ มักพบการเข้าทำลายของเชื้อราสกุล <em>Pestalotiopsis </em>และเมื่อผลเงาะมีอายุมากขึ้นมักพบเชื้อราสกุลอื่นๆ เข้าทำลายร่วมด้วยเสมอ เช่น <em>Gliocephalotrichum</em> spp., <em>Phomopsis</em> spp., <em>Colletotrichum gloeosporioides</em>, <em>Lasiodiplodia theobromae</em> และ <em>Phytophthora botryosa</em> (นิพนธ์, 2526; สมศิริ และคณะ, 2540)</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีรายงานจากฮาวายที่พบว่าโรคผลเน่าของเงาะเกิดจากเชื้อราหลายสกุล ได้แก่ <em>Lasmenia</em> sp., <em>Colletotrichum</em> sp., <em>Pestalotiopsis</em> sp., <em>Gliocephalotrichum simplex</em> และ <em>Phomopsis</em> sp. (Serrato-Diaz <em>et al</em>., 2013) โดยเชื้อราเหล่านี้ก่อให้เกิดอาการผลเน่า ซึ่งจะเริ่มปรากฏอาการจุดฉ่ำน้ำสีน้ำตาลถึงดำที่บริเวณขั้วหรือผิวของผล จากนั้นแผลจะขยายลุกลามและเน่าเป็นสีดำ บางครั้งพบเส้นใยเชื้อราเจริญฟูขึ้นบนแผล ทำให้เกิดความเสียหายในระยะหลังการเก็บเกี่ยวเป็นจำนวนมาก (ภาพที่ 1)</p>



<h3 class="wp-block-heading">ทดสอบการก่อโรคของเชื้อรา</h3>



<p>คัดเลือกตัวแทนสกุลของเชื้อราที่พบมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ <em>Gliocephalotrichum</em> spp., <em>Pestalotiopsis </em>sp. และ <em>Greeneria </em>spp. มาทดสอบการก่อโรค พบว่า เชื้อรา <em>Gliocephalotrichum </em>sp. มีความสามารถในการก่อโรครุนแรงที่สุด มีเส้นผ่านศูนย์กลางแผล 4.55 เซนติเมตรที่ 3 วันหลังการปลูกเชื้อ (ภาพที่ 2 ก) ในขณะที่การปลูกเชื้อรา <em>Greeneria</em> sp. โดยใช้สปอร์แขวนลอยและชิ้นวุ้นของเชื้อราบนผลเงาะทั้งที่ทำแผลและไม่ทำแผล ก็สามารถทำให้ก่อโรคผลเน่าได้ภายใน 5 วันหลังการปลูกเชื้อ โดยแสดงอาการฉ่ำน้ำและแผลขยายลึกลงไปจนถึงเยื่อหุ้มเมล็ดของผลเงาะ (ภาพที่ 2 ข) ส่วนเชื้อรา<em> Pestalotiopsis </em>sp. ก่อให้เกิดอาการผลเน่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (ภาพที่ 2 ค)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="356" height="688" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan.jpg" alt="" class="wp-image-1916" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan.jpg 356w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-155x300.jpg 155w" sizes="auto, (max-width: 356px) 100vw, 356px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 1</strong> โรคผลเน่าเงาะที่เกิดจากเชื้อรา <em>Gliocephalotrichum</em> spp. (ก-ค) โรคผลเน่าเงาะที่เกิดจากเชื้อรา <em>Lasiodiplodia</em> spp. (ง-ฉ) โรคผลเน่าเงาะที่เกิดจากเชื้อรา <em>Pestalotiopsis</em> spp. (ช-ฌ) โรคผลเน่าเงาะที่เกิดจากเชื้อรา <em>Phomopsis</em> spp. (ญ-ฎ) โรคผลเน่าเงาะที่เกิดจากเชื้อรา <em>Greeneria</em> spp. (ฑ-ณ) โรคผลเน่าเงาะที่เกิดจากเชื้อรา <em>Colletotrichum</em> spp. (ด-ถ)</figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="399" height="446" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-2.jpg" alt="" class="wp-image-1918" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-2.jpg 399w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-2-268x300.jpg 268w" sizes="auto, (max-width: 399px) 100vw, 399px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 2</strong> โรคผลเน่าเงาะที่เกิดจากการปลูกเชื้อรา <em>Gliocephalotrichum</em> spp. (ก) โรคผลเน่าเงาะที่เกิดจากการปลูกเชื้อรา <em>Greeneria</em> spp. (ข) โรคผลเน่าเงาะที่เกิดจากการปลูกเชื้อรา <em>Pestalotiopsis</em> sp. (ค)</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading">คัดเลือกความเข้มข้นที่เหมาะสมของกรดซาลิไซลิกเพื่อใช้ในการควบคุมโรคผลเน่าของเงาะ</h3>



<p>จากการจุ่มผลเงาะในสารละลายกรดซาลิไซลิกที่ความเข้มข้นต่างๆ ได้แก่ 0, 0.5, 1, 1.5, 2, 3, 4 และ 5 มิลลิโมลาร์ เป็นเวลา 5 นาที และเก็บผลเงาะที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 7 วัน พบว่าเงาะเริ่มแสดงอาการผลเน่าในวันที่ 3 หลังจากจุ่มสารละลายที่ความเข้มข้น 2 และ 3 มิลลิโมลาร์ โดยพบผลเงาะเน่า 3.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 6.7% ในวันที่ 4&nbsp; ส่วนผลเงาะที่จุ่มในสารละลายที่ระดับความเข้มข้น 0.5 และ 1 มิลลิโมลาร์ สามารถชะลอการเกิดอาการผลเน่าให้ช้าลงได้ โดยเริ่มแสดงอาการที่ 5-6 วันหลังการจุ่มสาร ในส่วนของสารละลายที่มีความเข้มข้นสูงขึ้น (4 และ 5 มิลลิโมลาร์) กลับทำให้เงาะแสดงอาการผลเน่ามากขึ้นตามระยะเวลาที่เก็บรักษายาวนานขึ้น (ภาพที่ 3) &nbsp;กรดซาลิไซลิกที่ความเข้มข้นสูงเกินไปจะทำให้พืชเกิดสภาพเครียด และเนื้อเยื่ออ่อนแอ โดยพบว่ากรดซาลิไซลิกนั้นมีกลไกที่ทำให้เกิดการตายของเซลล์พืช (Derner <em>et al</em>., 1997) ทำให้ง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อรา สอดคล้องกับรายงานที่ผ่านมาที่พบว่าความเข้มข้นที่เหมาะสมของกรดซาลิไซลิกต่อการนำไปใช้กับสตรอเบอรี่คือ 1-2 มิลลิโมลาร์ ส่วนที่ความเข้มข้น 4 มิลลิโมลาร์เป็นความเข้มข้นที่สูงเกินไปจนทำลายเนื้อเยื่อของผลสตรอเบอรี่ โดยทำให้เซลล์พืชมีการหายใจและสังเคราะห์เอทธิลีนเพิ่มมากขึ้น (Babalar <em>et al</em>., 2007) ดังนั้นจากผลการทดลองข้างต้น จึงได้คัดเลือกสารละลายกรดซาลิไซลิกที่ระดับความเข้มข้น 1 มิลลิโมลาร์ ซึ่งเป็นความเข้มข้นสูงสุดที่ทำให้เงาะเกิดอาการผลเน่าช้ากว่าที่จุ่มในความเข้มข้นอื่นๆ มาใช้ในการทดลองต่อไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">ผลของกรดซาลิไซลิกต่อการควบคุมโรคผลเน่าของเงาะ</h3>



<p>การจุ่มผลเงาะในสารละลายกรดซาลิไซลิกที่ระดับความเข้มข้น 1 มิลลิโมลาร์ และปลูกเชื้อราที่ใช้เป็นตัวแทนในการศึกษา พบว่ากรดซาลิไซลิก&nbsp; สามารถยับยั้งการเกิดโรคผลเน่าที่เกิดจากเชื้อรา <em>Gliocephalotrichum</em> spp. ได้ดีกว่าผลเน่าที่เกิดจากเชื้อรา <em>Greeneria </em>sp. โดยยับยั้งได้ 30.3 และ 13.3 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ในขณะที่สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา Luna<sup>®</sup> Sensation สามารถยับยั้งการเกิดโรคได้มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ &nbsp;ส่วนประสิทธิภาพในการยับยั้งความรุนแรงของโรค พบว่า สารละลายกรดซาลิไซลิกสามารถยับยั้งความรุนแรงของโรคที่เกิดจากเชื้อราทั้ง 2 สกุลได้อย่างไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (20 &#8211; 27.1 เปอร์เซ็นต์) ในขณะที่สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา Luna<sup>®</sup> Sensation สามารถยับยั้งการเกิดโรคได้มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ (ภาพที่ 4ก, 4ข) กรดซาลิไซลิกเป็นสารกระตุ้นที่ช่วยชักนำให้พืชเกิดความต้านทานต่อโรค และช่วยลดการเกิดโรคของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวหลายชนิด เช่น โรคผลเน่าราสีเทาของสตรอเบอร์รี่ที่เกิดจากเชื้อรา <em>Botrytiscinerea </em>และช่วยคงคุณภาพของผลสตรอเบอรี่โดยไปลดการสังเคราะห์เอทธิลีนซึ่งทำให้ผลผลิตมีอายุการเก็บรักษายาวนานขึ้น (Babalar <em>et al</em>., 2007) โดยสารดังกล่าวมีกลไกในการกระตุ้นกิจกรรมของเอนไซม์ที่มีความเกี่ยวข้องกับความต้านทานโรคของพืชให้สูงขึ้น เช่น β-1,3-glucanase, phenylalanine ammonia lyase (PAL), polyphenol oxidases (PPO) และ peroxidase (POD) ซึ่งเอนไซม์เหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการผลิตสาร phenolics ในเนื้อเยื่อพืชที่มีคุณสมบัติไปยับยั้งการเจริญของเชื้อราสาเหตุโรค และช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ (Yao and Tian, 2005; Yu <em>et al</em>., 2007) นอกจากนี้กรดซาลิไซลิกยังช่วยยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ catalase ที่ทำหน้าที่สลาย H<sub>2</sub>O<sub>2</sub> จึงทำให้พืชมีการสะสม H<sub>2</sub>O<sub>2</sub> ที่จะไปกระตุ้นกระบวนการต่างๆ ได้แก่ การหายใจ การสังเคราะห์แสง และการเกิดการตายของเซลล์อย่างเฉียบพลัน (hypersensitive cell death) เพื่อป้องกันการรุกรานของเชื้อสาเหตุโรค รวมทั้ง H<sub>2</sub>O<sub>2</sub> ยังทำหน้าที่เป็นโมเลกุลส่งสัญญาณตัวที่ 2 (secondary messenger) ที่จะไปกระตุ้นการแสดงออกของ PR genes ทำให้เกิดการสังเคราะห์โปรตีนที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค (pathogenesis related proteins) ในพืช ซึ่งทำให้พืชเกิดความต้านทานต่อเชื้อก่อโรคได้ดียิ่งขึ้น (Derner <em>et al</em>., 1997) กรดซาลิไซลิกยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคโดยตรงเช่นเดียวกับสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช แต่ยับยั้งได้ในประสิทธิภาพที่ต่ำกว่า (Yao and Tian, 2005) นอกจากนี้ กรดซาลิไซลิกสามารถนำไปใช้ควบคุมโรคพืชร่วมกับวิธีการอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคให้ดียิ่งขึ้น เช่น ใช้ร่วมกับการจุ่มน้ำร้อน สารละลายโซเดียมไบคาร์บอเนต สารละลายแคลเซียม หรือเซลล์แขวนลอยของยีสต์ปฏิปักษ์ (Shafiee <em>et al</em>., 2010; Qin <em>et al</em>., 2015) เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="541" height="300" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-3.jpg" alt="" class="wp-image-1921" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-3.jpg 541w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-3-300x166.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 541px) 100vw, 541px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 3</strong> แสดงเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคเมื่อจุ่มผลเงาะในสารละลายกรดซาลิไซลิกที่ระดับความเข้มข้น 0, 0.5, 1, 2, 3, 4 และ 5 มิลลิโมลาร์ หลังเก็บรักษาผลเงาะที่อุณหภุมิ 25 องศาเซลเซียสความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็น เป็นเวลา 7 วัน</figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="881" height="276" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-4.jpg" alt="" class="wp-image-1923" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-4.jpg 881w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-4-300x94.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/01/article-rambutan-4-768x241.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 881px) 100vw, 881px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 4 </strong>เปอร์เซ็นต์ยับยั้งความรุนแรงของโรคผลเน่า (disease severity) ที่เกิดจากการปลูกเชื้อรา <em>Gliocephalotrichum</em> sp. (ก) และเชื้อรา <em>Greeneria</em> sp. (ข) หลังการจุ่มผลเงาะในสารละลายกรดซาลิไซลิกเปรียบเทียบกับชุดควบคุม (จุ่มในน้ำกลั่นและสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา) เก็บผลเงาะที่อุณหภูมิห้อง (25-30 องศาเซลเซียส) เป็นเวลา 5 วัน</figcaption></figure></div>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p>บทความนี้ตีพิมพ์ลงใน <a href="https://www.phtnet.org/2020/12/1907/">Postharvest Newsletter ปีที่ 19 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2563</a></p></blockquote>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารอ้างอิง</h3>



<p>นิพนธ์ วิสารทานนท์. 2526. โรคราแป้งและโรคผลเน่าของเงาะระยะหลังเก็บเกี่ยวและการป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี, น.</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 393-401, ใน การประชุมทางวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 21 สาขาพืช, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ</p>



<p>สํานักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร. 2561. ผลพยากรณ์การผลิตพืชไร่ ไม้ยืนต้น และไม้ผลที่สำคัญปี (เงาะ). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา:&nbsp;</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <a href="http://www.agriman.doae.go.th/home/news/2562/21-22.pdf">http://www.agriman.doae.go.th/home/news/2562/21-22.pdf</a>, (12 กรกฎาคม 2563).</p>



<p>สมศิริ แสงโชติ, อุดม ฟ้ารุ่งสาง, และ นวลวรรณ ฟ้ารุ่งสาง. 2540. การเข้าทำลายของผลเงาะก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ของเชื้อราที่เป็นสาเหตุโรคผลเน่า และการควบคุมโรคผลเน่าภายหลังการเก็บเกี่ยว, น. 393-401, ใน การประชุมทาง</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 3 สาขาพืช ส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร อุตสาหกรรมเกษตร,</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.</p>



<p>Anonymous. 2012. Generally Recognized as Safe (GRAS) FDA. Gov. [Online]. Available Source:&nbsp;&nbsp;</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <a href="https://www.fda.gov/media/133657/download">https://www.fda.gov/media/133657/download</a>, (September 6, 2018).</p>



<p>Derner, J., J. Shah and D.F. Klessing. 1997. Salicylic acid and disease resistance in plant. Trends in Plant Science 2: 266-274.</p>



<p>O’Hare, T.J. 1995. Postharvest physiology and storage of rambutan. Postharvest Biology and Technology 6: 189-199.</p>



<p>Qin, X., H. Xiao, C. Xue, Z. Yu, R. Yang, Z. Cai and L. Si. 2015. Biocontrol of gray mold in grapes</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; with the yeast <em>hanseniaspora uvarum </em>alone and in combination with salicylic acid or sodium</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; bicarbonate, Postharvest Biology and Technology 100: 160–167.</p>



<p>Klessig, D. F. and J. Malamy. 1994. The salicylic acid signal in plants. Plant Molecular Biology 26: 1439-1458.</p>



<p>Serrato-Diaz L.M., L.I. Rivera-Vargas, R.J. Goenaga and R.D. French-Monar. 2013. Identification of the</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; fungal pathogen complex causing fruit rot of rambutan (<em>Nephelium lappaceum</em> L.) in Puerto Rico.</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Phytopathology. 103: S2.130.</p>



<p>Shafiee, M., T.S. Taghavi and M. Babalar. 2010. Addition of salicylic acid to nutrient solution</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; combined with postharvest treatments (hot water, salicylic acid, and calcium dipping) improved</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; postharvest fruit quality of strawberry. Scientia Horticulturae 124: 40–45.</p>



<p>Babalar, M., M. Asghari, A. Talaei and A. Khosroshahi. 2007. Effect of pre- and postharvest salicylic</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; acid treatment on ethylene production, fungal decay and overall quality of selva strawberry fruit.</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Food Chemistry 105: 449-453.</p>



<p>Yao, H. and S. Tian. 2005. Effects of pre- and post-harvest application of salicylic acid or methyl</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; jasmonate on inducing disease resistance of sweet cherry fruit in storage. Postharvest Biology and Technology</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 35 (3): 253-262.</p>



<p>Yu, T., C. Jishuang, C. Rongle, H. Bin, L. Donghong and Z. Xiaodong. 2007. Biocontrol of blue and</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; gray mold diseases of pear fruit by integration of antagonistic yeast with salicylic acid, Inter. Journal of Food</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Microbiology 116: 339-345.</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2021/01/1912/">เชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าของเงาะ (&lt;i&gt;Nephelium lappaceum&lt;/i&gt; L.) และการควบคุมโรคโดยใช้กรดซาลิไซลิก</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การควบคุมโรคแอนแทรคโนสของผลมะม่วง</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2012/02/113/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2012 07:47:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สมศิริ แสงโชติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=113</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; รศ.ดร. สมศิริ แสงโชติ ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/02/113/">การควบคุมโรคแอนแทรคโนสของผลมะม่วง</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย &#8230; รศ.ดร. สมศิริ แสงโชติ</strong><br />
ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน</p>
<p><strong>โรคแอนแทรคโนส </strong>ของมะม่วงเป็นโรคที่พบว่าเป็นปัญหากับผลมะม่วงสุกที่ส่งออกหรือบริโภคภายในประเทศ แต่ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับมะม่วงทานดิบ เนื่องจากเชื้อราที่เข้าทำลายผลมะม่วงจะไม่แสดงอาการในระยะผลดิบ โดยเชื้อจะแฝงอยู่ในเปลือกของผลมะม่วง ซึ่งผลจะมีโอกาสได้รับเชื้อในระยะเวลา 12-13 สัปดาห์ของการพัฒนาของผลมะม่วงจนถึงระยะผลแก่เต็มที่ โดยมีแหล่งใหญ่ของเชื้อมาจากใบที่เป็นโรค เชื้อจะแพร่มายังผลโดยอาศัยลมและฝน ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยง การให้น้ำแบบฉีดพ่นฝอยไปที่ใบ เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้เชื้อแพร่ระบาดไปยังผลมะม่วงได้มากขึ้น</p>
<p>ในลำดับแรกของการลดเชื้อที่จะมาเข้าทำลายผล ทำได้โดยการลดเชื้อที่ใบให้เหลือน้อยที่สุด โดยการฉีดพ่นด้วยสารเคมี เช่น คาร์เบนดาซิม หรือ โปรคลอราช เป็นระยะเวลา 15 วัน/ครั้ง จำนวน 2 ครั้งในระยะแตกใบอ่อนซึ่งเป็นระยะที่อ่อนแอ เป็นโรคได้ง่าย และเมื่อใบเจริญเต็มที่ก็จะต้านทานต่อเชื้อโดยจะไม่แสดงอาการของโรค ทำให้ลดแหล่งของเชื้อที่สำคัญลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a52_1.png" alt="การควบคุมโรคแอนแทรคโนส" width="532" height="350" /></p>
<p>ก่อนห่อผลควรฉีดพ่นด้วย คาร์เบนดาซิมเพื่อลดการเข้าทำลายแฝงของเชื้อที่อาจมีอยู่ก่อนโดยเริ่มห่อผลในระยะ 45-60 วัน ซึ่งถุงห่อจะช่วยป้องกันการติดเชื้อของผลที่จะเกิดขึ้นใหม่ ในการเก็บเกี่ยวผลมะม่วงในระยะที่แก่เต็มที่ควรเก็บเกี่ยวโดยให้มีขั้วติดที่ผล เพื่อป้องกันการเข้าทำลายที่เกิดจากแผลบริเวณขั้ว เมื่อนำมาถึงโรงบรรจุหีบห่อ จึงแกะถุงห่อออกและเด็ดขั้ว สะเด็ดยางโดยการคว่ำขั้วผลลงบนกระดาษที่สะอาด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a52_2.png" alt="ถุงห่อมะม่วง" width="310" height="367" /></p>
<p>เมื่อผลมะม่วงสะเด็ดยางแล้วจึงนำไปจุ่มลงในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 52-55 องศาเซลเซียส เวลา 5 นาที (น้ำดอกไม้สีทองใช้ได้กับอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส) แล้วจึงนำมาผ่านน้ำเย็นทันทีเพื่อลดอุณหภูมิ หลังจากนั้นผึ่งผลให้แห้ง จึงบรรจุลงในกล่องที่สะอาดเพื่อส่งจำหน่ายต่อไป หรืออาจจุ่มในสารเคมีโปรคลอราช 10 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร โดยจุ่มแล้วยก ผึ่งไว้ให้แห้ง จึงบรรจุเพื่อจำหน่ายต่อไป โดยในกระบวนการจุ่มน้ำร้อนหรือจุ่มสารเคมีนี้ควรทำภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง หลังจากเก็บผลมะม่วง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a52_3.png" alt="การจุ่มน้ำร้อน" width="542" height="369" /></p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/02/113/">การควบคุมโรคแอนแทรคโนสของผลมะม่วง</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรคภายหลังการเก็บเกี่ยวของผักผลไม้ และการจัดการ</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2011/06/94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jun 2011 07:02:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สมศิริ แสงโชติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=94</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; รศ.ดร. สมศิริ แสงโชติ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษต [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2011/06/94/">โรคภายหลังการเก็บเกี่ยวของผักผลไม้ และการจัดการ</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #33cc00;">โดย &#8230; รศ.ดร. สมศิริ แสงโชติ</span></strong><br />
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร<br />
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม 10900<br />
โทร. 025790113 ต่อ 1294</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a43_1.jpg" width="424" height="287" /><br />
ความสูญเสียของผักและผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะในเขตร้อนเป็นปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดของผลิตผลเหล่านี้ โดยที่มีจุลินทรีย์หลายชนิด ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง Eckert (1977) และ Snowdon (1990) ได้รายงานไว้ โดยจุลินทรีย์เหล่านี้เมื่อเข้าทำลายผลิตผล ก่อให้เกิดความเสียหาย ในระหว่างขนส่ง เก็บรักษา วางตลาด และผู้บริโภค การที่จะลด ความเสียหาย เนื่องจากโรคเหล่านี้ จึงต้องมีการ ศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับโรคและเชื้อจุลินทรีย์ ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจรวมทั้งใช้การควบคุมอย่างถูกวิธี</p>
<h3><span style="color: #33cc00;">ลักษณะการเข้าทำลายของเชื้อ</span></h3>
<p><strong>1. การเข้าทำลายก่อนเก็บเกี่ยว </strong>เชื้อจุลินทรีย์ในกลุ่มนี้ที่เกี่ยวข้องกับผลิตผล มีความสามารถในการเข้าทำลายผลิตผลได้โดยตรง และเข้าทำลายส่วนอื่นๆ ของพืชด้วย ทำให้ส่วนที่เป็นโรคเหลา่นั้นเป็นแหล่งของเชื้อซึ่งจะแพร่โดย ลม ฝน หรือ แมลงไปยังส่วนผลิตผล และเกิดการเข้าทำลาย แต่อาการของโรคไม่ปรากฏในไร่ในสวน ในขณะที่ผลิตผลยังอยู่บนต้น เนื่องจากเชื้อเข้าทำลายแบบแฝงอยู่ อาการจะปรากฏให้เห็นภายหลัง ที่ผลิตผลเหล่านั้นได้ถูกเก็บเกี่ยวและบ่มให้สุกเชื้อในกลุ่มนี้ เช่น <em>Colletotrichum</em>,<em> Lasiodiplodia</em>, <em>Dothiorella</em> และ <em>Phytophthora</em></p>
<p><strong>2. การเข้าทำลายขณะหรือหลังการเก็บเกี่ยว</strong> โดยปกติ ส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อในกลุ่มที่ เข้าทำลายขณะหรือหลังการเก็บเกี่ยวนี้ เช่น สปอร์ หรือส่วนขยายพันธุ์อื่นๆ พบปนเปื้อนอยู่ที่ส่วนผิวของผลิตผล หรือในระหว่างการขนย้ายหรือการปฏิบัติอื่นๆ โดยส่วนของเชื้อเหล่านี้พบอยู่ใน บรรยากาศของโรงบรรจุหีบห่อ น้ำที่ใช้ในการล้าง หรือลดอุณหภูมิผลิตผล ภาชนะที่ใช้ในการขนย้ายผลิตผล เป็นต้น เชื้อจุลินทรีย์ในกลุ่มนี้มีความ สามารถในการทำให้เกิดโรคต่ำและไม่สามารถเข้าทำลายผลิตผลได้โดยตรง การเข้าทำลายต้องอาศัยแผลหรือช่องเปิดธรรมชาติ โดยที่เชื้อในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มีอัตราการเจริญ และแพร่กระจายที่ รวดเร็วทำให้ผลิตผลที่ถูกเชื้อเข้าทำลายเกิดการ เน่าเสีย ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเชื้อในกลุ่มนี้ เช่น <em>Aspergillus</em>, <em>Rhizopus</em>, <em>Alternaria</em> เป็นต้น</p>
<h3><span style="color: #33cc00;">ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าทำลายของเชื้อ</span></h3>
<p>&#8211; ปัจจัยก่อนเก็บเกี่ยว เช่น สภาพภูมิอากาศ ธาตุอาหาร และการเขตกรรม<br />
&#8211; ปัจจัยหลังการเก็บเกี่ยว ได้แก่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a43_2.jpg" width="289" height="497" align="right" hspace="5" /><strong>1. ผลิตผล</strong> การปราศจากเข้าทำลายของเชื้อเป็นคุณภาพของผลิตผลที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะผลที่เป็นโรคก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ การเข้าทำลายของเชื้อในผลิตผลต่างๆมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุ์ของผลิตผลนั้น เช่น ทุเรียนหมอนทอง มีความอ่อนแอต่อเชื้อรา <em>Phytophthora palmivora</em> เมื่อต้องการส่งผลทุเรียนหมอนทองไปขายต่างประเทศ จึงต้องมีการควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อราดังกล่าวให้ดีที่สุด (Pongpisutta and Sangchote, 1994) หรือการปฏิบัติในการควบคุมโรคแอนแทรคโนสของผลมะม่วง ซึ่งต้องการการควบคุมโรคในแปลงปลูกอย่างดีตั้งแต่ในแปลงปลูกเพื่อให้แน่ใจว่ามีเชื้อรา <em>Colletotrichum gloeosporioides</em> เข้าทำลายแฝงมากับผลน้อยที่สุด</p>
<p><strong>2. อุณหภูม</strong>ิ อุณหภูมิมีผลทั้งต่อเชื้อและผลิตผลโดยทั่วไป อุณหภูมิที่ดีที่สุดสำหรับการเก็บรักษา คือ อุณหภูมิต่ำสุดที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตผักและผลไม้ใ้นเขตร้อน ไม่ควรเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 13-14ºซ เพราะก่อให้เกิดความเสียหาย จากความเย็นหรือ chilling injury ได้ง่าย เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคกับผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 24-26ºซ และอุณหภูมิต่ำสุดที่เชื้อ จะเจริญได้อาจต่ำถึง -4ºซ หรือเชื้อบางชนิดก็ได้เพียง 10 ºซ (Sommer,1985) ยิ่งไปกว่านั้นความแตกต่างของอุณหภูมิ มีผลในการเก็บรักษาผลิตผลระยะยาวเช่น ผลท้อที่ปลูกเชื้อด้วยเชื้อรา <em>Botrytis cinerea</em> แผลที่เจริญที่ 2.5ºซ มีขนาดเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 % ของแผลที่ -0.5ºซ (Sommer, 1985)</p>
<p><strong>3. ความชื้นสัมพัทธ์</strong> ความชื้นสัมพัทธ์ใ์นสภาพแวดล้อมช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำในขณะเดียวกันก็มีผลต่อเชื้อเช่นกัน แครอทที่สูญเสียน้ำมากกว่า 8 % อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อรา <em>Rhizopus stolonifer</em> และ <em>Botrytis cinerea</em> (Goodliffe and Heale, 1977) หอมหัวใหญ่ต้องเก็บที่ความชื้นต่ำกว่า 70 % เพื่อ ลดการเน่าเสียที่เกิดจากเชื้อรา <em>Botrytis allii</em> หลังจากทำให้แห้งแล้วหลังจากนั้นนำไปเก็บไว้ที่ 0-2°ซ (Sommer, 1985)</p>
<p><strong>4. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและการบรรจุหีบห่อ</strong>ผลิตผลที่คุณภาพดีควรเป็นผลิตผลที่เก็บเกี่ยวในระยะที่มีความสุกแก่พอดีผลิตผลเหล่านี้ควรบรรจุในภาชนะที่เหมาะสมไม่ถูกแสงอาทิตย์ ฝน ลม หรือสภาพอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดการเสียหาย และปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ผลพริกมีอัตราการหายใจสูง เมื่อบรรจุในเข่งไม้ไผ่จะมีท่อ เป็นช่อง ระบายความร้อนตรงกลาง การปฏิบัตินี้ช่วยยืดอายุของผลผลิตและขณะเดียวกันก็ลดการเกิดของโรคแอนแทรคโนสของพริก</p>
<p>การให้น้ำกับช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวมีผลกับการเกิดโรคเช่นเดียวกับในกรณีของหอมหัวใหญ่ โรคของหอมหัวใหญ่ก็มีอาการ neck rot (<em>Botrytis</em>spp.) black rot (<em>Aspergillus</em> spp.) basal rot (<em>Fusarium</em> sp.) และโรคเน่าที่เกิดจากแบคทีเรียในขณะเก็บรักษาเพิ่มขึ้น และการเข้าทำลายของเชื้อในขณะเก็บรักษาจะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวหอมเมื่ออายุ 110 วัน (ยอดเหี่ยว 25 %) แต่ถ้าเก็บเมื่ออายุ 120 วันหลังจากย้ายปลูก (ยอดเหี่ยว 50 %) ทำให้การเน่าเสียลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ จากการศึกษาการสมานแผล (curing) ในแปลงปลูกในสภาพที่มีความชื้นต่าง ๆ กันของหอมหัวใหญ่ระหว่างการขนส่งแบบจำลอง พบว่า การ curing ในสภาพที่แห้งในแปลงปลูกเมื่อเก็บเข้าห้องเย็นเพื่อการขนส่ง การเน่าเสียมีระดับต่ำกว่าการ curing ที่อุณหภูมิห้องและสภาพที่ชื้น</p>
<h3><span style="color: #33cc00;">แนวทางในการควบคุมโรคภายหลังการเก็บเกี่ยว</span></h3>
<p><strong>การป้องกัน</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a43_3.jpg" alt="Gray mold rot" width="289" height="228" /><br />
การลดแหล่งของเชื้อทั้งในไร่และหลังการเก็บเกี่ยวเป็นวิธีการในการป้องกันผลิตผลจากเชื้อต่าง ๆ เนื่องจากเชื้อหลายชนิดเข้าทำลายผลิตผล เริ่มต้นตั้งแต่ในแปลงเช่น โรคแอนแทรคโนสของพืชต่างๆ โรค gray mold rot ของสตรอเบอรี่ที่เกิดจากเชื้อรา <em>Botrytis cinerea</em> หรือโรคผลเน่าที่เกิด จากเชื้อรา <em>Phytophthora palmivora</em> ของผลทุเรียนการกำจัดแหล่งของเชื้อโดยการตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคและฉีดพ่นในแปลงเพื่อลดการเกิดของเชื้อที่จะ เข้าทำลายผลิตผล การฉีดพ่นผลทุเรียนด้วย fosetyl-Al ช่วยลดการเข้า ทำลายของเชื้อ <em>P. palmivora</em> ที่จะเกิดขึ้นกับผลทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยว</p>
<p><strong>การกำจัดหรือลดการเกิดโรค</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a43_4.jpg" alt="การควบคุมโรค" width="287" height="184" /><br />
1. การใช้น้ำร้อนและไอน้ำร้อนการใช้ความร้อนเป็นวิธีการหนึ่งที่นำมาทดแทนสารเคมี เนื่องจากสารเคมีมีพิษต่อมนุษย์ การใช้ความร้อนนอกจากมีผลยับยั้งการเจริญของเชื้อยังกระตุ้นความต้านทานด้วยการจุ่มผลมะม่วงในน้ำร้อนที่ 55°ซ เป็นเวลา 5 นาที (Sangchote, 1989) สามารถควบคุมโรคแอนแทรคโนสของมะม่วงได้ดี เชื้อรา <em>Colletotrichum gloeosporioides</em> และเชื้อรา <em>Phytophthora palmivora</em> ของผลมะละกอ สามารถควบคุมได้ดีโดยใช้น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 45-55°ซ เป็นเวลา 10-20 นาที (Couey et al., 1984) อย่างไรก็ดีการใช้น้ำร้อนไม่มีสารตกค้างที่ให้ผล<br />
ในการป้องกันการเข้าทำลายที่จะเกิดขึ้นใหม่และอาจก่อให้เกิดเสียหายจากความร้อนได้ โดยทำให้การเปลี่ยนสีของผลผิดปกติ ลดอายุการเก็บรักษา และอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของจุลินทรีย์อื่น (Edney and Burchill, 1967).</p>
<p>2. การใช้อุณหภูมิต่ำ การใช้อุณหภูมิต่ำเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพและใช้มากที่สุดในการยืดอายุการเก็บรักษาและลดการเน่าเสีย อุณหภูมิต่ำทำให้การสุกของผลิตผลช้าลง ทำให้ความต้านทานของผลิตผลคงอยู่ นอกจากนี้การเจริญและการเข้าทำลายของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ จะหยุดหรือช้าลงที่อุณหภูมิต่ำใกล้ 0°ซ เช่น เชื้อรา <em>Lasiodiplodia theobromae</em> และ <em>Ceratocystis fimbriata</em> โดยที่ผลไม้ในเขตร้อน ไม่สามารถเก็บได้ที่อุณหภูมิต่ำมากเนื่องจากเกิด chilling injury จึงต้องหาจุดที่เหมาะสมในการเก็บรักษาที่ไม่มีผลเสียต่อผลิตผล</p>
<p>3. การใช้รังสี การใช้การฉายรังสีเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถควบคุมการเน่าเสียได้ แต่การใช้รังสีแกมม่าในการฉายรังสีให้ผลิตผลในอัตราที่สูงก็ก่อให้เกิด ความเสียหายกับเนื้อเยื่อได้ สตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่มีความทนต่อรังสีได้ดี ทำให้สามารถกำจัดการเข้าทำลายที่จะก่อให้เกิดการเน่าเสียได้ (Heather, 1986) ฉะนั้นการใช้รังสีจึงขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตผลและความไวของเชื้อต่อรังสีรวมทั้งค่าใช้จ่ายต้องไม่สูงกว่าวิธีการอื่นที่มีอยู่ด้วย (Kader, 1982)</p>
<p>4. การใช้การดัดแปลงบรรยากาศ การเก็บรักษาผลิตผลโดยวิธีการนี้ ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้ดีโดยทั่วๆไป การเก็บโดยวิธีการรักษานี้จะพยายามทำให้ระดับของออกซิเจนต่ำกว่าระดับปกติ (21%) และคาร์บอนไดออกไซด์ สูงกว่าระดับปกติ (0.03%) ของบรรยากาศ การใช้การดัดแปลงบรรยากาศ ทำให้ความต้านทานของผลิตผลคงอยู่นานขึ้นและลดการเจริญของเชื้อ (El-Goorani and Sommer, 1981) Geeson และ Browne (1980) พบว่าการเก็บกระหล่ำปลีในสภาพที่มีคาร์บอนใดออกไซด์ 5-6 % และออกซิเจน 3 % ช่วยลดการเกิดและความรุนแรงของ <em>Botrytis cinerea</em> เมื่อใช้ร่วมกับสารเคมี</p>
<p>5. การใช้สารเคมี สารเคมีประมาณ 20 ชนิดได้มีการใช้ในระยะ 30 กว่าปีที่ผ่านมากับผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งสารเหล่านี้จะใช้ได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความไวของเชื้อต่อสารเคมี ความสามารถในการซึมลงไปในผิวของสารเคมีลงไปกำจัดเชื้อ นอกจากนี้สาร เหล่านี้ต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหายกับผลิตผลและมีพิษตกค้างไม่เกินกำหนดระหว่างประเทศ (Eckert and Ogawa, 1985) สารเคมี fosetyl-Al ที่อัตราความเข้มข้น 2000 ppm สามารถควบคุมโรคเน่าของผลทุเรียนที่เกิดจากเชื้อรา <em>P. palmivora</em> ได้โดยการจุ่มผลเพียง 2 นาที (Pongpisutta and Sangchote, 1994)</p>
<p>6. การใช้วิธีการทางชีววิธี วิธีการนี้ได้ถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนการใช้สารเคมีที่มีอันตรายต่อผู้บริโภคโดยการใชจุ้ลินทรีย์อื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติเป็นปฏิปักษ์กับเชื้อสาเหตุ ซึ่งในการใช้กับผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว นิยมใช้จุลินทรีย์ที่เจริญเร็วทำให้เกิดการแย่งอาหารจากเชื้อสาเหตุ ทำให้เชื้อสาเหตุไม่เจริญหรือเจริญได้น้อย แต่การใช้ในประเทศไทยกับผลิตผลยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น เชื้อยีสต์ <em>Candida tropicalis</em> สามารถช่วย<br />
ลดการเกิดอาการผลเน่าของมะม่วงเนื่องจากเชื้อรา <em>Lasiodiplodia theobromae </em>ได้ดี (Sangchote,1995)</p>
<h3><span style="color: #33cc00;">การลดการแพร่กระจายของเชื้อจากผลิตผลที่เป็นโรค</span></h3>
<p>โดยที่ผลิตผลเมื่อบรรจุหีบห่อเรียบร้อยเมื่อถึงปลายทางอาจจะมีผลิตผลบางส่วนที่แสดงอาการของโรคและมีเชื้อที่เจริญอยู่ ซึ่งสามารถแพร่กระจาย ไปยังผลอื่น ๆ ได้ ทำให้เกิดการเน่าเสียทั้งภาชนะบรรจุ การลดความเสียหาย ณ จุดนี้สามารถทำได้โดยการบรรจุเป็นภาชนะเล็กๆ (consumer package) แล้วบรรจุลงในภาชนะบรรจุใหญ่ เมื่อเกิดการเน่าเสียก็เน่าเสียเพียงส่วนเดียว หรือการห่อแยกผลด้วยกระดาษที่เคลือบสารเคมีก็ช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อได้ เช่น การห่อผลส้มด้วยกระดาษที่เคลือบด้วยสาร biphenyl เมื่อมีผลที่เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา <em>Penicillium </em>spp. ไอของสารนี้ที่เคลือบอยู่กับกระดาษ ช่วยยับยั้งการสร้างสปอร์ของเชื้อทำให้ไม่เกิดการแพร่ในภาชนะบรรจุ จึงเกิดการเน่าเสียเฉพาะผลที่เป็นโรคเท่านั้น<br />
<img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a43_5.jpg" width="281" height="195" /></p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li>Couey, H.M.; Alvarez, A.M.; Nelson, M.G. 1984. Comparison of hot water spray and immersion treatments for control of postharvest decay of papaya. Plant Dis. 68: 436-437.</li>
<li>Eckert, J.W. 1977. Control of postharvest diseases. In. Antifungal Compounds Vol. 1. Siegal, M.R. and Sister, H.D. (eds.). Marcel Dekker, Inc., New York. pp. 299-352.</li>
<li>Eckert, J.W. and Ogawa, J.M. 1985. The chemical control of postharvest diseases: Subtropical and tropical fruits. Ann. Rev. Phytopathol. 23: 421-454.</li>
<li>Edney, K.L. and Burchill, R.T. 1967. The use of heat to control the rotting of Cox’s Orange Pippin apples by Gloeosporium spp. Ann. Appl. Biol. 59: 389-400</li>
<li>El-Goorani, M.A. and Sommer, N.F. 1981. Effects of modified atmospheres on postharvest pathogens of fruits and vetgetables. Hortic. Rev. 3: 412-461.</li>
<li>Geeson, J.D. and Browne, K.M. 1980. Controlled atmosphere storage of winter white cabbage. Ann. Appl. Biol. 95:267-273.</li>
<li>Goodliffe, J.P. and Heale, J.B. 1977. Factors affecting the resistance of cold-stored to Botrytis cinerea. Ann. Appl. Biol. 87: 17-28.</li>
<li>Heather, N.W. 1986. Irradiation of fruit and vegetables. Queensland. Agric. J. 112: 85-87.</li>
<li>Kader, A.A. 1982. Application of food irradiation: Fruits and vegetables. In. Food irradiation update short course, University of California, Davis. January. pp. 25-28.</li>
<li>Pongpisutta, R. and Sangchote, S. 1994. Phytophthora fruit rot of durian (Durio zibethinus L.). In. Postharvest handling of tropical fruits: proceedings of an international conference held at Chiang Mai, Thailand, 19-23 July 1993. Champ, B.R., Highley, E. and Johnson, G.I. (eds.). ACIAR Proceedings No. 50 pp. 460-461.</li>
<li>Sangchote, S. 1989. Effect of postharvest treatments on anthracnose (Colletotrichum gloeosporioides Penz.) and stem end rot (Dothiarella dominicana Pet.et Cif) of mangoes stored in air and modified atmosphere. Asean Food J.4(4): 142-144.</li>
<li>Sangchote, S. 1995. Control of stem end rot (Lasiodiplodia theobromae (Pat.) Griff. &amp; Maubt) of mango with yeasts. Poster presented at 11th Australasian Plant Pathology Conference, Lincoln University, New Zealand.</li>
<li>Snowdon, A. 1990. A color atlas of post-harvest diseases and disorders of fruits and vegetables, Volume 1. Fruits and general introduction. Wolf Scientific.</li>
<li>Sommer, N.F. 1985. Role of controlled environments in suppression of postharvest diseases. Can. J. Plant Pathol. 7: 331-339.</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2011/06/94/">โรคภายหลังการเก็บเกี่ยวของผักผลไม้ และการจัดการ</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
