ข่าวเกษตรองค์ความรู้การเกษตรสำหรับสมาชิกเว็บบอร์ดการเกษตรฐานข้อมูลงานวิจัย

เว็บบอร์ดการเกษตร

โดย : deaw
  rs_deaw@hotmail.com
เมื่อ : 9 ก.ค. 51
หัวข้อ : การปลูกมันสำปะหลัง 30 ตันต่อไร่ทำได้จริง
การปลูกมัน 30 ตันต่อไร่ตามที่นักวิชาการเกษตรออกมาบอกว่าไม่สามารถทำได้นั้น ทำได้จริงนะครับ เพราะเรื่องบางอย่างก็อาจมีคำว่า "ตามหลักวิชาการแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว" มีคนไปพิสูจน์แล้วว่าขนาดหัว น้ำหนัก และปริมาณแป้ง ที่ขุดขึ้นมานั้น ได้คุณภาพตรงตามที่โฆษณาไว้ คนที่ไปพิสูจน์มาแล้วคือนายพีระกานต์ แสนชั่ง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตร ของบริษัทสงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด ผู้รับซื้อมันสำปะหลังรายใหญ่ของภาคอีสาน ที่อยู่ใน จ.นครราชสีมา และการประเมินน้ำหนักของมันสำปะหลังที่ขุดได้นั้น ธกส. ชัยภูมิ เป็นผู้ประเมินเอง ล่าสุดที่ขุดขึ้นมานั้น ประเมินน้ำหนักได้ 26 ตัน/ไร่ ครับ ถ้าไม่เชื่อสามารถขอชมวีดีโอตอนขุดได้ที่ นายพีระกานต์ แสนชั่ง 086-7520839, 089-8459838

  ความคิดเห็นที่ : 1 โดย : deaw/rs_deaw@hotmail.com เมื่อ : 15/7/2551 16:33:00

อยากทราบวิธีเพ่มผลผลิต
  ความคิดเห็นที่ : 2 โดย : โน่ง เมื่อ : 24/7/2551 11:38:00

อยากทราบวิธีเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
  ความคิดเห็นที่ : 3 โดย : โน่ง เมื่อ : 24/7/2551 11:40:00

ผมเป็นเกษตรกรรายใหญ่ครับของความรู้เรืยนปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตด้วยครับ
  ความคิดเห็นที่ : 4 โดย : กฤษณะ/kitsanachan@hotmail.com เมื่อ : 27/7/2551 10:39:00

อยากทราบถึงวิธีการเพิ่มผลผลิตค่ะ ที่บ้านก็ปลูกมันสำปะหลัง ผลผลิตปราะมาณ 7ตัน/ 1 ไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพดินที่ปลูกรึเปล่าคะ
  ความคิดเห็นที่ : 5 โดย : จุฑามาศ/juthamart.a@gmail.com เมื่อ : 27/7/2551 13:11:00

อยากทราบวิธีเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังค่ะ
  ความคิดเห็นที่ : 6 โดย : วิชุดา/vichu.1977@hotmail.com เมื่อ : 28/7/2551 11:35:00

การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังทำไม่ยากครับ โดยไม่ต้องคำนึงถึงดินที่ปลูก ไม่ต้องคำนึงถึงพันธุ์ที่ปลูกเหมือนกัน มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ครับ

ฟื้นฟูสภาพดินที่ถูกทำลาย ซึ่งเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์ และมีธาตุอาหารครบตามที่มันสำปะหลังต้องการคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม
ตัวแรกคือ N หรือที่รู้จักกันดีในชื่อปุ๋ยยูเรีย การตรึงไนโตรเจนมาให้มันสำปะหลังใช้มีอยู่หลายวิธี ซึ่งในโตรเจนมีอยู่ในอากาศถึง 78 เปอร์เซนต์ของก๊าสต่างๆ สามารถทำได้โดยการใช้จุลินทรีย์ชนิดที่ตรึงไนโตรเจน คือไรโซเบียม (หาได้จากปมรากถั่วและโสน หรือสามารถซื้อจากผู้ผลิตจุลินทรีย์โดยตรง (ไม่ใช่ EM) หรือมีอยู่มากในขึ้ไก่แกลบ
ตัวที่สองคือ P คือ ฟอสฟอรัส เกิดจากการสลายตัวของอินทรีย์วัตถุ ความสำคัญของธาตุฟอสฟอรัสคือ ช่วยการเจริญเติบโตของรากแขนงและรากฝอยในระยะแรก ช่วยเร่งให้พืชแก่เร็ว ช่วยให้ดอก ผล เมล็ดของพืชสมบูรณ์ สามารถหาได้จากมูลสัตว์ต่างๆ
และตัวที่สามคือ K โพแทสเซียม เป็นแร่ธาตุที่เกิดจากการสลายตัวของหินแร่ต่างๆ ที่อยู่ในดิน ซึ่งจะพบมากในดินเหนี่ยว เป็นธาตุที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที ส่วนมากมักไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช เป็นธาตุที่จำเป็นต่อขบวนการสร้างแป้งและน้ำตาล หรือในการสร้างหัวและสะสมแป้งของมันสำปะหลังนั่นเอง สามารถหาได้จากปุ๋ยขี้เถ้า แกลบเผา เช่นเมื่อชาวนาเผาซังข้าวจะกลายเป็นปุ๋ยโพแทสเซียมในอนาคตและสามารถหาซื้อได้จากท้องตลาดซึ่งใช้เป็นแม่ปุ๋ย
และมีแร่อื่นๆที่จำเป็นสำหรับการปรับสภาพดินคือ
1. เพอร์ไลท์ (perlite) เพอร์ไลท์เป็นวัสดุธรรมชาติที่เกิดจากการสลายตัวของหินภูเขาไฟ ช่วยในการดูดซึม เก็บความชื้น และของเหลวต่างๆ ไว้เหมือนแหล่งกักเก็บ ที่ไม่ยอมให้สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชถูกพัดไหลไป
2. ปูนแร่โดโลไมท์ มีปริมาณธาตุอาหารรับรองที่เป็นประโยชน์อย่างมากกับพืชใช้กับพืชสวนไร่นา แร่โดโลไมท์ช่วยปรับปรุงดินให้ร่วนซุย แก้ความเป็นกรดของดิน มีธาตุอาหารเสริม คือ แคลเซียม และแมกนีเซียม ที่จำเป็นสำหรับพืช ช่วยในการสร้างคลอร์โรฟิลล์ (สารสีเขียวในพืช) เพื่อพืชจะได้นำไปใช้ในการปรุงอาหารได้อย่างเต็มที่
3. ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หาได้จากขี้ไก่ไข่
สรุปคือ มันสำปะหลังเป็นพืชที่ต้องการน้ำในระยะแรกของการเจริญเติบโตคือในช่วง 1-4 เดือนแรก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ไรโซเบียมตรึงไนโตรเจนเพื่อบำรุงรากลำต้นและใบของพืชอีกทั้งยังต้องมีน้ำในการเจริญเติบโตจึงต้องมีแร่เพอร์ไลท์ในการดูดซับน้ำและความชุ่มชื้นและในระยะยาวต้องมีโดโลไมด์และอินทรีย์วัตถุต่างๆ เช่นมูลสัตว์และกากมันสำปะหลังหรือขี้เค้กที่ได้จากการผลิตอ้อย มาช่วยในการปรับสภาพดินให้เป็นกลางและทำให้ให้ดินร่วนซุย เมื่อถึงระยะ หลังจาก 4 เดือนมันสำปะหลังจะเริ่มสะสมแป้งดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ธาตุอาหารตัวหลังคือโพแทสเซียมในการช่วยให้หัวมีขนาดใหญ่และสะสมแป้งได้ดี แค่นี้ก็เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังได้แล้วครับ
  ความคิดเห็นที่ : 7 โดย : ฤทธิชัย/rs_deaw@hotmail.com เมื่อ : 31/7/2551 9:47:00

อีกอย่างนะครับ ไม่ต้องใช้สารเคมีเพราะจะทำให้ดินเสื่อมสภาพไปด้วย และการใช้พันธุ์มันสำปะหลังต้องเลือกต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์ และสด เพราะอิทธิพลในการเกิดรากของมันสำปะหลังเกิดจากน้ำยางที่มีอยู่ในลำต้น หากมีน้ำยางมากรากที่ออกก็จะมากตามไปด้วย และอัตราการงอกก็จะมากตามไปด้วย ต้นมันที่ดีควรจะเก็บไว้ไม่เกิน 1 เดือน นะครับ และเมื่อดินร่วนซุยก็จะทำให้รากมีความยาวมากกว่า 1 เมตร อีกอย่างคือควรจะปลูกให้ห่างประมาณ 1 เมตรต่อต้นเพราะจะทำให้รากขยายได้และไม่แย่งอาหารกัน

เคล็ดลับนะครับ ควรตัดท่อนมันให้ยาวประมาณ 40-50 ซม. เพราะจะทำให้อัตราการงอกสูงและปริมาณน้ำยางจะคงอยู่ในลำต้นมาก รากที่งอกก็จะมากตามไปด้วย การปลูกควรปลูกสับหว่างกัน เพราะจะทำให้ต้นมันได้รับแสงแดดอย่างสม่ำเสมอทำให้หัวมันมีน้ำหนักดี สังเกตได้จากต้นมันที่อยู่แถวนอกสุดมักจะหัวใหญ่เพราะได้รับแสงแดดมากกว่าต้นที่อยู่แถวใน
  ความคิดเห็นที่ : 8 โดย : ฤทธิชัย/rs_deaw@hotmail.com เมื่อ : 31/7/2551 9:54:00

ขอเชิญพี่น้องเกษตรกรร่วมชมนิทรรศการ การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง เป้าหมาย 10-30 ตันต่อไร่ ด้วยวิถีชีวภาพ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2551 08-17.00 น. ณ ส่วนน้ำบุ่งตาหลั่ว จังหวัดนครราชสีมา จัดโดย บริษัทสงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด

ในงานคุณจะได้พบกับ
-นิทรรศกาลเกี่ยวกับมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลังของประเทศไทย
-เทคนิคการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง 30 ตัน ด้วยวิถีชีวภาพ
-การแสดงผลงาน(หัวมันสำปะหลัง)ของเกษตรกรจากหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยในกลุ่มผู้ใช้จุลินทรีย์ 12 ตระกูล
-พบและพูดคุยกับเจ้าของแปลงเจ้าของแนวคิดการใช้จุลินทรีย์ 12 ตระกูล และผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกมันสำปะหลัง ได้ 30 ตันต่อไร่ จาก จ.ชัยภูมิ
-เยี่ยมชมแปลงสาธิตหลายแปลงในจังหวัดนครราชสีมา มีรถบริการฟรี!
-ลงชื่อเข้ารับการอบรมเทคนิคการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังที่จะจัดในวันที่ 13 ส.ค. 2551 ฟรี!

สนใจขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพีระกานต์ แสนชั่ง โทร.086-7520839

ฤทธิชัย ผู้เผยแพร่ข้อมูล 0897177530 rs_deaw@hotmail.com
  ความคิดเห็นที่ : 9 โดย : ฤทธิชัย/rs_deaw@hotmail.com เมื่อ : 31/7/2551 12:11:00

ปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง...ควรทำอย่างไร
ดร. โอภาษ บุญเส็ง
ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6
ตีพิมพ์ในเทคโนโลยีชาวบ้าน มติชนบท วันที่ 1 มีนาคม 2551

สถานการณ์ในปัจจุบัน
การผลิตหัวสดมันสำปะหลังภายในประเทศที่ผ่านมาในอดีตผลิตได้สูงสุดปีละประมาณ 20 ล้านตันจากพื้นที่ปลูกเกือบ 7 ล้านไร่ การผลิตเอทานอลจากหัวมันสำปะหลัง ทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวทั้งภาครัฐบาลและเอกชนว่า จะไม่สามารถหาผลผลิตหัวสดมารองรับโรงงานผลิตเอทานอลได้อย่างแน่นอน จากการให้สัมภาษณ์ของนายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทยว่าในปี 2550 รัฐบาลได้อนุมัติให้มีการสร้างโรงงานผลิตเอทานอลไปแล้ว 49 โรง กำลังการผลิตรวมกันทั้งสิ้น 11 ล้านลิตรต่อวัน มีความต้องการผลผลิตหัวสด 15 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้มีการนำข้าวโพดไปผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป ทำให้ความต้องการมันสำปะหลังเพื่อไปแทนข้าวโพดในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มากขึ้น ประกอบกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความต้องการมันเส้นไปผลิตเอทานอลมากเป็นพิเศษด้วย ดังนั้นตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไปความต้องการผลผลิตหัวสดเพื่อให้พอรองรับภาคอุตสาหกรรมเอทานอล แป้ง และมันเส้นจะต้องสูงกว่า 35 ล้านตันต่อปีอย่างแน่นอน ผู้เขียนในฐานะที่ทำงานวิจัยมันสำปะหลังมาเกือบ 30 ปี อดคิดเป็นห่วงในเรื่องนี้ไม่ได้ หวังว่านักวิจัยมันสำปะหลังทุกท่านคงต้องช่วยกันค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ มาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 5 ตันต่อไร่ เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวที่เติบโตขึ้นอย่างมโหฬารในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนี้นักวิจัยต้องช่วยกันจับผิดและชี้แจงข่าวการโฆษณาชวนเชื่อนวัตกรรมการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังที่เกินความเป็นจริง ซึ่งสร้างความสับสนและความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง

การปลูกมันสำปะหลังให้ได้ 30 ตันต่อไร่ตามกระแสของปราชญ์ชาวบ้าน...ทำได้จริงหรือ
มีกระแสข่าวลือในหมู่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ว่ามีปราชญ์ชาวบ้านในเขตจังหวัดชัยภูมิ จัดอบรมเกษตรกรโครงการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ 30 ตันต่อไร่ด้วยนวัตกรรมที่คิดขึ้นมาเอง โดย เน้นหลักการใหญ่ 2 ประการ เพื่อสร้างจุดขายของปราชญ์ชาวบ้านผู้นี้ คือ เทคนิคการใช้ท่อนพันธุ์ปลูก และการใช้ปุ๋ยชีวภาพจากจุลินทรีย์ 12 ตระกูล คือ photosynthetic bacteria, yeasts, actinomysys, streptococcus, streptomysys, lactobacillus, aspergillus, bacillus, clostridium, pecdiococcus, asomonus และ sacaromicroosys ใช้เป็นหัวเชื้อในการย่อยสลายอินทรียวัตถุในกระบวนการผลิตปุ๋ยชีวภาพ โดย วัสดุที่ใช้ผลิตปุ๋ยชีวภาพมีโดโลไมท์ มูลโค มูลไก่ไข่ มูลไก่เนื้อผสมแกลบ มูลค้างคาว และขี้เค้กหรือตะกอนดินที่ได้จากโรงงานน้ำตาล อย่างละ 500 กิโลกรัม พร้อมรำละเอียดอีก 90 กิโลกรัม ใช้เวลาหมักนาน 15 วัน จะได้ปุ๋ยชีวภาพจากจุลินทรีย์ จำนวน 3 ตัน ใช้เป็นปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
กล่าวโดยรวมในเรื่องปุ๋ยชีวภาพจากจุลินทรีย์ที่โฆษณาดังกล่าวนี้ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษไปจากปุ๋ยชีวภาพที่แนะนำโดยกรมพัฒนาที่ดิน หรือปุ๋ยชีวภาพที่บริษัทเอกชนผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่าย โดย มีสารโดโลไมท์เป็นแหล่งให้ธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เป็นกลาง ส่วนมูลโค มูลไก่ไข่ และมูลไก่เนื้อผสมแกลบเป็นแหล่งให้ไนโตรเจนและปรับโครงสร้างดินให้ร่วนขึ้น สำหรับมูลค้างคาวเป็นแหล่งให้ฟอสฟอรัสและไนโตรเจน ขี้เค้กเป็นแหล่งให้โพแทสเซียม ส่วนรำละเอียดเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรทให้กับจุลินทรีย์ใช้ในการย่อยสลายวัสดุทั้งหมดเพื่อให้เป็นปุ๋ยชีวภาพ ดังนั้น การใช้ปุ๋ยชีวภาพดังกล่าวในอัตรา 2 ตันต่อไร่ จึงประกอบไปด้วยธาตุอาหารหลักอย่างไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ส่วนธาตุอาหารรองก็ประกอบไปด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียม มีปูนโดโลไมด์ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เป็นกลาง เรียกได้ว่าปรับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เหมาะสมต่อการปลูกมันสำปะหลังซึ่งเหมือนกับกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 2 ตันต่อไร่
เทคนิคการใช้ท่อนพันธุ์ปลูก โดย สร้างจุดขายของการปลูกมันสำปะหลังให้ออกหัวแบบคอนโค แบบคอนโดสามเหลี่ยม และแบบคอนโคพวงร้อย เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้คิดว่าวิธีการปลูกแบบดังกล่าวเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ สามารถนำพาไปสู่การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ 30 ตันต่อไร่ได้ ผู้เขียนได้ศึกษารายละเอียดวิธีการปลูกทั้งสามแบบ โดย แบบที่ 1 การปลูกให้ออกหัวแบบคอนโค ใช้ท่อนพันธุ์ส่วนที่เป็นลำต้นตัดแบบโคนตรง ปกติเกษตรกรมักตัดแบบโคนเฉียง 45 องศา โดย เฉือนเอาตาข้างท่อนพันธุ์จากด้านล่างออก 7 ตา เพื่อหวังให้ได้หัวที่เกิดจากฐานรอบโคน 9 หัว และข้างลำต้นที่เฉือนเอาตาออกอีก 7 หัว เรียงเป็นชั้นคล้ายคอนโคมิเนียมในเมืองหลวง ส่วนแบบที่ 2 การปลูกให้ออกหัวแบบคอนโคสามเหลี่ยม ใช้ท่อนพันธุ์ส่วนที่เป็นลำต้นที่มีกิ่งสามง่ามแรก (primary branch) ติดอยู่ด้วยปลูก โดย เฉือนเอาตาข้างท่อนพันธุ์จากด้านล่างออก 7 ตา และเฉือนเอาตาข้างส่วนที่เป็นกิ่งออกกิ่งละ 2 ตา เพื่อหวังให้ได้หัวที่เกิดจากตาข้างกิ่งเพิ่มขึ้นอีก 6 หัว เรียงเป็นชั้นคล้ายคอนโคมิเนียมสามเหลี่ยม และแบบที่ 3 การปลูกให้ออกหัวแบบคอนโคพวงร้อย ใช้ท่อนพันธุ์คล้ายกับการปลูกแบบคอนโดสามเหลี่ยม แต่เป็นลำต้นที่มีกิ่งสามง่ามที่สอง (secondary branch) ติดอยู่ด้วยปลูก โดย มีความเชื่อว่าส่วนที่เป็นกิ่งสามง่ามที่สองอยู่ใกล้ยอด เป็นกิ่งที่อ่อนกว่ากิ่งสามง่ามแรกของลำต้นจะเจริญเติบโตได้เร็วและให้ผลผลิตดีกว่า การปลูกทั้งสามแบบใช้ท่อนปลูกยาว 40 เซนติเมตร ปลูกปักตรง โดย ให้ส่วนที่เฉือนตาออกทั้งส่วนที่อยู่ด้านข้างลำต้นและกิ่งอยู่ใต้ดิน
ในทางพฤกษศาสตร์นั้นรากฝอย (adventitious roots) ของท่อนปลูกมันสำปะหลังจะเกิดขึ้นที่เพอริไซเคิล (pericycle) อยู่บริเวณรอยแผลระหว่างเปลือกกับเนื้อไม้ของท่อนปลูก นอกจากนี้รากฝอยยังเกิดที่ตาของท่อนปลูกอีกด้วย รากฝอยที่เกิดจากรอยแผลที่โคนของท่อนปลูกมีมากกว่า 50 ราก ส่วนรากฝอยที่เกิดจากรอยแผลที่ตามีน้อยมากเมื่อเปรียบกับรอยแผลที่โคนของท่อนปลูก ดังนั้น การที่งอกฝอยจะพัฒนาเป็นหัวสะสมแป้งเป็นจำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับการเคลื่อนย้ายน้ำตาลและสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะความแน่นของดินที่ใช้ปลูก รากฝอยที่เกิดจากรอยแผลที่โคนท่อนปลูกจะพัฒนาเป็นหัวสะสมอาหารได้ดีกว่ารากฝอยที่เกิดจากรอยแผลที่ตา หัวที่เกิดจากรอยแผลที่ตาจะมีขนาดเล็กกว่าหัวที่เกิดจากรอยแผลที่โคนท่อนปลูกมาก และเสี่ยงที่จะเป็นหัวที่ลอยโผ่พื้นดิน เป็นหัวแคระแกรนไม่โต มีแป้งน้อย ในกรณีที่เกิดปัญหาหัวเน่ารากฝอยที่เหลือสามารถพัฒนาเป็นหัวสะสมอาหารขึ้นมาใหม่ได้อีก ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องเฉือนเอาตาข้างของลำต้นและตาข้างของกิ่งสามง่ามออกเพื่อทำให้เกิดหัวสะสมอาหารเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นการยากต่อการปฏิบัติและการปลูกในสภาพไร่ที่มีความชื้นในดินเป็นปัจจัยจำกัดต่อการงอกของท่อนปลูกมันสำปะหลัง รากฝอยที่เกิดจากรอยแผลที่โคนของท่อนปลูกก็มีมากเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นหัวสะสมอาหารได้ นอกจากนี้หัวที่เกิดจากโคนท่อนปลูกจะออกรอบโคน สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว และหัวขาดยากเมื่อมีการขุดถอนหัวมันสำปะหลัง
การให้ผลผลิตของมันสำปะหลังนั้นขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อม ในแง่ของพันธุ์ควรเลือกพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ที่ปลูก ส่วนสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดผลผลิตของมันสำปะหลังก็คือความอุดมสมบูรณ์ของดินและความเป็นประโยชน์ของน้ำในดิน ถึงแม้ว่าดินจะมีธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองที่จำเป็นเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังแล้ว ดินต้องมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดีด้วย มีความสามารถให้น้ำส่วนเกินในฤดูฝนซึมผ่านลงใต้ดินได้ดี เพื่อไม่ให้เกิดหัวเน่าเพราะน้ำท่วมขัง และไม่มีชั้นดินดานปิดกั้นการใช้น้ำจากใต้ดินของมันสำปะหลังในช่วงฤดูแล้ง หมายความว่า ดินต้องมีคุณสมบัติทางกายภาพเพื่อช่วยส่งเสริมให้ใช้น้ำได้ดีทั้งในฤดูฝนและแล้ง โดย ตลอดการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังจะมีช่วงชะงักการเจริญเติบโตในช่วงฤดูแล้ง ประมาณ 5 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ผลผลิตไม่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ดังนั้น การส่งเสริมให้มันสำปะหลังได้ใช้น้ำในช่วงนี้ เพื่อให้มันสำปะหลังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีผลทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการทำงานวิจัยมันสำปะหลังมาเกือบ 30 ปี พบว่า ข้อมูลที่ได้จากการทดลองผลผลิตมันสำปะหลังที่อายุ 12 เดือนภายใต้ประชากรหรือมีจำนวนต้น 1,600 ต้นต่อไร่หรือระยะปลูก 1x1 เมตร โดย แปลงทดลองขนาดเล็กได้ผลผลิตสูงสุด 14 ตันต่อไร่โดยคำนวณจากพื้นที่ 96 ตารางเมตร แปลงทดลองขนาดใหญ่ได้ผลผลิตสูงสุด 12 ตันต่อไร่โดยคำนวณจากพื้นที่ 1 ไร่จริง ถ้ามีการใช้แบบจำลองมันสำปะหลังโปรแกรม DSAT เพื่อคำนวณหาศักยภาพในการให้ผลผลิตของมันสำปะหลังโดยป้อนข้อมูลพันธุ์ดี การใช้ปัจจัยการผลผลิตที่เหมาะสม จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง โปรแกรมคำนวณออกมาได้ผลผลิตสูงสุด 20 ตันต่อไร่ เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2550 ผู้เขียนและคณะได้มีโอกาสไปติดตามแปลงสาธิตโครงการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ 30 ตันต่อไร่ โดย ทำตามวิธีการที่ปราชญ์ชาวบ้านโฆษณาไว้ ณ มูลนิธิพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ตำบลห้วยบ่ง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา สุ่มเก็บเกี่ยวขึ้นมาแล้ว ทุกคนคาดว่าผลผลิตที่อายุ 12 เดือน ไม่น่าถึง 4 ตันต่อไร่ แสดงให้เห็นว่า ผลผลิตแปรปรวนตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความเป็นประโยชน์ของน้ำในดินของพื้นที่นั้นเป็นหลัก ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับปรุงดินเพื่อให้มีสมรรถนะในการให้ผลิตสูง ไม่ใช่แค่ใช้เทคนิคการปลูกแบบคอนโดและใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ 12 ตระกูลดังที่โฆษณาไว้ แล้วได้ผลผลิต 30 ตันต่อไร่ในทุกพื้นที่ภายในปีเดียว นี่คือ การโฆษณาชวนเชื่อที่เกินความเป็นจริง เป็นการหลอกลวงระดับชาติ สร้างความสับสน และความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง

การปลูกมันสำปะหลังให้ได้ 10 ตันต่อไร่ที่อายุ 6 เดือน เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่หลอกลวง...
ข่าวนี้ลงโฆษณาในทีวีและวิทยุสร้างความสับสนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมากพอสมควร โดย มีการสร้างจุดขายที่จะนำไปสู่เป้าหมายผลผลิต 10 ตันต่อไร่ที่อายุ 6 เดือน คือ การใช้พันธุ์อายุสั้น เทคนิคการปลูก และฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต นวัตกรรมดังกล่าวนี้ขายพร้อมท่อนพันธุ์ในราคา 5,000 บาทต่อไร่ บริษัทขอรับรองว่าสามารถทำได้ในทุกสภาพพื้นที่ ผู้เขียนได้ศึกษารายละเอียดของวิธีการดังกล่าว โดยมีการใช้พันธุ์ที่ทางบริษัทปรับปรุงขึ้นมาเองมีชื่อว่า พันธุ์ทองขาว ทองแดง และทองเหลือง โดยกล่าวอ้างว่าให้ผลผลิตสูง ในส่วนของเทคนิคการปลูก คือ การยกร่องปลูกแบบร่องปลูกผัก มีขนาดกว้าง 1.50 เมตร ความยาวของร่องไม่จำกัด ตัดท่อนพันธุ์ยาว 50 เซนติเมตร นำท่อนพันธุ์มาห่อด้วยกระสอบเปียกซึ่งชุบด้วยฮอร์โมนที่ประกอบด้วยสารไคโตซานและฮอร์โมนเร่งการเกิดของราก เมื่อรากออกเป็นปมแล้วย้ายลงปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ โดย ปลูกบริเวณริมขอบแปลงที่เตรียมไว้ ใช้ 2 ท่อนพันธุ์ ปลูกไขว้กันแบบกากบาท หรือในทำนองว่า 1 หลุมใช้ท่อนปลูก 2 ต้น แต่ปลูกไขว้กันแบบกากบาท ระยะระหว่างแถว 150 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 50-100 เซนติเมตร โดย พ่นสารฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตทางใบเดือนละ 1-2 ครั้ง กล่าวโดยรวมนวัตกรรมนี้ไม่เน้นการใช้ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารหลักเลย เมื่อศึกษาสรีรวิทยาของมันสำปะหลัง พบว่า มันสำปะหลังต้องใช้เวลา 4 เดือนในการสร้างทรงพุ่มใบให้คลุมพื้นที่เพื่อเป็นครัวสร้างแป้ง ดังนั้น จึงมีเวลาสร้างแป้งเพื่อส่งไปสะสมที่หัวแค่ 2 เดือน ผลผลิตมันสำปะหลังที่ได้จะก้าวกระโดดสูงถึง 10 ตันต่อไร่คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เวลานี้ราคาหัวมันสูงทำให้เกิดกระแสการปลูกมันสำปะหลังในนาหลังเก็บเกี่ยวข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก คือ ปลูกพฤศจิกายนเก็บเกี่ยวพฤษภาคม โดย ใช้เวลา 6-7 เดือน เกษตรกรหลายรายถูกหลอกให้ซื้อนวัตกรรมนี้เพื่อไปปลูกหลังนาโดยรับประกันว่าจะได้ผลผลิต 10 ตันต่อไร่ จากการสำรวจการปลูกมันสำปะหลังในนา ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3 ตันต่อไร่ ปริมาณแป้งในหัวสดต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
สำหรับเรื่องของพันธุ์ที่ใช้ปลูก สันนิฐานว่าพันธุ์พวกนี้เป็นพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรคัดทิ้งในขั้นตอนของการเปรียบเทียบพันธุ์ในไร่เกษตรกร โดย บริษัทแอบอ้างว่าเป็นพันธุ์ที่ทางบริษัทปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ส่วนเทคนิคการปลูก โดย นำท่อนพันธุ์มาห่อด้วยกระสอบเปียกที่ชุบด้วยฮอร์โมนที่ประกอบด้วยสารไคโตซานและฮอร์โมนเร่งการเกิดของราก ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อการเกิดการเน่าเปื่อยของท่อนปลูก เนื่องจากเกิดความร้อนจากจุลินทรีย์ในขณะที่ท่อนปลูกถูกห่อด้วยกระสอบเปียก และเสี่ยงต่อรากอาจเกิดถูกกระทบกระเทือนในขณะขนย้ายลงปลูกในแปลง ที่ถูกต้องควรแช่ท่อนพันธุ์ในสารดังกล่าวแล้วนำท่อนพันธุ์ไปปลูกก่อนที่รากจะงอก การปลูกหลุมละ 2 ต้น ปลูกแบบไขว้กากบาท โดย มีความเชื่อว่าการปลูกหลุมละสองต้นจะช่วยกันสร้างทรงพุ่มเหนือพื้นดินได้มากเพื่อทำหน้าเป็นครัวผลิตแป้งส่งมายังราก นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มจำนวนหัวสะสมแป้งเพื่อรองรับปริมาณการผลิตแป้งที่ได้จากทรงพุ่มใบ เรียกว่า ใช้ประโยชน์จากทฤษฎี sink and source มากำหนดวิธีการปลูกแบบหลุมละสองต้น แต่มองข้ามในเรื่องทฤษฎีการแข่งขันระหว่างต้นที่เรียกว่า intra-plant competition ไป การปลูกแบบหลุมละสองต้นจะมีการแข่งขันระหว่างต้นทำให้ต้นหนึ่งโตอีกต้นหนึ่งแคระแกรน ทั้งสองต้นไม่ได้ส่งเสริมซึ่งกันและกันเหมือนดังความเชื่อที่กล่าวข้างต้น ผิดกับทฤษฏีการทาบกิ่ง (grafting theory) ส่วนของท่อนพันธุ์ที่ใช้ทาบกิ่งทั้งสองส่วนจะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน ตามวิธีการของมูกิบัดนักวิจัยชาวอินโดนีเซียที่เสนอในที่ประชุมทางวิชาการของสมาคมมันสำปะหลังโลกเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา โดย นำมันสำปะหลังพันธุ์ป่าเป็นส่วนยอดซึ่งให้ทรงพุ่มมากเป็นครัวผลิตแป้ง และพันธุ์ที่ให้หัวมากเป็นต้นตอไว้เก็บสะสมแป้งที่ทรงพุ่มใบผลิตส่งลงมาเก็บที่หัว
ส่วนฮอร์โมนเร่งการเกิดของรากและสารไคโตซาน ผู้เขียนขอแนะนำว่าการใช้ท่อนพันธุ์ปลูกที่ดี คือ ท่อนพันธุ์ที่อายุระหว่าง 8-12 เดือนปลูกในดินที่มีความชื้นพอเหมาะก็เพียงพอต่อการเกิดของรากแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเร่งการเกิดของราก เนื่องจากตามปกติที่รอยแผลของโคนท่อนปลูกจะเกิดรากฝอยมากกว่า 50 รากตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สำหรับสารไคโตซานเป็นสารโพลิเมอร์ธรรมชาติประเภทแซคคาไรด์ มีโครงสร้างคล้ายกับเซลลูโลสจากพืช สกัดจากสารไคตินซึ่งเป็นองค์ประกอบอยู่ในเปลือกนอกของสัตว์พวกปู หอย กุ้ง แมลง และเชื้อรา สารธรรมชาตินี้มีลักษณะโดดเด่น คือ เป็นวัสดุชีวภาพย่อยสลายตามธรรมชาติ ปลอดภัยเมื่อใช้กับมนุษย์ และไม่เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม โดย ไคโตซานจะซึมผ่านเข้าทางผิวใบและลำต้นพืช เป็นตัวกระตุ้นให้พืชผลิตเอ็นไซม์เพื่อป้องกันการคุกคามของโรคพืช กระตุ้นให้พืชสร้างสารลิกนินและแทนนินคล้ายแวกซ์ เพื่อป้องกันการกัดดูดกินของแมลงศัตรูพืช นอกจากนี้ ไคโตซานยังส่งเสริมการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน เช่น actiomycetes sp. แต่ลดปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรค เช่น phythopthora sp. โดยตามธรรมชาติ พบว่า มันสำปะหลังมีศัตรูจากแมลงและโรคน้อยมาก เนื่องจากภายในตัวพืชสามารถสร้างสารพิษไซยาไนด์ได้ในทุกส่วนของอวัยวะ สำหรับในส่วนของใบและลำต้นสามารถสร้างแวกซ์ขึ้นมา เพื่อป้องกันการคายน้ำอยู่แล้วทำให้มันสำปะหลังมีลักษณะทนแล้งได้ดี ดังนั้น การใช้สารไคโตซานจึงไม่จำเป็นในมันสำปะหลัง แต่อาจจำเป็นต่อพืชชนิดอื่นที่มีโครงสร้างอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูพืช

การปลูกมันสำปะหลังเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงโดยใช้หินฝุ่นความเป็นไปได้ขนาดไหน...
ในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ เป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญแห่งหนึ่ง มีพื้นที่ปลูกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งโรงงานโม่หินในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีหินฝุ่นเป็นของเหลือใช้จากโรงงานชนิดนี้เป็นจำนวนมหาศาล จากการศึกษาพบว่าหินฝุ่นนี้ประกอบไปด้วยธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อพืช ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส ทองแดง และสังกะสี นอกจากนี้ หินฝุ่นยังช่วยปรับสภาพเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เป็นกลาง ช่วยทำให้ดินร่วนซุยขึ้น ในถั่วลิสงถือว่าธาตุอาหารรองอย่างแคลเซียมมีความสำคัญมากต่อการสร้างฝักและการติดเมล็ดของฝัก ส่วนในมันสำปะหลังถือว่าธาตุอาหารหลักอย่างโพแทสเซียมมีความสำคัญมากในการสร้างแป้งและการเคลื่อนย้ายแป้งในหัว การใช้หินฝุ่นเป็นเพียงการเสริมธาตุอาหารรองที่จำเป็นให้พืช เพื่อให้พืชนั้นมีคุณภาพของผลผลิตที่ดีขึ้น การใช้หินฝุ่นในมันสำปะหลังคงเป็นแต่เพียงการปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เป็นกลางมากขึ้น ช่วยทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้น การใช้หินฝุ่นต้องใส่ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และเคมี เพราะปุ๋ยทั้งสองให้ธาตุอาหารหลักอย่างไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ข้อควรระวังเป็นพิเศษ การใส่หินฝุ่นติดต่อกันอาจทำให้ดินเกิดสภาพเกินปูนแก้ไขได้ยาก ดังนั้น การใช้หินฝุ่นในมันสำปะหลัง ผลผลิตจะขึ้นอยู่กับธาตุอาหารหลักที่ใส่ลงไปและความเป็นประโยชน์ของน้ำในดินต่อมันสำปะหลังตลอดช่วงของการเจริญเติบโตของพื้นที่นั้นเป็นหลัก

การให้น้ำมันสำปะหลังสามารถยกระดับผลผลิตให้สูงขึ้นได้อย่างแน่นอน...
ในช่วงสองปีที่ผ่านมาราคามันสำปะหลังสูงมากเป็นประวัติศาสตร์การปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทยเนื่องจากมีการนำข้าวโพดไปผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป ดังนั้น ความต้องการมันสำปะหลังไปแทนข้าวโพดในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จึงมีมากขึ้น ประกอบกับสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการมันเส้นไปผลิตเอทานอลมากเป็นพิเศษ ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูการปลูกมันสำปะหลังแบบมีการให้น้ำของเกษตรกรในเขตอำเภอครบุรี หนองบุญมาก และเสิงสางของจังหวัดนครราชสีมา ถือได้ว่าแหล่งปลูกมันสำปะหลังดังกล่าวนี้ มีเทคโนโลยีการปลูกมันสำปะหลังที่ดีที่สุดในโลก ได้ศึกษารายละเอียดวิธีการปลูกมันสำปะหลังแบบมีการให้น้ำ โดย ใช้น้ำใต้ดินที่ถูกสูบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า หนึ่งบ่อมีน้ำใช้เพียงพอต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 10 ไร่ โดย ให้น้ำผ่านท่อหลักพีวีซีที่มีบันไดเปิดปิดน้ำ แล้วแยกตามร่องปลูกด้วยสายยางน้ำหยด การให้น้ำใช้เวลา 3 ชั่วโมงต่อพื้นที่หนึ่งจุดโดยหมุนเวียนกันไป พื้นที่ปลูก 10 ไร่ จะใช้เวลาในการให้น้ำ 1-2 วันต่อครั้ง ตลอดอายุมันสำปะหลังจะให้น้ำ 4-8 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาวะแห้งแล้งที่เกิดขึ้น เก็บเกี่ยวที่อายุ 12-14 เดือนได้ผลผลิต 10-12 ต้นต่อไร่ เมื่อเปรียบกับผลผลิตแบบไม่ให้น้ำได้ 6 ตันต่อไร่
เมื่อศึกษาโมเดลการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง พบว่า มันสำปะหลังจะหยุดชะงักการเจริญเติบโตในช่วงฤดูแล้ง 5 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม โดย จำนวนใบที่ทำหน้าที่เป็นครัวสร้างแป้งลดลง เพื่อลดการคายน้ำออกจากต้น ค่าดัชนีพื้นที่ใบที่มีประสิทธิภาพในการสร้างแป้งได้มากที่สุดเท่ากับ 4 หมายความว่า ถ้าปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 1 ตารางเมตร มันสำปะหลังสามารถสร้างพื้นที่ใบได้ 4 ตารางเมตร ค่าดัชนีพื้นที่ใบที่สูงกว่านี้ใบจะเกิดการบังแสงกันซึ่งกันและกัน ทำให้ประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงของใบลดลง ดังนั้น ควรให้น้ำในช่วงฤดูแล้งเพื่อจะช่วยให้มันสำปะหลังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือทำให้ใบร่วงน้อยที่สุด มีผลทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่ละเดือนอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น เมื่อวิเคราะห์โมเดลการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง การปลูกมันสำปะหลังแบบมีการให้น้ำเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด ต้องปลูกในช่วงต้นฤดูฝน คือ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม มีการให้น้ำในช่วงสองเดือนแรกของการเจริญเติบโตตามความจำเป็นและให้น้ำเต็มที่ในช่วงฤดูแล้ง 5 เดือนตามที่กล่าวข้างต้น

จริง ๆแล้ว...การปลูกมันสำปะหลังเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงควรทำอย่างไร
ผลผลิตมันสำปะหลังขึ้นอยู่กับพื้นฐานการใช้ที่ดินที่ผ่านมาหรือสมรรถนะของดินเป็นหลัก ส่วนการจัดการดินและน้ำ และเทคนิคการปลูกที่ถูกต้องและเหมาะสม เป็นตัวช่วยเสริมในการยกระดับผลผลิตมันสำปะหลังให้สูงขึ้น การปรับปรุงสมรรถนะของดินที่เสื่อมโทรมแล้วต้องใช้เทคนิคและเวลาพอสมควร เพื่อให้ฟื้นกลับมามีสมรรถนะสูงเหมือนเดิม ดังนั้น การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเช่นปุ๋ยชีวภาพร่วมกับปุ๋ยเคมีประกอบกับเทคนิคการปลูก ไม่สามารถยกระดับผลผลิตให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทันทีทันใดได้เหมือนกันในทุกชนิดของดิน ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความเป็นประโยชน์ของน้ำในดินตลอดช่วงของการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังในพื้นที่นั้นเป็นหลักดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
การปรับปรุงสมรรถนะของดินให้เหมาะสมต่อการผลิตมันสำปะหลัง หลักสำคัญก็คือการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินเป็นการสร้างให้ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดี และการเพิ่มธาตุอาหารหลักให้กับดิน ได้แก่ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์หรือเปลือกมันจากโรงงานแป้งหรือปุ๋ยพืชสดจากปอเทืองและถั่วพร้าปลูกแล้วไถกลบ ในกรณีที่ดินถูกใช้งานมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดชั้นดินดานใต้ดินจากรถแทรคเตอร์ในการเตรียมดิน ทำให้ระบายน้ำลงใต้ดินได้ยากในฤดูฝน เกิดปัญหาหัวเน่าจากน้ำท่วมขัง ในช่วงฤดูแล้งมันสำปะหลังไม่สามารถใช้น้ำใต้ดินได้ ทำให้เกิดการชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้น ควรใช้หญ้าแฝกปลูกประมาณ 1-2 ปี เพราะหญ้าแฝกมีระบบรากลึกถึง 3 เมตร สามารถทำลายชั้นดินดานได้และเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดินด้วย
การเลือกฤดูปลูก หลักสำคัญก็คือควรจัดวันปลูกเพื่อให้ช่วงอายุ 3-12 เดือนของมันสำปะหลังได้รับน้ำฝนมากที่สุด โดย พื้นฐานผลผลิตจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนในช่วงอายุดังกล่าว โดย ในช่วงแรกระยะตั้งแต่ 1 - 3 เดือนหลังปลูก มันสำปะหลังต้องการน้ำน้อยเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้น เมื่อคำนวณแล้ว พบว่า การปลูกมันสำปะหลังแบบอาศัยน้ำฝนจะให้ผลผลิตสูงสุดเมื่อปลูกในช่วงฤดูร้อน (กุมภาพันธ์-มีนาคม) รองลงมา คือ ต้นฤดูฝน (เมษายน-พฤษภาคม) และปลายฤดูฝน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) แต่การปลูกในช่วงฤดูร้อนและปลายฤดูฝนมีข้อจำกัดของปริมาณน้ำฝนค่อนข้างน้อย มีผลต่อการงอกของท่อนพันธุ์
การเลือกพันธุ์มันสำปะหลัง หลักสำคัญก็คือ ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ดินร่วนเหนียวถือได้ว่าเป็นดินดี ดินชนิดนี้สามารถนำไปปั้นเป็นลูกกระสุนได้ และดินร่วนทรายถือได้ว่าเป็นดินปานกลางถึงเลว ดินชนิดนี้ไม่สามารถนำไปปั้นเป็นลูกกระสุนได้ เนื่องจากดินแตกง่ายไม่เกาะติดกัน โดย ดินร่วนเหนียว ควรปลูกพันธุ์ระยอง 5 และระยอง 72 ส่วนดินร่วนทรายควรปลูกพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 90 ห้วยบ่ง 60 และระยอง 9 เนื่องจากทั้ง 4 พันธุ์ เมื่อนำไปปลูกในดินร่วนเหนียวจะเจริญเติบโตในส่วนของลำต้นที่อยู่เหนือดินมากกว่าลงหัว หรือชาวบ้านเรียกกันว่าขึ้นต้นหรือบ้าต้นเกินไป ส่วนพันธุ์ระยอง 7 นั้นเหมาะทั้งดินร่วนเหนียวและดินร่วนทรายที่มีความชื้นของดินดีตลอดช่วงของการเจริญเติบโต แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินที่แห้งแล้ง
การเตรียมดินให้ลึก ที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ให้ความสำคัญในเรื่องการเตรียมดินมากนัก หลักสำคัญก็คือ ต้องไถดะครั้งแรกให้ลึกที่สุดด้วยผาล 3 หรือ ผาล 4 เท่านั้น ควรไถดะในขณะที่ดินมีความชื้นพอเหมาะ ห้ามไถดะด้วยผาล 7 เพราะจะไถได้ไม่ลึก การไถดะให้ลึกจะเพิ่มความสามารถในการเก็บกักความชื้นของดินได้มากขึ้นและมันสำปะหลังลงหัวได้ง่าย จากนั้น ตากหน้าดินเพื่อให้วัชพืชตาย ถ้าเป็นดินร่วนเหนียวควรไถแปรครั้งที่สองเพื่อย่อยดินด้วยผาล 7 และตามด้วยการยกร่องพร้อมปลูก ส่วนดินร่วนทรายไม่จำเป็นต้องไถแปรครั้งที่สองด้วยผาล 7 สามารถยกร่องพร้อมปลูกได้เลย ในกรณีที่เกษตรกรสามารถหาปุ๋ยอินทรีย์ได้ ควรหว่านปุ๋ยอินทรีย์ก่อนไถดะ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ได้ผล คือ ปุ๋ยมูลไก่ 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ กากมันวัสดุเหลือจากโรงงานแป้ง 2 ตันต่อไร่
การปลูกที่ถูกต้อง หลักสำคัญก็คือ ควรเลือกต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกที่มีอายุ 10-12 เดือน จะให้ความงอกดีที่สุด โดย เลือกต้นพันธุ์ที่แข็งแรง มีตาถี่ ขนาดโตพอสมควร ต้องตัดท่อนปลูกด้วยมีดที่คม เพื่อมิให้ท่อนปลูกช้ำ ยาวไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร ปลูกปักตรงให้ลึก 2 ใน 3 ของความยาวท่อนปลูก ในดินร่วนเหนียว ควรใช้ระยะแถวกว้าง 1.20 เมตร ระยะปลูกตั้งแต่ 0.50-1.00 เมตร และในดินร่วนทราย ควรใช้ระยะแถวแคบ 0.80 เมตร ระยะปลูกตั้งแต่ 0.50-0.80 เมตร เทคนิคการเฉือนตาข้างของท่อนปลูกออกเพื่อให้เกิดหัวเพิ่มขึ้นอย่ากระทำโดยเด็ดขาด เพราะรากฝอยที่เกิดจากรอยแผลที่โคนของท่อนปลูกก็มีมากเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นหัวสะสมอาหารได้ นอกจากนี้หัวที่เกิดจากโคนท่อนปลูกจะออกรอบโคนสะดวกต่อการเก็บเกี่ยวและหัวขาดยากเมื่อมีการขุดถอนหัวมันสำปะหลัง
การกำจัดวัชพืช หลักสำคัญก็คือ มันสำปะหลังใช้เวลาประมาณ 3 เดือนหลังจากปลูก เพื่อสร้างพุ่มใบให้คลุมพื้นที่ระหว่างร่องทั้งหมด ดังนั้น ภายในช่วง 3 เดือนแรกถือว่าเป็นช่วงวิกฤตของมันสำปะหลัง ต้องดูแลรักษาให้มันสำปะหลังปลอดวัชพืช ถ้าปล่อยให้วัชพืชแข่งขันกับมันสำปะหลัง มันสำปะหลังจะแคระแกร็น มีผลให้ผลผลิตลดลงมาก การกำจัดวัชพืชสามารถเลือกทำแบบผสมผสาน โดย ใช้จอบถาง รถไถเดินตามแถกระหว่างร่อง ใช้สารเคมีประเภทคลุมก่อนวัชพืชงอกหรือสารเคมีฆ่าหลังวัชพืชงอก สารเคมีประเภทคลุมใช้ได้ผลเฉพาะการปลูกต้นฤดูฝนเท่านั้น สารเคมีประเภทฆ่า โดยเฉพาะ ห้ามใช้ไกลโฟเสทในขณะที่มันสำปะหลังต้นเล็กอยู่ เพราะมีผลทำให้ชะงักการเจริญเติบโต
การใส่ปุ๋ยเคมี ควรเลือกใช้ปุ๋ยเคมีอัตราส่วน 2 : 1 : 2 ปุ๋ยเคมีที่แนะนำ คือ 15-7-18 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดย ใส่ปุ๋ย 2 ข้างลำต้นรัศมีพุ่มใบแล้วกลบ ใส่ปุ๋ยครั้งเดียวเมื่ออายุ 1 เดือนหลังจากปลูก หลักสำคัญก็คือ ต้องใส่ปุ๋ยเคมีในขณะที่ดินมีความชื้นและต้องกลบปุ๋ยด้วย ถ้าไม่กลบปุ๋ยอาจสูญเสียปุ๋ยมากเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการเก็บเกี่ยว หลักสำคัญก็คือ ควรเลือกเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงที่เหมาะสมตั้งแต่อายุ 10-18 เดือน ควรงดเว้นการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงฝนแรก คือ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน เนื่องจากมันสำปะหลังแตกใบอ่อน จะให้เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ

ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรในภาวะราคาหัวมันสูง ควรจัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างไร...
ในยุคที่หัวมันราคาสูงเป็นประวัติศาสตร์การปลูกมันสำปะหลังของไทย อันเนื่องมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความต้องการมันเส้นอย่างมหาศาล เพื่อไปผลิตเอทานอลและอาหารสัตว์ แรงจูงใจในราคานี้ทำให้เกษตรกรรีบเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังทั้งที่อายุยังน้อยเกินไป ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 18 เดือนหรือปีครึ่งที่ระดับประชากรปลูก 1,600 ต้นต่อไร่ โดย ใช้ระยะปลูก 1x1 เมตร จะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 เดือน เกษตรกรสามารถจัดการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังได้ก่อนในปีแรกที่อายุ 12 เดือน แล้วปล่อยบางส่วนไว้เก็บเกี่ยวที่อายุ 18 เดือนโดยคุณภาพของหัวยังได้มาตรฐาน จากการศึกษาคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง พบว่า หัวมันที่อายุเกิน 18 เดือนไปแล้ว จะให้ปริมาณแป้งในหัวสดต่ำ คุณภาพของแป้งไม่ได้มาตรฐาน มีปริมาณเส้นใยสูง และหัวบางส่วนเริ่มเน่าแล้ว ดังนั้น การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแถวเว้นแถวตามด้านยาวที่อายุ 12 เดือนหรือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดโดยให้มันสำปะหลังเหลืออยู่ 800 ต้น ได้ระยะปลูกใหม่ 1x2 เมตร หรือเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแถวเว้นแถวทั้งด้านยาวและด้านกว้างที่อายุ 12 เดือนหรือประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดโดยให้มันสำปะหลังเหลืออยู่ 400 ต้น ได้ระยะปลูกใหม่ 2x2 เมตร ดังนั้น การทำให้พื้นที่ต่อต้นเพิ่มขึ้นในช่วงหลังจากอายุ 12 เดือน เป็นการเพิ่มศักยภาพในการให้ผลผลิตของมันสำปะหลังตามหลักสรีรวิทยาของพืช นอกจากนี้ ยังไม่เสียต้นทุนในการปลูกใหม่อีก นี่คือ ทางเลือกใหม่ในการจัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ได้กำไรสูงสุดอีกวิธีหนึ่ง

บรรณานุกรม
โอภาษ บุญเส็ง จิณณจาร์ หาญเศรษฐสุข เมธี คำหุ่ง และอุดม จันทะมณี. 2544-46. ศึกษาการเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก
แห้ง ชีวเคมีในหัว และเคมีฟิสิกส์ของแป้งมันสำปะหลัง : พันธุ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตร. หน้า 871-943
ใน เอกสารผลงานวิจัยมันสำปะหลัง ปี 2544-46 ชุดโครงการวิจัยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้
ประโยชน์มันสำปะหลัง, กองแผนงานและวิชาการ, กรมวิชาการเกษตร, กระทรวง เกษตรและสหกรณ์.
โอภาษ บุญเส็ง. 2549. เลือกพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่วิธีเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง. หนังสือพิมพ์กสิกร 79(4) : 17-20

  ความคิดเห็นที่ : 10 โดย : เกษตรกรในเขตอำเภอหนองบุญมาก เมื่อ : 5/8/2551 11:25:00

คุณ คห.10 ถ้าเกษตรกรทำได้จริง แล้วจะมาพูดถึงเรื่องหลักการเกี่ยวกับวิชาการเกษตรทำไม มือไม่พายแถมยังเอาเท้าราน้ำอีกไม่เข้าท่า ผมว่ามาหาทางเพิ่มผลผลิตช่วยเกษตรกรยังจะดีกว่า ทำงัยจะได้หัวมันเพิ่มขึ้นจากเดิม นักวิจัยและนักวิชาการเกษตรของเมืองไทยที่เก่งๆ ก็เยอะ ช่วยๆ กันหน่อยสิคร้าบบบ พี่น้อง
  ความคิดเห็นที่ : 11 โดย : คนปลูกมัน/xxx@hotmail.com เมื่อ : 13/8/2551 9:44:00

ขอเทคนิคการเพิ่มผลผลิตให้ได้มากให้ผมหน่อยนะ10-20-30-ตัน/ไร่ก็ได้ครับ
  ความคิดเห็นที่ : 12 โดย : กบ/nayris.nbp@hotmail.com เมื่อ : 31/8/2551 17:59:00

อยากได้ผลผลิตมันสำปะหลังไม่ต่ำกว่า 15 ตันต่อไร่ ลองใส่ปุ๋ยตามที่เราแนะนำดูนะคะ เรามีปุ๋ยเม็ดสกัด ที่ใส่สามช่วงอายุ คือ รองก้นหลุม, เร่งโตแตกตา และ เร่งหัวมัน(ระเบิดหัวมัน) สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ www.farmkaset.com หรือ 089-4599003
  ความคิดเห็นที่ : 13 โดย : ปิยะมาศ/piyamas@farmkaset.com เมื่อ : 2/9/2551 14:44:00

เป็นเรื่องโกหก โดย คุณทศพล เจ้าของบริษัทสงวนวงษ์อุตสาหกรรม ต้องการขายขี้มัน ซึ่งเป็นของเหลือใช้จากโรงงานทำแป้ง เลยโฆษณาเกินความเป็นจริง...บาปนะคุณทศพล คุณก็อายุมากแล้ว..รู้อะไรดี..ไม่ดี..มาทั้งชีวิต..ควรให้ข้อมูลที่แท้จริง..จะได้เป็นประโยชน์เกษตรกรที่คุณได้ผลประโยชน์มาทั้งชีวิตครับ..บทความข้างบนที่ให้ความรู้ที่ถูกต้อง..ควรนำไปขบคิดบ้าง...อย่าคิดอะไรที่ไม่ดีกับดร.อัศจรรย์เพื่อหลอกหลวงเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง..มันบาปนะ
  ความคิดเห็นที่ : 14 โดย : คนรู้ทัน เมื่อ : 3/9/2551 13:00:00

ก็ดีครับถ้าทำได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก
  ความคิดเห็นที่ : 15 โดย : ณัติเทพ สุริสาย/nattitap@hotmail.com เมื่อ : 10/9/2551 11:58:00

รับสมัครตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปูแดงไคโตซานเพื่อการเกษตรทั่วประเทศ
โครงการชุบชีวิตเกษตรกรไทยด้วย ปูแดงไคโตซาน
Poodang
ติดตามรายการรายการทีวี

**ช่อง 9 วันพุธ “รายการฟ้าวันใหม่” เวลา 05.00 – 05.30 น.
**ช่อง ..MVNEWS.. ทุกวัน เวลา 07.00 – 08.00 น. และ 22.10 – 23.10 น.
(รับสมัครตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศไทย)
(ขายทั้งปลีก และ ส่ง ทั่วราชอาณาจักร)
สนใจสอบถามได้ที่คุณ วี ปูแดง
Tel : 089-1477504
Email : tawee_2153@hotmail.com
http://poodangkitozan.com/?id=184
หากคุณเป็น..คนหนึ่งที่ต้องการหารายได้หลัก รายได้เสริม โดยไม่กระทบงานประจำ หรือการเรียน ลงทุนต่ำ
ไม่มีความเสี่ยง ไม่ต้องมีทำเลที่ตั้ง ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ไม่จำกัดเพศและวุฒิ
หรือคุณคือผู้ที่ผิดหวังจากธุรกิจอื่นมาก่อน เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิต กับ ธุรกิจเครือข่าย "
ปูแดงไคโตซาน" ที่มีกลุ่มลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีผู้คนมากมาย
ที่สำเร็จในธุรกิจนี้และมีรูปแบบการดำเนินชีวิต....ที่เลือกได้มีอิสระภาพ ทั้งทางด้านการเงินและเวลา
สมัครก่อนรวยก่อน เพราะจะได้เป็นผู้นำของสายงาน
สมัครครั้งเดียวตลอดชีพ ไม่มีการรักษายอด
สินค้าขายตัวเอง ต้องพิสูจน์


ขาย ปูแดง ไคโตซาน อาหารเสริมพืชและสัตว์ ขายส่ง กำไรดีมาก

***จะช่วยทำให้ผลผลิตเป็นเกรด AA จุลลินทรีย์ในดินดีพืชสมบูรณ์ พืชมีภูมิต้านทานโรค***
  ความคิดเห็นที่ : 16 โดย : วี เมื่อ : 12/9/2551 19:09:00

ร้านชนะโชคการเกษตร0812032220
ร้าน3 ชั้น 3 คูหาใหญ่ที่สุดในอำเภอ ที่ บ้านแม่คาวโตน อ.พาน จ.เชียงราย
ศูนย์กลางปุ๋ยอินทรีย์ภาคเหนือ
ขายปุ๋ยขี้ไก่ หลากหลายยี่ห้อ มีให้เลือก ทุกราคา ตั้งแต่ ตันละ 3600 – 20000 บาท
รับสั่ง ตรงจากโรงงาน พร้อมขนส่งให้ถึงบ้าน
เช่น 1. ปุ๋ยตราลูกโลกดอกบัวบาน ( หมอดิน ) จากขี้ไก่ ของซีพี ราคา ตันละ 6000 บาท ขายส่งหน้าโรงงาน ( ขายเฉพาะภาคเหนือตอนบน ) โรงงานที่ จ.สระบุรี
.......2. ปุ๋ยตราไก่แดง ปุ๋ยขี้ไก่ ไข่ ไก่ พันธุ์ ไม่ได้การรับรองเหมือนกันครับ ขายส่งหน้าโรงงาน กระสอบละ 195 บาท 50 ก.ก., ( ทั่วประเทศ ) แต่ต้องสั่งครั้งละ 15 ตันนะครับ มีรถ บริการ ตามตกลงกัน โรงงาน ที่ โคราช

ติดต่อ คุณ ชนะโชค 0812032220
E-Mail ; mon_simon@hotmail.com.....
E – Mail : chanachok.j@cpf.co.th
www.chanachok.nireblog.com
ร้านชนะโชคการเกษตร0812032220
เปิดร้านใหม่ 3 คูหา 3ชั้น ใหญ่ที่สุดใน อ.พาน จ.เชียงราย
ศูนย์กลางปุ๋ยอินทรีย์ภาคเหนือขายปุ๋ยขี้ไก่ตราลูกโลกดอกบัวบาน (หมอดิน) ตันละ6000บาทไม่รวมค่าขนส่ง
โทร 0812032220 ชนะโชคครับ ขายเฉพาะภาคเหนือ
สุดยอดปุ๋ยขี้ไก่ที่ดีที่สุดในประเทศ
คุณสมบัติเหนือชั้นทุกอย่าง
-ราคา 6000 ต่อตัน ไม่ต้องผ่านนายหน้าขายหน้าโรงงานกันเลย
-จ่ายเงินผ่าน บมจ.เจริญโภคภัฑณ์ โดยตรงไม่ต้องห่วงเรื่องโกง ยกเว้นค่าขนส่งจ่ายสดปลายทาง
- อบนานนนนนนนนมาก จนเกือบลืม 8 เดือน
-ไม่มีกลิ่นเหม็น 1000000000 % โรงงานใหนทำได้ช่วยบอกที
-คุณค่าทางอาหารเต็มความสามารถของขี้ไก่แท้ๆ มากที่สุดในบรรดาขี้ไก่ตามท้องตลาด
-ใส่ถุงพลาสติกกันความชื้นเข้าด้วย
-ถุงกระสอบแบบพิเศษยากแท้จะหาใครเหมือน
-ผ่านระบบมาตรฐานมากมายจนกระดาษ A 4 เขียนไม่พอ
- จากฟาร์มปิดในเครือ มาตรฐานระดับโลก
-.......................ฯลฯ...................
ถ้าคิดจะซื้อปุ๋ยเคมี......ราคา 1200 บาท ขอแนะนำ ผสมร่วมกับปุ๋ยขี้ไก่ตราหมอดิน...2 ..กระสอบ...
ไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี 3 กระสอบหรอกครับ
ติดต่อ คุณ ชนะโชค 0812032220
E-Mail ; mon_simon@hotmail.com.....
E – Mail : chanachok.j@cpf.co.th
www.chanachok.nireblog.com
ร้านชนะโชคการเกษตร0812032220
บ้านแม่คาวโตน อ.พาน จ.เชียงราย 3 คูหา 3 ชั้น ใหญ่ที่สุด
รับ ซื้อ ขาย แลก เปลี่ยน ฝากขาย ขายฝาก ปุ๋ยอินทรีย์ อุปกรณ์การเกษตรทุกชนิด
รับตัวแทนจำหน่าย
( ไม่ต้องซื้อ มาเอาปุ๋ยเลยที่ร้านถ้าขายได้ค่อยเอาเงินมาให้ ขอมัดจำเดี๋ยวลืมร้านผม)
ร้านเรามีแนวคิดการทำงาน ในการช่วยส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้เคมี
ในภาคเหนือ
ตอนนี้ขาย ปุ๋ย อินทรีย์ตราลูกโลกดอกบัวบาน (หมอดิน) ของซีพี เป็นหลัก โดยพยายามกระจายสินค้าตามชุมชนให้มากที่สุด
โดยทางร้านเป็นแหล่งกระจายปุ๋ย ตราหมอดิน ในตอนนี้...
โดยมีเครือข่าย อ.แม่ใจ อ.พาน อ.ป่าแดด อ.เมืองเชียงราย และกำลังต้องการ ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง. .ใน จังหวัดใกล้เคียง
.ข้อดีของร้านเราคือ ..ให้เอาปุ๋ยไปก่อน จ่ายแค่มัดจำเอาไว้ ถ้าขายไม่ได้ เอาปุ๋ย มาคืนเลย และรับค่ามัดจำคืนได้เลย.....แฟร์ ที่สุดแล้ว...
( ไม่มีที่ใหน แฟร์ เท่าร้านเราอีกแล้วครับ )
...และทางร้านยังขายปุ๋ยตราหมอ ดิน แบบส่ง ด้วย นะครับ..ตัน ละ6000 บาท....
...เก็บเงินปลายทาง ( เฉพาะภาคเหนือตอนบนนะครับ )....
รับรองไม่มีค่าหายหน้า 100 % …..รับปุ๋ย หน้าโรงงานกันเลย ...โรงงานอยู่ที่ จ.ลพบุรี.
สนใจสอบถามรายละเอียดหรือคุยเรื่องการทำตลาดปุ๋ยโทรมาปรึกษาได้ครับ...
.คุณชนะโชค 0812032220
...E-Mail: mon_simon@hotmail.com
...E-Mail: chanachok.j@hotmail.com
www.chanachok.nireblog.com



อินทรีย์



เป็นปุ๋ยที่ผลิตจากมูลไก่ 100% ที่ผ่านกระบวนการหมักอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการนาน 6-8 เดือน ทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้เป็นปุ๋ยเย็น ปราศจากกลิ่น ไม่มีเมล็ดหญ้า ไม่ร้อน และปราศจากไข่ของแมลง รวมทั้งเชื้อโรคต่าง ๆ

ปุ๋ยอินทรีย์ ซี.พี. หมอดิน มีธาตุอาหารที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสภาพแวดล้อม พืชเจริญเติบโตได้อย่างทนนาน (Slower Release) ปุ๋ยอินทรีย์ ซี.พี.หมอดินมี 4 ชนิด ให้เกษตรกรได้เลือกใช้ตามความต้องการ คือ ชนิดผง, ชนิดหยาบ, ชนิดอัดเม็ด และชนิดปั้นเม็ด

ปุ๋ยอินทรีย์ ซี.พี. หมอดิน เหมาะกับการปลูกพืชทุกชนิด ทั้งพืชไร่ ไม้ผล พืชผัก ไม้ดอก-ไม้ประดับ และสนามหญ้าทุกชนิด และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ควรใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี ซี.พี.หมอดิน

นอกจากนี้แล้วปุ๋ยอินทรีย์ ซี.พี.หมอดิน ยังมีสูตรพิเศษสำหรับเป็นอาหารของแพลงก์ตอน ใช้ทำสีน้ำแบบธรรมชาติในบ่อกุ้งในเขตที่มีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ในบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก



  ความคิดเห็นที่ : 17 โดย : 33333333333 เมื่อ : 14/9/2551 11:39:00





เสนอราคา
วันที่ 30 พฤษภาคม 2551
รายการปุ๋ย ราคาสด เครดิต เงินดาวน์
ปุ๋ยอินทรีย์ ตรากุหลาบทอง 350
ปุ๋ยอินทรีย์ ตรามันทอง 600 680 340
ปุ๋ยอินทรีย์ ตรายางทอง 600 680 340
ปุ๋ยอินทรีย์ ตราปาล์มทอง 600 680 340
ปุ๋ยอินทรีย์ ตราผลไม้ทอง 600 680 340
ปุ๋ยอินทรีย์ ตราข้าวรวงทอง 600 680 340

ปุ๋ยอินทรีย์ให้เครดิตนานตามอายุของพืช

ปุ๋ยเคมีตราม้าคู่กระต่าย
เคมี 36-0-0 850
เคมี 15-15-15 950
เคมี 17-9-9 800
เคมี 16-8-8 780
เคมี 16-20-0 950
เคมี 15-7-18 980
เคมี 12-12-27 1,050
เคมี 13-13-21 1,100
เคมี 25-7-7 990
เคมี 8-24-24 1,250
เคมี 35-5-0 850
เคมี 16-16-8 950

หมายเหตุ : ราคานี้อาจมีการปลี่ยนแปลงตามราคาวัตถุดิบ สั่งตอนนี้รับส่วนลดพิเศษทันที จัดส่งฟรีทั่วประเทศ ใน จำนวน 200 กระสอบขึ้นไป

087-2080906
ภราดร สามคูเมือง
  ความคิดเห็นที่ : 18 โดย : ภราดร/paradorn-ko@hotmail.com เมื่อ : 24/9/2551 15:04:00

ตะลึง !!! ทำได้ไง ต้นข้าวสูง 2 เมตร ผลผลิต 120 ถัง ต่อ ไร่ ปุยบัวทิพย์ทำได้ ชมผลงานได้ที่ www.youdo999.blogspot.com หรือ โทร 0846397514 และ 0856112939 คุณอภิชาติ นะครับ
  ความคิดเห็นที่ : 19 โดย : อภิชาติ/hello084639@hotmail.com เมื่อ : 22/10/2551 11:42:00

ไม่ได้บังคับ ไม่ผู้มัด เคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคน
เชื่อไหม ปุ๋ยกิฟฟารีน ทำมัน 10 ตันขึ้นไปได้น่ะ
คุณลองศึกษาดูดิเขาไม่โฆษณาหรอก แต่ใช้การบอกต่อ
คนที่เชื่อและกล้าคิดกล้าทำอ่ะ รวย
ผมทำแล้วไม่อายใครหรอก
อย่างต่ำ ๆ ก็ 8 ตัน
แต่ว่าเราจะเอาอะไรมากลงทุนแค่ 350 กว่า ต่อไร (เฉพาะค่าปุ๋ย)
แถมยังมี ประกัน ปันผล ประเทศชาติอีกด้วยเด้อ
  ความคิดเห็นที่ : 20 โดย : ปอนด์/comscience_pond@hotmail.com เมื่อ : 23/10/2551 12:56:00

อยากทราบขั้นตอนการปลูกครับ
  ความคิดเห็นที่ : 21 โดย : เรื่องบบางเรื่องก็อยากรุ้ เมื่อ : 10/11/2551 23:32:00

ผมลองทำดำแล้ว20ไร่ ผลผลิตผลิตจาก3 ตัน เป็น 3.4 ลงทุนไร่ 18000 บาท ขาดทุนยับ ใครอย่ารู้ต้องลองเอาเองแต่อย่าลองมาก ปะเดียวจะหาว่าไม่บอก
  ความคิดเห็นที่ : 22 โดย : คนเคยโง่ เมื่อ : 20/11/2551 20:44:00

ไม่รู้นะ อยู่สระแก้ว สามีทำไร่ได้ 6-7 ตันต่อไร่ตลอดเลย ไม่เห็นต้องวุ่นวายกะปุ๋ยกะยาเลย ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ กระสอบละ 5-10 บาท แล้วก็ รองพื้นก็ไม่ใส่นะ ปุ๋ยเคมีก็ใส่ราคาแค่กระสอบละ 350 บาท ใส่ไร่ละกระสอบนะ ถ้าใส่ไร่ละไม่ถึงกระสอบจะไม่ได้ผล อันนี้เรื่องจริงอย่าขี้เหนี่ยวปุ๋ยแล้วมาโว้ยวายว่าทำไร่มันได้ไม่ตามเป้า ไร่ละไม่ถึง 4 ตันทำไร่ให้สะอาด แค่นี้เอง ไม่เห็นยุ่งยากเลย เก็บเกี่ยวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ตลอด ให้มันได้อายุของมัน อย่างน้อยก็สัก 10 เดือนขึ้นไป นะ ไม่ใช่ 8-9 เดือนก็จ้องจะขุดแหละ แต่งงานมา 5 ปีแหละ ทำมา 5 ปีด้วยแหละ สามีไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ว่าเป็นคนทำอะไรจริงจังนะ
  ความคิดเห็นที่ : 23 โดย : ชาวไร่มันสำปะหลังตัวจริง เมื่อ : 22/11/2551 18:35:00

อยากทราบขั้นตอนการปลูกและวิธีการรักษา(ถ้าได้วีดีโอตอนขุดด้วยยิ่งดีครับ)
  ความคิดเห็นที่ : 24 โดย : นายมฌเฑียร จะคำรัมย์/montearn23@yahoo.com เมื่อ : 25/11/2551 14:53:00

อยากให้เผยเพร่วิธีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังทางอินเตอร์เน็ตโดยไม่ปิดบังข้อมูลและวิธีดำเนินการ
  ความคิดเห็นที่ : 25 โดย : piroon sriwarom/piroonsriwarom@hotmail.com เมื่อ : 12/12/2551 14:16:00

เริ่มต้นทำการเกษตรหน้าใหม่อยากลงทุนปลูกมันสำปะหลังจะซื้อที่แถวปราจีนฯอยากได้รับคำแนะนำจากคุณ(ความคิดเห็นที่23)
  ความคิดเห็นที่ : 26 โดย : นายสมควร จิตรประสิทธิ์/lung.ke.aw@hotmail.com เมื่อ : 24/12/2551 12:48:00

อยากทราบรายละเอียดการปลูฝรั่งแป้นสีทองและการตัดแต่งกิ่งมะม่วงและการบำรุงหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต
  ความคิดเห็นที่ : 27 โดย : อนันต์ รัตนะ/const325@gmail.com เมื่อ : 24/12/2551 17:12:00

ทำมันมาไมรุ้กี่ปีจากราคาไม่มี จนมีราคา ราคาเริ่มไม่ดี ผมมีวิธีปลูกมันสำปะหลังแบบชาวไร่ ลดทุนแต่ เพิ่มผลผลิต10 ตัน/ไร่
  ความคิดเห็นที่ : 28 โดย : น้ำยืน อุบล/prapas-44@hotmail เมื่อ : 11/1/2552 0:07:00

สอบถามเกี่ยวกับ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด เกษตรกรจะได้อนิสงฆ์กันในชาติไหน หรือว่าท่านประธานกองทุน ลืมไปแล้ว หรือว่ายังไม่ได้รับรายงาน หรือกลุ่มทุนเอาอะไรมาบดบัง organ ส่วนไหนอยู่ครับ ช่วยตอบเกษตรกรทั้งประเทศดูหน่อย
  ความคิดเห็นที่ : 29 โดย : สำเริง รุ่งเรือง/ch.chaweewan@hotmail.com เมื่อ : 17/1/2552 9:48:00

มัน 10 ตันเพิ่มขึ้นเป็น 30 ตัน สนใจโทร 086-334-9996
  ความคิดเห็นที่ : 30 โดย : สมชาย ศรีรัตน์/toonk6@hotmail.com เมื่อ : 4/2/2552 21:27:00

ผมเป็นเกษตรกร ป.ตรี ผมคิดว่าการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆให้คนอืนได้รับรู้เป็นสิ่งที่ดี เกษตรกรทดลองทำ ก็รู็ว่าจริงหรือหลอก...
  ความคิดเห็นที่ : 31 โดย : เฉลิมชัย/kuku2288280@hotmail.com เมื่อ : 19/2/2552 12:40:00

ปุ๋ยกระสอบ 1000 มันกิโลละบาท ได้30 ตันคงดี ผมทำ 30 ก.ก/ต้น (10 ไร่มีไม่กี่ต้น)ยังไม่เต็มไร่ ใครมีสูตรบอกผมที ขอขอบครับ
  ความคิดเห็นที่ : 32 โดย : น้ำยืน อุบล/prapas-44@hotmail เมื่อ : 9/3/2552 22:46:00

ปลูกมันใช้ขี้ไก่แกลบรองพื้น 1 ตัน/ไร่ เป็นอย่างน้อยตามด้วยปุ๋ย
15-15-15 หรือ15-7-18 หรือ 14-7-35 ขนาด 50 กก. /ไร่ ไถกลบยกร่องแล้วคอยคลุมวัชพืชให้ได้ก็พอครับ แล้วค่อยใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ตอน มันอายุได้สี่เดือน เก็บเกี่ยว 10-12 เดือน อย่างน้อยก็ต้องมี 5 ตันต่อไร่ ครับ
แต่ถ้าไม่มีขี้ไก่แกลบก็จบกันครับจะได้ผลผลิตีราวๆ 1-2.2 ตัน/ไร่ เท่านั้น ถ้าใช้มูลควายหรือวัวจะมีปัญหาเรื่องวัชพืชเยอะมากครับ ต้องเหนื่อยมากเลยกับการควบคุม
ส่วนปุ๋ยพ่นใบผมทดลองหลายๆยี่ห้อขี้โม้ทั้งเพ ครับที่บอกว่าพ่นแล้วเพิ่มผลผลิตอย่างน้อย 20-30 เปอร์เซนต์ เป็นไปไม่ได้เลย เพิ่ม 5 เปอร์เซนต์ ยังแทบไม่ได้เลย

  ความคิดเห็นที่ : 33 โดย : คนปลูกมันของแท้/khom@hotmail.com เมื่อ : 22/3/2552 16:11:00

ยิ่งปลูกมันในนาข้าวยิ่งน่ามันห่วง เริ่มปลูกเดือน พ.ย.51 ตอนนี้มันบางแปลงสูงยังไม่ถึงศอก(30 ซ.ม.) ไม่เคยโดนฝนเลยเพิ่งจะมีฝนครั้งเดียวสัปดาห์ที่แล้ว ช๊อกนำเกือบตายใบเหลืองเชียว ผู้ที่มาแนะนำนวัตกรรมนี้ แนะนำพร้อมปุ๋ยน้ำพ่นใบแต่งตัวดีผูกเนกไทมาพร้อมกับข้าราชการที่เกี่ยวกับการเกษตรที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในพื้นที่ ต้มตุ๋นพี่น้องเกษตรกร ขายพันธ์มันต้นละ 2 บาท ในหลายจังหวัดภาคอีสานลองคิดเล่นๆ ถ้าจังหวัดละ 2 ต้นๆละ 2 บาท*สิบเจ็ดจังหวัดก็พอ ก็ 34 ล้านบาทแล้วครับ นี่ยังไม่นับค่าปุ๋ยเม็ด+ปุ๋ยพ่น ที่เขานำมาขายอีกแพงกว่าราคาต้นมัน
ตอนนี้ผมเห็นคนที่เขานำนวัตกรรมนี้มาขายเขานั่งรถ ฟอร์จูนเนอร์ป้ายแดงเงินสด อื่นๆไม่นับ แล้วครับโดยทีไม่ต้องปลูกมันสักต้น ให้เสียเหงื่อผมไม่ได้อิจฉาหรอกแต่ผมเห็นใจพี่น้องเกษตรกรที่หลงใช้นวัตกรรม ดังกล่าวทำให้สูญเสียเงินมหาศาลพอมันอายุหกเดือนก็ต้องเก็บเกี่ยวหัวมันที่ไม่มีปุ๋ยรองพิ้นโดยมากจะเท่าหัวแม่มือ อย่างมากก็เท่าด้ามเคียวด้ามพร้า เด็กลานมันยังแซวเลยว่าทำไมไม่เอาไปกินกับนำพริกซะแป้งก็น้อยเพราะหน้าฝน เฮ้อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
  ความคิดเห็นที่ : 34 โดย : คนปลูกมันของแท้/khom@hotmail.com เมื่อ : 22/3/2552 16:27:00

*ขอแก้ข้อมูล จังหวัดละ 2 ล้านต้นๆละ 2 บาท
ดังดั้น 2,000,000*2*17 เท่ากับ 68,000,000 บาท
ถ้าต้นทุนต้นพันธุ์ราคาต้นละ 1 บาท ก็จะมีรายได้ถึง 34,000,000 บาท
พันธุ์ที่แนะนำตามที่ สังเกตุจะเป็นพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 และอื่นๆที่ไม่รู้จัก
ยิ่งสัปดาห์ที่แล้วผมไปขายมันราคาปะทวนที่โรงแป้งใหญ่(ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ)จังหวัดมหาสารคามพบเห็นเหตุการณ์ที่น่าเอือมระอามาก
เจ้าหน้าที่ ธกส.ตัวแสบหาว่ามันของเกษตรกรแป้งไม่ดี หัวก็เล็ก แล้วเขาก็หยิบหัวเล็กชูขึ้น มันสำปะหลังหนึ่งต้นก็มีทั้งหัวเล็กหัวใหญ่และขนาดกลาง แล้วจะตัดราคาค่าหักถอย 18 เปอร์เซนต์ มันหนึ่งรถหกล้อจะมีน้ำหนักประมาณ 10 ตัน 10,000 ก.ก.จะถูกหักถอย ถึง 1800 บาท
เปอร์เซนต์แป้ง 18 เปอร์เซนต์จะขายได้ที่ ประมาณ ก.ก.ละ 1.90 บาท
นี่คือราคาจำนำ ธกส.
จึงเกิดการประท้วงขึ้นในวันที่ 19 มี.ค.52 ถึง 2 ครั้ง จนตกลงกันได้ที่ค่าหักถอย 12 เปอร์เซนต์ เกษตรกร ถึงยอม ที่เปอร์เซนต์แป้งลดเนื่องจากรถมาถึงโรงแงแล้วต้องรอ คิวถึง 2 คืน 3 วัน จึงได้ขาย
ผมไปเข้าคิวขายตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.52 เวลา 18.00 น. ได้ขาย 19มี.ค.52 เวลาประมาณ 11.00 น. มันจนจะเน่าแล้วแป้งก็ลด รายอื่นๆก็เหมือนกันนอนกินข้าวลิงหน้าโรงแป้ง 2 คืนทั้งหมดเพราะรถมาขายเยอะมาก เกือบ 300 คัน โรงแป้งซื้อได้ราววันละ 100 คันเท่า ที่เหลือต้องจอดรอให้มันเน่าอย่างเดียว ครับ ธกส.ไม่มีการจัดการ ที่ดีแย่มาก ครับ

ปริมาณมันสำปะหลัง 10000 ก.ก. จำนำได้ 19,000 บาท
หักถอยสิ่งปฏิกูล 1800 ก.ก. เท่ากับ 3,420 บาท
15,580 คงเหลือ
ค่าบรรทุกเที่ยวละ 1,000 บาท
ค่าแรงงานขุดพร้อมแบกขึ้นรถ 10 คนๆละ 150 บาท 1,500บาท
ค่าอาหารคนงาน 2 มื้อ/วัน เช้า/เที่ยงพร้อมกาแฟ 1,000 บาท
คงเหลือ 12,080 บาท
ยังไม่รวมค่าปลูก ค่าไถดะ ไถแปร ยกร่อง ค่าปุ๋ย ขาดทุนยับเยิน
ยิ่งถ้าขาย ณ ลานมัน ณ 22 มี.ค.52 เอาเงินสดไว้จ่ายค่าแรงงานเก็บเกี่ยวและค่าอาหารก.ก.ละ 1.20 บาท หักถอย 10 เปอร์เซนต์ ขาดทุน

ตันละ 1,200 บาท หักถอย 10 เปอร์เซนต์ เท่ากับ 120 บาท ขายมัน 10 ตัน ได้เงิน 1 หมื่นบาท ถ้าผลผลิต 2.5 ตัน ต่อไร่ เจ้งยับ ครับพี่น้อง
ขายไก่ย่างยังจะพอมีกำไรกว่า
ยิ่งไปเจอเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ หน้าตาโง่ๆทำงานเซ่อ ๆ 10.00 น. -14.30 น.แล้วติดต่อก็ยากบอกว่าไปราชการข้างนอก ทำใบทวนเป็นสัปดาห์ก็ไม่เสร็จ พอนะครับ ใครเจออย่างผมก็เล่าสู่กันฟังมั่ง นะครับ
สุดท้าย ตอนนี้มันนาข้าวของเกษตรกรบางคนกำลังไถกลบตอมันเป็นปุ๋ยนาข้าวไปแล้ว ขอรับกระผม
  ความคิดเห็นที่ : 35 โดย : คนปลูกมันของแท้/khom@hotmail.com เมื่อ : 22/3/2552 17:22:00

สำหรับท่านที่เสนอขายปุ๋ย ทุกยี่ห้อที่ท่านคิดว่าใช้แล้วให้ผลผลิตดี
แล้วทำได้ 20 ตันขึ้นไป/ไร่ /ปี ผมไม่ได้ท้านะครับแต่ผมอยากให้มาทดลองที่ไร่ผมที่ จังหวัดมหาสารคาม ถ้าท่านคิดว่าปุ๋ยท่านดีจริง
ผมจะยกที่ดินให้ทำฟรีๆ 1 ปี 10 ไร่หรือน้อยกว่าหรือมากกว่าก็ได้แต่ไม่เกิน 50 ไร่ ถ้าคุยถูกคอได้ทั้งในนาข้าว 6 เดือน และมันไร่ (มันปี) แต่จะต้องทำให้ได้เหมือนที่ท่านโฆษณาภายใน 1 ปีเท่านั้น ผมจะยกผลิตให้ท่านฟรีๆเลยครับโดยไม่เอาเงินท่านซักสตางค์เดียว ถ้าไม่ได้เหมือนที่ท่านโฆษณา ผลผลิตทั้งหมดที่ได้ตกเป็นของผมทันที นะครับ เขียนสัญญากันเลย
กรุณาอย่าหลอกลวงเกษตรกรกันเลยเขาเป็นกระดูกสันหลังของชาติมาตลอด ไม่เคยได้เป็นเนื้อของชาติสักที ขอเถอะครับได้โปรด เงินใครก็อยากได้ ถ้าไปหลอกลวงเกษตรกรที่ชนบทผู้ที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน มันยิ่งกว่านักต้มตุ๋นซะอีก

สวัสดีครับ
  ความคิดเห็นที่ : 36 โดย : คนปลูกมันของแท้//khom@hotmail.com เมื่อ : 22/3/2552 17:43:00

ขอบคุณครับ คนปลูกมัน ที่แนะนำวิธีดีๆ ขี้ไก่บ้านผม สิบล้อ /20.000บาทครับ ปีนี้ผมหันมาใส่แกลบดิบแทน มหาสารคามคุณถอย 18% ยังน้อยอยู่น่ะ อุบลผม ถอยแค่ 25% เอง ถ้าขายหน้าลานไม่เข้าจำนำ ก.ก ละ 0.95-1.00 บาท ใจผมนะไม่อยากให้มีการจำนำเลย รัฐเขาช้วยพ่อค้ามากกว่าเกษตรกร มันก์เป็นอย่างที่เรารู้เราเห็น ครับท่าน
  ความคิดเห็นที่ : 37 โดย : น้ำยืน อุบล/prapas-44@hotmail เมื่อ : 23/3/2552 22:56:00

ผมเริ่มทำขาดทุนยับเพราะไอ้พวกข้าราชการรวมหัวนายทุนกินกันอิ่มหนำสำราญแต่เกษตรกรรายย่อยเข้าโครงการรับจำนำไม่ได้แต่ถูกไอ้พวกมีที่แค่ 10 ไร่ได้มันแค่ ไม่ถึง100 ตันแต่บอกรับจำนำไป 300 ตันที่เหลือรวมหัวกันแดกโดยสวมสิทธิคนอื่นกินกันเห็นๆๆ อย่างนี้ตาสีตาสาตายครับ อยากให้เจ้าที่กระทรวงลงมาเล่นเองแม่งเลยไอ้พวกเลว เกษตรกรแม่งมีแต่หนี้แต่จนลงครับก็เพราะมีคนเห็นแก่ตัวของไอ้พวกนี้
  ความคิดเห็นที่ : 38 โดย : เด็กเริ่มหัดปลูกมัน..เขื่องใน อุบล/doglond@hotmail.com เมื่อ : 28/3/2552 6:49:00

รักน้ำรักปลาช่วยกันปลูกต้นไม้ลดพาวะโลกร้อนเพื่อพ่อหลวงของประชา
  ความคิดเห็นที่ : 39 โดย : geam/geam@hotmail.com เมื่อ : 31/3/2552 11:02:00

หยุดเถอะครับ หยุดซะที.. ผลจากแปลงทดลองโดยมีคณะอนุกรรมการจากกระทรวงเกษตร เช่น กรมวิชาการ กรมส่งเสริม มหาวิทยาลัยเกษตรฯ มหาวิทยาลัยสุระนารี ที่เจ้าของวิธีการปลูกมันสำปะหลัง 30 ตันต่อไร่ไปร่วมทำแปลงทดลอง โดย ทำปุ๋ยเอง คัดต้นพันธุ์เอง แม้กระทั้งขอให้ทางมูลนิธิฯรดน้ำมันสำปะหลังให้ ต้นทุนออกมา เฉียดหมื่นบาทต่อไร่ ผลผลิตได้เฉลี่ย 7,080 กก.ต่อไร่ ที่อายุ 18 เดือน (12 เดือนได้แค่ 6 ตันเท่านั้น) นี่คือความจริง..วันที่สมเด็จพระเทพฯเสด็จคุณทศพล(สงวนวงษ์) ก็ไปรู้แล้ว สั่งให้ลูกน้องหยุดซะที่เถอะ เสียดายความรู้ที่ร่ำเรียนมาแต่ถูกหลอกให้เป็นเครื่องมือคนที่ไม่ได้จบอะไรเลย หรือทางสงวนวงษ์ตั้งใจจะขายกากมันอันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งคนซื้อต้องตัดสินใจเองว่าจะหยุดโง่หรือจะไปต่อ..ความลับไม่มีในโลก ที่บอกว่า ธ.ก.ส คำนวณให้ได้ 26 ตันยิ่งไม่ต้องมาพูดเพราะถ้าจะให้ยุติวัดพื้นที่ปลูก ปักเขต ขุด หักเหง้า ดูซิออกมาจะได้ซัก 7 ตันไหม..เลิกซะที่ที่ขุดแล้วคัดมาชั่งแล้วคูณด้วย 1600 กก. ผลลัพท์ 30 ตัน น่าเกลียด.. และเลิกซะที่ ที่เอามันฯมาโกงอายุบอกว่า 10 เดือน 12 เดือน แต่ผิวมันแตกเป็นสมเด็จวัดระฆัง คนทำมันฯเขาดูออก ไม่เนียน ไม่เนียน .. เล่นอย่างอื่นดีกว่า ไม่บาปด้วย เวรกรรมมีจริงนะ..แล้วที่บอกว่าปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ได้มาจากขี้ไก่ไข่ วิทยาลัยหรือมหาวิทยาไหนสอนล๊ะ บอกหน่อยจะได้บอกลูกหลานไม่ต้องไปเรียนเพราะยิ่งเรียนยิ่งโง่ จริงไหม..คุณฤทธิชัย
  ความคิดเห็นที่ : 40 โดย : เด็กเกษตร เมื่อ : 27/4/2552 12:38:00

ผมได้อ่านหลากหลายแล้วก็รู้สึกว่า ผมยังคงมีสิ่งที่จะเสริมให้เป็นทางเลือกเพิ่มเติมหรือตัดสินใจ, ในความคิดความเห็นของแต่ละท่านที่ต่างคิดว่าหลักวิชาการถูกต้องหรือไม่นั้น อ่านแล้วอดไม่ได้ที่ต้องขอให้ความเห็นด้วยเพราะ... ผมเองเป็น นักวิชาการและนักวิจัยอิสระเกี่ยวกับการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง ที่ทางมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ได้เชิญไปร่วมทำการวิจัยทดลองร่วมกับนักวิชาการอื่น ๆ อีกสามท่าน เรียกได้ว่าอยู่ในเหตุการณ์ที่สามารถให้เบาะแสการหาข้อยุติกับท่านได้ นักวิชาการที่ถูกเชิญมาในแต่ละท่านก็มีวิธีการของตัวเอง รวมถึงท่านเจ้าของวิธีการมันคอนโด 30 ตันด้วย วิธีการหรือผลผลิตสุดท้ายผมคงไม่ต้องบอกว่าใครได้เท่าไรเพราะอาจจะไปละเมิดสิทธิของเขา แต่ของผมเองไม่มีความลับ 12 เดือนได้ผลผลิต 7 ตันเศษ (ตั้งเป้าหมายไว้ 7ตัน) และ 18 เดือนได้ 9,072 กก.ต่อไร่ ต้นทุนอยู่ที่ 2,723 บาทต่อไร่โดยใช้พันธุ์ห้วยบง 60 เป็นพันธุ์ทดลอง. ในความเห็นของผมเกษตรกรจะต้องมั่นใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างทางการเกษตรต้องสามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ เพราะมันคือต้นทุนที่เราต้องควักออกไป และผลผลิตที่รับกลับมาจะต้องคุ้มการลงทุน เช่นการวิเคราะห์ดินหาค่าวิเคราะห์ที่ถูกต้อง ทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ และปริมาณธาตุอาหารที่เหลืออยู่ ปรับให้ตอบสนองกับมันฯที่จะนำมาปลูกถ้าให้เหมาะสม มีมันสำปะหลังหลายพันธุ์ที่ไม่ตอบสนองกับทางเคมีกับดินที่ pH สูงหรือต่ำเกินไป แต่เกษตรกรเอาไปปลูก ผลผลิตเลยได้เพียงตัวเลขที่กะไว้ในใจ การเพิ่มผลผลิตโดยการเพิ่มต้นทุนทั้งที่ความแน่นอนของฝนฟ้าบ้านเราเป็นอย่างนี้ ค่อนข้างเสี่ยง และโดยเฉพาะเกษตรกรต้องกู้เงินมาเพื่อเสี่ยงผมเห็นว่าไม่คุ้ม มันสำปะหลังนำธาตุอาหารไปใช้ในการสร้างผลผลิตและการเจริญเติบโตเท่าไร สามารถรู้ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดย ทางไศยศาสตร์ไม่สามารถบอกได้เลย ถ้าธาตุอาหารไม่พอให้เขาสร้างผลผลิต อย่าว่าแต่ 3 ตันเลย 1 หรือ 2 ตันก็ได้กันมาแล้ว แล้วจะทราบอย่างไรว่าพอหรือไม่ มีทางเดียงคือการวิเคราะห์ดิน.หรือธาตุอาหารพอแต่องค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่อำนวยก็ไม่เกิดประโยชน์. เราจนเพราะเราอยากรวย นี่คือเรื่องจริงของมนุษย์ คงไม่ยากถ้าเราจะปรับความคิดให้สอดคล้องกับแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทำทุกอย่าง เชื่อทุกอย่าง ที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ชีวิตและความเป็นอยู่ของเราคงดีขึ้นกว่าเดิม หาทางออกไม่ได้โทรมาคุยหรือปรึกษากันได้ 089-9037270
  ความคิดเห็นที่ : 41 โดย : สรรเสริญ/sansern1551@windowslive.com เมื่อ : 27/4/2552 13:36:00

พันธุ์มันสำปะหลัง
หน่วยงานที่พัฒนาพันธุ์มันสำปะหลัง มี 3 หน่วยงาน (ที่รับรองพันธุ์)
กรมวิชาการเกษตร พัฒนาที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง (ตระกูลระยอง)
ระยอง 1 - 3 - 60 - 90 - 5 - 72 - 7 - 9
มหาวิทยาลัยเกษตร เกษตรศาสตร์ 50
มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ฯ
ห้วยบง 60 และ ห้วยบง 80
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นพันธุ์ที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองพันธุ์อย่างถูกต้องตามกฏหมาย และกว่าจะมีการเสนอรับรองพันธุ์ต้องใช้เวลาเป็นสิบปีเกษตรกรจึงจะได้นำไปปลูก และอายุการเก็บเกี่ยว 10-12 เดือนทั้งนั้นไม่มี 6 เดือน
สำหรับพันธุ์อื่น ๆ ที่ตั้งชื่อกันเองนั้นน่าจะเป็นพันธุ์ของหน่วยงานทั้งสามที่กล่าวมาแล้วแทบทั้งสิ้น(สามารถวิเตราะห์ดีเอ็นเอได้)ยกตัวอย่างการนำเอาพันธุ์ไม่ได้รับการรับรองพันธุ์ของกรมวิชาการมาตั้งชื่อกันเองเช่น เขียวปลดหนี้ หรือมังกรหยก เป็นต้น พันธุ์ดังกล่าวคือ 35-22-196 กรมวิชาการไม่รับรองพันธุ์เพราะยังขาดคุณสมบัติบางประการ จึงเป็นพันธุ์ยังไม่ได้รับการรับรองพันธุ์ที่เกษตรกรนำมาปลูกเพราะเปอร์เซนต์แป้งสูง ระยะเวลาที่พัฒนาพันธุ์ขอยกตัวอย่างห้วยบง 60 พัฒนาพันธุ์ปี 2536 โดยมีถึง 900 กว่าตัวอย่าง ที่ต้องทำการทดลองวิจัย และคัดทิ้งจนเหลือหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดจึงขอรับรองพันธุ์เมื่อ 11 มีนาคม 2546 ได้พันธุ์ห้วยบง 60 ออกมาใช้เวลาเท่าไรนับเอาเอง พันธุ์อื่น ๆ ก็เช่นกันก่อนมีการจดทะเบียนรับรองพันธุ์ การพัฒนาจะอยู่ในลักษณะและเงื่อนไขเดียวกัน ดังนั้นในประเทศไทยจึงมีเพียง 3 หน่วยงานเท่านั้น
การที่มีพันธุ์อื่นออกมา เป็นชื่ออะไรก็แล้วแต่จะตั้งให้ไพเราะ เป็นที่ระลึกของผู้ที่เป็นต้นคิด (หลอกคน)โดยอ้างว่าพัฒนาพันธุ์เองบ้าง เป็นเกษตรเทวดาบ้าง ทั้งหลายแหล่พวกนี้ไปขโมยผลงานเขามาทั้งนั้น บางคนเป็นปราชญ์ชาวบ้าน บางคนเป็นนักขายตรง นำมาเป็นจุดขายควบกับสาร ปุ๋ยชีวภาพหรือจุลินทรีย์ ที่อ้างสรรพคุณว่าถ้าใช้คู่กับพันธุ์ของเขาจะได้ 10 -20-30 หรือ 60 ตันต่อไร่ ทั้งที่ความรู้ความเข้าใจในพันธุ์ที่ตัวเองอ้างว่าพัฒนามากับมือยังไม่มีแม้แต่น้อย บางคนเอาความเป็นครูบาอาจารย์ในโรงเรียน วิทยาลัย รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแลกกับเงินที่จะได้โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดกับเกษตรที่หลงเชื่อไม่รู้เอาจรรยาบรรณไปใว้ที่ไหน รับเอามาจากมหาวิทยาลัยหรือเปล่า ธรรมชาติของเกษตรกรเชื่อคนง่ายอยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้าบอกว่าเป็นคณุบาอาจารย์ และถ้าบอกว่าสอนในมหาวิทยาลัยเกษตร เขาจะปักใจเชื่อทันที โดยไม่รู้ว่าอาจารย์ที่มาแนะนำเขานั้นแท้ที่จริงอยู่ในมหาวิทยาลัยสอนภาควิชาอะไรไม่รู้ เกียวข้องกับดินกับพืชหรือไม่ ไม่รู้ จึงอยากขอให้พี่น้องเกษตรกรอย่าหลงเชื่ออะไรง่าย ๆ สืบหาสักนิดคิดสักหน่อย อย่าคิดเพียงมีเจ้าหน้าที่ของ ธ.ก.ส แนะนำมาแล้วเชื่อหัวปักหัวปำไม่ได้ เพราะใน ธ.ก.ส เองก็มีคนโง่โดนหลอกอย่างท่านเหมือนกัน อีกอย่างการโฆษณาน้ำหมัก หรือปุ๋ยชีวภาพว่าใช้แล้วได้ผลผลิตเหมือนเทวดาบันดาลนั้น ถามว่าคนที่ทำมาขายเป็นใคร กล้าเอามาวิเคราะห์หาธาตุอาหารหรือไม่ แจ้งจดทะเบียนกับสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรหรือเปล่า ตัวคนทำปุ๋ย ทำน้ำหมักยังไม่รู้เลย ว่ามีอะไรในนั้น ใช้แล้วจะได้ผลตามที่โฆษณาได้อย่างไร หน้าที่ของธาตุ อาหารแต่ละตัวให้อะไรกับพืชบ้างยังไม่รู้ แล้วจะช่วยเกษตรกรได้อย่างไร นอกเสียจากช่วยตัวเองให้ร่ำรวยจากความหลงเชื่อของเกษตรกร ผมเห็นว่าการปลูกพืชหรือทำอะไรก็แล้วแต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงดังความเห็นที่ 41 การใฝ่หาความรู้ที่แท้จริงเท่านั้นจะป้องกันตนเองจากกลุ่มคนเหล่านี้ได้ แล้วชีวิตจะเป็นสุข สวัสดี.
  ความคิดเห็นที่ : 42 โดย : เด็กเกษตร เมื่อ : 28/4/2552 10:28:00

ขอรายระเอียดมัน 40 ตัน/ไร่ ครับ
  ความคิดเห็นที่ : 43 โดย : แอ๊ด/pimarnth15@hotmail.com เมื่อ : 8/5/2552 12:13:00

ความเห็นที่41 อย่าพาดพิงสิครับ ช่วยกันให้ข้อมูล..ความรู้ดีกว่า
มันยากสำหรับการปฏิบัตินะครับ บางครั้งคนโง่ก็ไม่มีพิษภัยเท่าคน
ที่ฉลาดนะครับ มันเป็นการดีแล้วที่มีแนวทางการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการ
ผลิตการเกษตร
  ความคิดเห็นที่ : 44 โดย : supakop/supakop@thai.com เมื่อ : 16/5/2552 17:37:00


เป็นแนวทางนะครับ
วิธีการลดต้นทุนของผมที่ทำอยู่ตอนนี้
1.ลดค่ายาฆ่าหญ้า โดยยกร่องขณะปลูกให้เว้นระยะให้ห่างระหว่างร่อง ให้รถต๊อกหรือรถอีโก้งหรือรถไถนาเดินตามเข้าได้ รถไถนาเดินตามต้องสลับล้อซ้ายมาใส่ขวาล้อขวามาใส่ซ้าย เพื่อให้ช่วงล้อแคบลง เวลาวัชพืชขึ้น ก็ให้แถกร่องเข้าออก โดยใช้ผาลยกล่องเข้าไประหว่างร่อง และเมื่อวัชพืชขึ้นอีกก็สลับผาลยกล่องมาไว้คนละฝั่งแถกเข้าไประหว่างร่องอีก ในขณะที่มันยังไม่ลงหัวมาก และปลูกให้ถี่กว่าเดิมนิดนึง อาจจะใช้ยาฆ่าหญ้าแต่น้อยกว่าเดิม

2. ค่าปุ๋ย ไม่ต้องใส่เยอะมากเกินความจำเป็นครับ กินไม่หมดหรอก ฝนตกไปกับน้ำหมด ใส่บ่อย ๆ เอา
บางครั้งใช้ท่อเหล็กที่กลวง ๆ ทิ่มลงไปรอบ ๆ ต้น ให้ปุ๋ยไหลไปตามรูครับ เผื่อฝนตก

3. ลดค่าต้นพันธ์ ค่าไถ ค่าปลูก ผมเอาไว้สองปีครับ ได้ผลผลิตมากกว่าไว้ปีเดียว แต่ว่าจะขายมันสดได้ราคาน้อยกว่ามันปีเดียวประมาณ 100-150 บาท แถวบ้านผมน่ะ และต้้นพันธ์ที่ไว้ 2 ปีไปปลูกไม่ค่อยดี ปีเดียวได้ 5 ตัน สองปีได้ 8-9 ตัน เฉลี่ยน่ะ ดินร่วนปนทราย สลับแปลงปลูกปีละครึ่งเพื่อให้มีผลผลิตทุกปี ถ้าผมไว้ปีเดียวทำได้ไร่ละ 7 ตัน เหมือน คห.ข้างบนนะ ผมพอใจแล้วหล่ะ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มให้เปลืองปล่าว ๆ


4. สลับไปปลูกพืชอย่างอื่นบ้างก็ดีครับ หมุนเวียนกันไป


***ไร่ละ 20-30 ตัน โดนหลอกให้ซื้อปุ๋ยแล้วหล่ะ ลองคำนวนดูว่าต้องใส่ปุ๋ยกี่ลูก ป่านนี้คนขายปุ๋ยไปทำไร่เองแล้ว


ราคาประกันปี 52 1800 บาท นานมากกว่าจะได้เงิน
ราคาลานมันทั่วไปที่อุทัย 1650 ต้นปี 52
คิดคำนวน ที่ตันละ 1400 ก็พอขั้นต่ำ
ไร่ละ 26 ตัน
1 ไร่ = 26 * 1400 = 36,400
10 ไร่ = 260 * 1400 = 364,000
โดนหลอกแล้วหล่ะ
  ความคิดเห็นที่ : 45 โดย : ชาวไร่อุทัย/autorerun@hotmail.com เมื่อ : 1/6/2552 4:06:00

ความอยู่รอดของคนทำมันสำปะหลังขณะนี้ ไม่ได้อยู่ที่ใครจะมีวิธีการดีเลิศประเสริฐศรีอย่างไร เพราะท่านเจ้าของวิธีการเหล่านั้นย่อมรู้ดีว่าทำอะไร เพื่ออะไรอยู่ และสุดท้ายจะได้อะไรจากคนที่มีความต้องการความร่ำรวยแบบก้าวกระโดด ทั้งๆที่ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าทำแล้ว เชื่อไปแล้ว อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร.. ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่โฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ (โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์เดลินิวส์หน้าเกษตร หรือ ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์) ที่หน้าเป็นห่วง แม้การโฆษณาจะต้องมีค่าใช้จ่ายให้เจ้าของพื้นที่หลักหมื่นต่อหนึ่งคอลัมภ์หรือต่อกี่นาทีของการออกอากาศ แต่มันคุ้มแสนคุ้มถ้าขายปุ๋ยได้ ขายน้ำหมักได้ ขายต้นพันธุ์ที่ตั้งชื่อเองได้ แม้การขายวิธีการนั้น ๆ จะใช้ได้ครั้งเดียวกับคนที่หลงทางเข้ามาเพราะอยากรวย แต่มันมิใชหมดเพียงนั้น ยังมีอีกหลายคนที่อยากรวย อยากหมดหนี้อีกมากมาย ที่จ่อคิวจะเข้ามา ก็ให้ถือซะว่าชาติก่อนเคยทำกรรมไว้และต้องใช้คืนชาตินี้ก็แล้วกัน ตอนนี้อย่าไปหาเลยครับ 20-30-40 หรือ 50 ตันต่อไร่ พักไว้ก่อน..(แล้วจะกลับมาจนอีกก็ยังไม่สาย) เอาเป็นว่าทำอย่างไรจะดูแลที่ปลูกไว้อย่างไรไม่ให้ถูกเพลี้ยแป้งระบาดจนยืนตาย หัวแห้งฝ่อ น่าจะดีที่สุด เพราะขณะนี้ระบาดไปแล้ว เกือบ 30 จังหวัด กินพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ และที่เสียหายไปแล้ว 100% เกือบล้านไร่ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมันมากที่สุดปีนี้จะมีเหลือซัก 50% ไหม.. เพราะปลูกไปแล้ว 1 ล้านไร่ โดนเพลี้ยแป้งสวามปามไปแล้วเกือบ 40% ส่วนที่เหลืออีก 8 แสนไร่ที่ยังไม่ได้ปลูกเกษตรกรเริ่มลังเล จะไปต่อหรือเปลี่ยนพืช ตัวอย่างแค่จังหวัดเดียวก็น่าจะเห็นอนาคตราง ๆ ว่า ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ถ้ายังมัวจมปรักอยู่กับการเพิ่มผลผลิตลม ๆ แล้ง ๆ พยากรณ์ได้ว่าวิกฤตินี้จะเป็นโอกาสให้บรรดานักวิจัยเพิ่มผลผลิตทั้งหลายจะเบนเข็มมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปราปเพลี้ยแป้งโดยอัตโนมัติ และสูตรสำเร็จก็คงต้องบอกว่าอยู่กับเพลี้ยแป้งมา 20-30 ปีเหมือนที่บอกว่าอยู่กับมันสำปะหลังมาจนพัฒนาได้ 20-30 ตัน เช่นกัน เพราะการเบนข็มครั้งนี้จะสร้างความร่ำรวยมั่งคั่งให้อย่างชนิดที่เรียกได้ว่าพลิกฝ่ามือรวยทีเดียว ก็ได้แต่ภาวนาให้เกษตรกรที่ผีซ้ำกรรมซัดรอดปากเหยี่ยวปากกาจากมนุษย์เหล่านี้ ก่อนการตัดสินใจซื้อสารอะไรก็แล้วแต่ ไปขอเบอร์โทรของ ศูนย์บริหารศัตรูพืช (ศบพ.) ไกล้บ้านท่านแล้วสอบถามว่าที่เขามาโฆษณานั้นหลอกหรือเปล่า (หาเบอร์ได้ที่เกษตรอำเภอทุกแห่ง) เพราะเขาขึ้นอยู่กับอธิบดีคนเดียวกัน ขอให้โชคดีครับ
  ความคิดเห็นที่ : 46 โดย : เด็กเกษตร เมื่อ : 2/6/2552 7:46:00

หวัดดีครับชาวไร่มัน การปลูกมัน ให้ได้ผลผลิตดีมีให้ดูที่ไร่ ไม่มีขายปุ๋ย ขายยา มีแต่คำแนะนำดีฯ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน มีแปลงทดสอบพันธุ์ให้ดูหลายพันธุ์ พันธุ์ไหนหัวแรง/แป้งดีมาดูกัน ส่วนเพลี้ยแป้งที่ระบาดนั้น การป้องกัน คัดเลือกท่อนพันธุ์ที่สะอาด ปราศจากเพลี้ยแป้ง ก่อนปลูกจุ่มท่อนพันธุ์ด้วยสารฆ่าแมลง ไทอะมีโทแชม 5นาที(อัตรา 4 กรัม/น้ำ20ลิตร) ถ้าระบาดหนักจริงฯก์ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร 0-2579-5583 แฟ็กช์0-29405396 เขาช้วยเราได้
  ความคิดเห็นที่ : 47 โดย : น้ำยืน อุบล/prapas-44@hotmail.com เมื่อ : 13/6/2552 23:02:00

การปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง เป็นไปได้น่ะครับ แต่เพิ่มกว่าเดิมขึ้นอยู่กับชนิดสายพันธุ์สำปะหลังและลักษณะของดิน ฤดูกาลและจังหวะในการปลูก เพราะมันสำปะหลังไม่ชอบน้ำขังและชื้นแต่ขาดน้ำไม่ได้ การจัดการให้ดินมีอินทรีย์วัตถุมากเท่าใหร่ยิ่งดีและดินมีความสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารจะทำให้มันสำปะหลังเจริญเติบโตเร็ว รากสมบูรณ์..จากรากเปลี่ยนเป็นหัวเกิน 10หัวต่อต้น..เป็นเรื่องของเทคนิคการจัดการ..แต่ท่าน"ลดต้นทุน ผลผลิตเพิ่มขึ้น2-3 เท่าตัว..เทคนิคการจัดการนั้นอย่างไรสนใจโทร.086-2741839 หรือที่อีเมล์นี้..หวังว่าคงได้รับการแลกเปลี่ยข้อมูลน่ะครับ..ขอบคุณครับ..สวัสดี
  ความคิดเห็นที่ : 48 โดย : นายบำรุง โรจนหัสดินทร์/lovebumroung@hotmail.com เมื่อ : 17/6/2552 21:18:00

>> เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
  ขออภัยในความไม่สะดวก ! ขอปิดให้บริการชั่วคราว เพื่อปรับปรุงระบบ เนื่องจากขณะนี้มีผู้พยายามก่อกวนเว็บบอร์ด โดยการส่งสแปมมาอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจ และเราจะเปิดบริการใหม่ในเร็ว ๆ นี้ครับ
ทีมงาน PHTNET.ORG
ชื่อ : *
 
อีเมล์:
ข้อความ :
 
 
ป้อนรหัสความปลอดภัย 4 หลักที่ท่านเห็นข้างบน