<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เฉลิมชัย วงษ์อารี Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<atom:link href="https://www.phtnet.org/tag/เฉลิมชัย-วงษ์อารี/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.phtnet.org/tag/เฉลิมชัย-วงษ์อารี/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Jun 2020 04:12:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/07/cropped-icon-1-150x150.png</url>
	<title>เฉลิมชัย วงษ์อารี Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<link>https://www.phtnet.org/tag/เฉลิมชัย-วงษ์อารี/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การใช้แคลเซียมเพื่อคุณภาพของผลไม้ที่ดีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2018/12/1117/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Dec 2018 03:40:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลิมชัย วงษ์อารี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=1117</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; รศ.ดร. เฉลิมชัย วงษ์อารี คณะทรัพยากรชีวภาพแ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2018/12/1117/">การใช้แคลเซียมเพื่อคุณภาพของผลไม้ที่ดีหลังการเก็บเกี่ยว</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1119" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018-2.jpg" alt="" width="1080" height="608" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018-2.jpg 1080w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018-2-300x169.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018-2-1024x576.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018-2-768x432.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018-2-270x151.jpg 270w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>โดย &#8230; <a href="https://www.phtnet.org/service/view-speciallist.asp?dID=97">รศ.ดร. เฉลิมชัย วงษ์อารี</a> คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</p>
<p><strong>แคลเซียม (Ca)</strong> จัดเป็นธาตุอาหารรองในกลุ่มเดียวกับแมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) ที่พืชต้องการใช้ในปริมาณน้อยในการเจริญเติบโต  และไม่มีปัญหาขาดแคลนในดินทั่วไปเหมือนธาตุอาหารหลักซึ่งได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K)   อย่างไรก็ตามแคลเซียมเป็นธาตุสำคัญที่เป็นองค์ประกอบหลักช่วยในการแบ่งเซลล์และใช้กระบวนการภายในเซลล์ในระหว่างการเจริญเติบโต   อาการขาดธาตุแคลเซียมในพืชบางอย่างอาจดูคล้ายอาการของพืชเป็นโรค ดังนั้นการวินิจฉัยอาการผิดปกติของพืชจึงควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง พืชที่ขาดแคลเซียมมักจะแสดงอาการที่ยอดและผล คือ  ตายอดไม่เจริญ   ยอดอ่อนตาย  ใบอ่อนบิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลงไม่เรียบและแห้ง ใบมีจุดประขาวอยู่บนใบส่วนยอด ดูคล้ายอาการยอดด่าง   ส่วนผลแสดงอาการขั้วผลไม่แข็งแรงหลุดร่วงง่ายและมีจุดดำที่ก้นของผล เช่น โรคก้นเน่าของมะเขือเทศ เกิดจากการขาดแคลเซียม หรือความไม่สมดุลของธาตุแคลเซียมในดิน พืชที่ขาดแคลเซียมนานและรุนแรงมีลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย การเจริญเติบโตชะงักงัน</p>
<p><strong>แคลเซียมจัดเป็นธาตุที่สำคัญต่อคุณภาพของผักและผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว การให้แคลเซียมระหว่างการเจริญพัฒนาของผลยังช่วยลดอาการผิดปกติของผล เช่น ผลแตก ไส้กลวงและก้นเน่า</strong> นอกจากนี้ยังมีการใช้แคลเซียมกับผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาหรือเพิ่มคุณภาพของผลิตผลสด   ซึ่งการให้แคลเซียมกับพืชอาจให้ในรูปเกลือแคลเซียมชนิดต่าง ๆ เช่น แคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมแลคเตท แคลเซียมไนเตรท แคลเซียมซัลเฟต  และแคลเซียมแอสคอร์เบท เป็นต้น  การให้แคลเซียมกับผลไม้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพบางประการดังนี้</p>
<h3>1. การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบภายในผลิตผล</h3>
<p>แคลเซียมเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเพคตินในผนังเซลล์พืช  การที่พืชอ่อนนิ่มลงในระหว่างการสุกเกิดจากการสูญเสียแคลเซียมออกมาจากส่วนนี้   ดังนั้นการให้แคลเซียมเพิ่มจากภายนอกจะช่วยทำให้ผนังเซลล์ของพืชยังคงความแข็งแรงและเพิ่มความแข็งแรงของแรงดึงระหว่างเซลล์พืช มีการใช้แคลเซียมกับผักและผลไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภคกันมากเพื่อคงความแน่นเนื้อและความสดของผลิตภัณฑ์ (รูปที่ 1A)   มีการแช่ผลแคนตาลูปทั้งผลในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ความเข้มข้นเข้มข้น 2% ภายใต้ความดันบรรยากาศ 460 มิลลิเมตรปรอท นาน 2 นาที เพื่อดันสารละลายให้เข้าผลได้มากขึ้น จากนั้นนำมาปอกเปลือกและทำชิ้นแคนตาลูปตัดแต่งพร้อมบริโภคเก็บที่ 10°ซ ทำให้ชิ้นแคนตาลูปคงความแน่นเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เมื่อเปรียบเทียบกับชิ้นแคนตาลูปพร้อมบริโภคที่แช่ในแคลเซียมคลอไรด์โดยตรงซึ่งทำให้ชิ้นแคนตาลูปมีรสเฝื่อนขมเล็กน้อย  (เฉลิมชัย และคณะ,  2547) นอกจากนี้แคลเซียมภายในเซลล์ยังมีผลต่อระดับความสมดุลของการดำเนินกิจกรรมภายในเซลล์   การให้แคลเซียมจากภายนอกช่วยทำให้ผลไม้หลายชนิดมีการสุกและเสื่อมสภาพช้าลง  เช่น การนำผลอาโวกาโดมาแช่ในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ความเข้มข้น 2% ภายใต้ความดันบรรยากาศ 250 มิลลิเมตรปรอท นาน 10 นาที  ทำให้ผลอาโวกาโดสุกช้าลง 2-3 วัน  (Wickramasinghe <em>et al</em>., 2013)</p>
<h3>2.การคายน้ำ หรือสูญเสียน้ำ</h3>
<p>แคลเซียมยังมีผลต่อกลไกการตอบสนองในเซลล์หลาย ๆ อย่าง  และกลไกหนึ่งที่สำคัญคือแคลเซียมสามารถชักนำการปิดของปากใบได้   ซึ่งการเหี่ยวของผักและผลไม้สัมพันธ์กับการสูญเสียความชื้นในตัวผลิตผลจากช่องเปิดต่างๆ  เช่น การเหี่ยวของขนเงาะและเปลือกเงาะอย่างรวดเร็วหลังการเก็บเกี่ยว   เนื่องจากขนเงาะมีช่องเปิดรูปากใบจำนวนมาก  (รูปที่ 1B) เงาะจึงมีการคายน้ำมากจะทำให้ขนและเปลือกเหี่ยวได้ง่ายและรวดเร็วหลังการเก็บเกี่ยว   การทดลองการแช่ผลเงาะพันธุ์โรงเรียนในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ความเข้มข้น  0.5 mg/l นาน  5  นาที  ก่อนนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ  13°ซ  สามารถชะลอการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของผลเงาะได้ดี โดยมีแนวโน้มว่าแคลเซียมในเนื้อเยื่อเปลือกเงาะที่เพิ่มมากจะช่วยชักนำการทำให้ปากใบของขนเงาะปิด  (Wongs-Aree and Kanlayanarat, 2004)</p>
<h3>3. ความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากความผิดปกติทางสรีรวิทยาของพืช</h3>
<p>ผลไม้หลายชนิดมีอาการผิดปกติในระหว่างและหลังการเก็บรักษาได้ง่าย แคลเซียมในความเข้มข้นที่เหมาะสมสามารถลดอาการผิดปกติทางสรีรวิทยาต่างๆ เช่น การใช้แคลเซียมคลอไรด์และแคลเซียมไนเตรทฉีดพ่นที่ต้นเริ่มจากประมาณ 3 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง และทำซ้ำทุก 2 สัปดาห์จนกว่าเก็บเกี่ยว ช่วยลดอาการไส้ฉ่ำน้ำ  รอยจุด  และไส้สีน้ำตาลในผลแอปเปิลระหว่างการเก็บรักษา (Conway <em>et al</em>., 2012)  หรือในสับปะรดซึ่งเป็นผลไม้เขตร้อนและประเทศไทยมีการส่งออกสับปะรดไปยังตลาดต่างประเทศในปริมาณมากแต่เกือบทั้งหมดส่งออกในรูปสับปะรดกระป๋อง  ทั้งนี้ถึงมีความต้องการผลสับปะรดสดมากแต่ปัญหาในการส่งออกคือสับปะรดเกิดอาการไส้สีน้ำตาลได้ง่ายระหว่างการเก็บที่อุณหภูมิต่ำแม้จะเก็บที่อุณหภูมิ 13- 15°ซ ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่แนะนำสำหรับเก็บรักษาผลไม้เมืองร้อน    มีวิจัยหลายงานศึกษาการใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อลดความเสียหายจากอาการไส้สีน้ำตาลในผลสับปะรด   แต่ยังไม่มีวิธีไหนให้ผลอย่างแน่นอน  การใช้แคลเซียมคลอไรด์กับสับปะรดหลังการเก็บเกี่ยวเป็นวิธีการหนึ่งที่มีแนวโน้มในการลดอาการไส้สีน้ำตาลได้ดี (รูปที่ 1C) (Youryon <em>et al</em>., 2013)</p>
<h3>4. ความเสียหายทางกายภาพ</h3>
<p>ผลไม้ที่มีอ่อนนิ่มง่ายหลังการเก็บเกี่ยวหรือระหว่างการสุก  มักก่อให้เกิดความเสียหายเชิงกายภาพและเชิงกลกับผลิตผลในระหว่างการขนส่งระยะทางไกล  การให้แคลเซียมกับผลไม้จะส่งผลในการคงความแน่นเนื้อของผลไม้หลายชนิดหลังการเก็บเกี่ยว  ซึ่งจะส่งผลดีต่อการป้องกันความเสียหายระหว่างขนส่ง เช่น การจุ่มผลท้อหลังการเก็บเกี่ยวในสารละลายเกลือแคลเซียม 3 ชนิดคือแคลเซียมคลอไรด์  แคลเซียมแลคเตท  และแคลเซียมพรอพิโอเนท ความเข้มข้นประมาณ 0.1% นาน 1 วัน ทำให้ผลท้อมีปริมาณแคลเซียมในเปลือกเพิ่มขึ้น 2.7 เท่า ส่วนในเนื้อเพิ่มขึ้นถึง 74% โดยไปเพิ่มแคลเซียมในส่วนของเพคตินที่ละลายน้ำในผนังเซลล์มากขึ้นทำให้ผลมีความแน่นเนื้อมากขึ้น  อย่างไรก็ตามหากให้ความเข้มข้นของเกลือแคลเซียมสูงขึ้นถึง 0.5% จะทำให้เกิดความเป็นพิษกับผิวผล สีผิวเพี้ยนและเกิดรอยจุดที่ผิว (Manganaris <em>et al</em>., 2007) หรือการให้แคลเซียมความเข้มข้น 1-2% กับผลฝรั่งพันธุ์ ‘กลมสาลี’ แล้วนำมาเก็บที่อุณหภูมิห้อง  สามารถชะลอการสูญเสียความแน่นเนื้อและการเปลี่ยนแปลงสีเปลือกได้ดี  (Wongs-Aree and Srilaong,  2006)</p>
<h3>5. ความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากโรคพืชภายหลังการเก็บเกี่ยว</h3>
<p>หลักการใช้แคลเซียมนอกจากมีผลทำให้เซลล์และผนังเซลล์ของพืชมีความแข็งแรงคงความแน่นเนื้อได้ดีแล้ว   ยังทำให้เซลล์พืชต้านทานการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคได้ดีขึ้น  การใช้แคลเซียมคลอไรด์มีประสิทธิภาพดีต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราโรคผลเน่าในผลเงาะหลังการเก็บเกี่ยว สาเหตุจากเชื้อรา <em>Botryodiplodia  theobromae</em>  หรือการใช้แคลเซียมไนเตรทและแคลเซียมคลอไรด์กับผลมะม่วงทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวลดการเจริญของสาเหตุโรคแอนแทรคโนส และโรคผลเน่า สาเหตุจากเชื้อรา <em>Colletotrichum gloeosporioides</em>  และ <em>Diplodia natalensis</em>    แต่การใช้แคลเซียมคลอไรด์ให้ผลดีกว่าแคลเซียมไนเตรท (Kaiser <em>et al</em>., 2001)  หรือการใช้แคลเซียมแลคเตทเพื่อคงคุณภาพและความแน่นเนื้อของชิ้นสาลี่ตัดแต่งพร้อมบริโภค สามารถลดการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บนชิ้นสาลีตัดแต่งได้น้อยกว่าที่มาตรฐานกำหนด  (Alandes  <em>et al</em>., 2009)</p>
<figure id="attachment_1118" aria-describedby="caption-attachment-1118" style="width: 830px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="size-full wp-image-1118" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018.jpg" alt="" width="830" height="298" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018.jpg 830w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018-300x108.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2019/04/article-ca-12-2018-768x276.jpg 768w" sizes="(max-width: 830px) 100vw, 830px" /><figcaption id="caption-attachment-1118" class="wp-caption-text">รูปที่ 1 สภาพเส้นมะละกอพร้อมปรุงหลังแช่ในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ (A), ภาพถ่ายแสดงปากใบของขนเงาะพันธุ์โรงเรียนภายใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง (B), สภาพการเกิดอาการไส้สีน้ำตาลในผลสับปะรดพันธ์ตราดสีทองที่ไม่ได้ให้ (สองแถวบน) และให้แคลเซียมคลอไรด์ความเข้มข้น 0.5% (สองแถวล่าง) ก่อนการเก็บรักษาที่ 13°ซ นาน 2 สัปดาห์ (C)</figcaption></figure>
<h3></h3>
<h3>ข้อควรคำนึงในการใช้แคลเซียม</h3>
<p><strong>ปัญหาหลักอย่างหนึ่งก็คือจะทำอย่างไรให้ธาตุแคลเซียมเข้าไปในผลได้มากพอ  เนื่องจากแคลเซียมเป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนย้ายในพืช</strong> ดังนั้นการเพิ่มปริมาณแคลเซียมในดินเพื่อเพิ่มปริมาณแคลเซียมในผลไม้มักไม่ค่อยได้ผลดี    การให้แคลเซียมที่ผลโดยตรงดูจะเป็นวิธีการเพิ่มปริมาณแคลเซียมในผลที่ได้ผลที่สุด   นั่นคือการให้แคลเซียมช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวโดยการฉีดพ่นที่ผลบนต้น โดยสามารถใช้ผสมรวมไปกับสารเคมีฆ่าแมลงและฉีดพ่นต้นตามปกติได้เลย  หรือการให้แคลเซียมกับผลหลังการเก็บเกี่ยวโดยการจุ่มผล  หรือแช่ผลในระบบสุญญากาศหรือให้ความดันพาสารละลายแคลเซียมเข้าไปในผล   อย่างไรก็ตามการให้แคลเซียมทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวก็ยังพบปัญหาบางประการ เช่นความเข้มข้นของแคลเซียมที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้มีปริมาณแคลเซียมในผลไม่มากพอที่จะส่งผลทำให้ผลไม้มีคุณภาพที่ดีได้    ตรงกันข้ามหากผลไม้ได้รับแคลเซียมมากเกินไปอาจทำให้ผลไม้เกิดความผิดปกติได้  การให้แคลเซียมกับพืชอาจให้ในรูปเกลือแคลเซียมชนิดต่างๆ นำมาละลายน้ำตามความเข้มข้นที่ต้องการ อย่างไรก็ตามเกลือแคลเซียมบางชนิดอาจละลายน้ำได้ไม่ดี   โดยอาจจะใส่น้ำส้มสายชูกลั่น (5%) 2 มิลลิลิตร ต่อสารละลาย  5 ลิตร เพื่อช่วยในการละลาย นอกจากนี้เกลือแคลเซียมในรูปต่าง ๆ อาจไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้  และบางชนิดอาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติกับผลไม้ได้</p>
<p>ในมนุษย์ แคลเซียมเป็นเกลือแร่ที่มีมากที่สุดในร่างกาย โดยเกือบทั้งหมดอยู่ที่กระดูกและฟัน แคลเซียมส่วนที่เหลืออยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ และของเหลวในร่างกาย ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ ถ้าร่างกายขาดแคลเซียมจะทำให้เกิดโรคกระดูกเสื่อมโดยปกติจะเกิดขึ้นหลังจากอายุ 35-40 ปี อาหารจากพืชที่มีแคลเซียมส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยพืชเมล็ดและผักใบเขียว  พืชในบ้านเราที่พบว่ามีแคลเซียมอยู่มาก ได้แก่ งาดำ ถั่วเหลือง ถั่วแดงหลวง เม็ดบัว  รำข้าว กลอย มันเทศ สาคู ใบชะพลู ใบยอ ยอดแค ยอดสะเดา ผักคะน้า ผักแพว ทั้งนี้จากงานทดลองต่างๆ ในการเพิ่มปริมาณแคลเซียมในผลไม้เพื่อให้คุณภาพของผลไม้ที่ดีหลังการเก็บเกี่ยว น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถทำการประชาสัมพันธ์ในเรื่องเกี่ยวกับการบริโภคผลไม้หรือผลิตผลสดพร้อมบริโภคที่มีแคลเซียมสูงเพื่อสุขภาพสำหรับคนสูงวัย</p>
<blockquote><p>** บทความนี้ตีพิมพ์ลงใน <a href="https://www.phtnet.org/2018/12/1083/">Postharvest Newsletter ปีที่ 17 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2561</a></p></blockquote>
<p><strong><u>เอกสารอ้างอิง</u></strong></p>
<ul>
<li>เฉลิมชัย วงษ์อารี ผ่องเพ็ญ จิตรอารีย์รัตน์ และ อภิรดี อุทัยรัตนกิจ. 2547. ผลของการใช้สารละลายแคลเซี่ยมคลอไรด์ต่อการยืดอายุการวางจำหน่ายแคนตาลูปพร้อมบริโภค. การประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 4. 4-7 พฤษภาคม 2547 ณ โรงแรมเจบีหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา. 196 น.</li>
<li>Alandes, L., Pérez-Munuera, I.,  Llorca, E.,  Quiles, A.and Hernando, I.  2009. Use of calcium lactate to improve structure of “Flor de Invierno” fresh-cut pears. Postharvest Biology and Technology 53: 145–151.</li>
<li>Conway, W.S., Sams, C.E. and  Hickey, K.D. 2012. Pre- and postharvest calcium treatmen of apple fruit and its effect on quality. HortFlora Research Spectrum, 1(4): 344-347.</li>
<li>Kaiser, S.A.K.M., Dhua, R. S. and Banik, A. K. 2001. Effect of pre- and postharvest treatments with calcium compounds on the incidence of postharvest fruit rots of mango. Journal of Mycopathological Research 39 (2): 91-94.</li>
<li>Manganaris, G.A., Vasilakakis, M., Diamantidis, G. and Mignani, I. 2007. The effect of postharvest calcium application on tissue calcium concentration, quality attributes incidence of flesh browning and cell wall physicochemical aspects of peach fruits. Food Chemistry. 100(4): 1385–1392.</li>
<li>Wongs-Aree, C. and Kanlayanarat, S. 2004. CaCl<sub>2</sub> applications on storage quality of rambutan. Acta Horticulturae 687: 213-218.</li>
<li>Youryon, P., Wongs-Aree, C., McGlasson, W.B., Glahan, S.  and Kanlayanarat, S. 2013. Alleviation of internal browning in pineapple fruit by peduncle infiltration with solutions of calcium chloride or strontium chloride under mild chilling storage. International Food Research Journal.  20 (1): 239-246.</li>
<li>Wickramasinghe, W.R.K.D.W.K.V., Abayagunawardane, W.A.A.S. and Dissanayake, P.K. 2013. Effect of pressure infiltration of calcium chloride on postharvest storage life of avocado (<em>Persia americana</em> Mill). The Journal of Agricultural Sciences.8(2):70-75.</li>
<li>Wongs-Aree C. and Srilaong, V. 2006. CaCl<sub>2</sub> infiltration on &#8216;Klom Sali&#8217; guava quality at low temperature storage. Acta Horticulturae 712: 851-856.</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2018/12/1117/">การใช้แคลเซียมเพื่อคุณภาพของผลไม้ที่ดีหลังการเก็บเกี่ยว</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเกษตรและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวของอินโดนีเซีย: แลเขา&#8230;เหลียวมองเรา…ก่อน AEC</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2014/02/137/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Feb 2014 08:28:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลิมชัย วงษ์อารี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=137</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; ผศ.ดร.เฉลิมชัย วงษ์อารี 1,2 1หลักสูตรเทคโนโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2014/02/137/">การเกษตรและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวของอินโดนีเซีย: แลเขา&#8230;เหลียวมองเรา…ก่อน AEC</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดย &#8230; ผศ.ดร.เฉลิมชัย วงษ์อารี <sup>1,2</sup></p>
<p><sup>1</sup>หลักสูตรเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี<br />
<sup>2</sup>กลุ่มวิจับ Postharvest Logistics ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรุงเทพฯ</p>
<p>ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป 10 ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งประกอบด้วย บรูไน อินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย จะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC; รูปที่ 1) เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การศึกษา ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสังคมร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีอำนาจต่อรองด้านต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น นอกจากนี้การนำเข้า-ส่งออกของระหว่างชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวบางชนิด (Sensitive Lists) ที่แต่ละประเทศอาจจะขอกันไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า</p>
<p>จากการที่ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปเจรจาความร่วมมือทางการศึกษากับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงปลายปี 2555 ทำให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิต รวมไปถึงสภาพการเกษตรและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวของประเทศอินโดนีเซีย จึงขอสรุปสาระเหล่านี้มาเพื่อศึกษาถึงความพร้อม จุดเด่น-จุดด้อย และโอกาส เปรียบเทียบกับประเทศไทย</p>
<p><img decoding="async" class="img-responsive" src="https://www.phtnet.org/article/images/a64_1.jpg" /><br />
รูปที่ 1: กลุ่มประเทศที่กำลังจะจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียนในปี 2558(source: http://www.thai-aec.com/41)</p>
<h3>สภาพความเป็นอยู่และการศึกษา</h3>
<p>คนอินโดนีเซียมีสภาพวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ และอาหารการกินคล้าย ๆ กับคนไทย เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว มีจำนวนประชากรมากถึงกว่า 225 ล้านคน เป็นอันดับ 4 ของโลก กระจายตัวไปตามเกาะต่าง ๆ กว่า 3,000 เกาะ (กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์, 2555) มหาวิทยาลัยชั้นนำมักจะเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของรัฐบาลที่กระจายตัวในเกาะชวา ซึ่งมีการวางรากฐานการศึกษาโดยประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ในอดีตเคยเข้ามาปกครองอินโดยนิเซียเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้โครงสร้างของสถาปัตยกรรม การออกแบบ และการศึกษามีระบบแบบแผนอย่างดี ขณะนี้รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในสถาบันของรัฐโดยส่งไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอกในห้องปฏิบัติการวิจัยเชิงลึกในต่างประเทศ รวมไปถึงมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่มีความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์และบุคลากร อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยหลายแห่งในอินโดนีเซียก็มีความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันชั้นนำในอีกหลาย ๆ ประเทศทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ดังนั้นโอกาสที่มหาวิทยาลัยของไทยจะรับนักศึกษาชาวอินโดนีเซียจึงมีการแข่งขันกันสูง ประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องค่าครองชีพที่ไม่สูงมาก สภาพความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงกัน และการเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนปัจจัยทางการศึกษาในระดับภูมิภาคได้สะดวกหลังการเปิด AEC</p>
<h3>วิทยาการเรื่องการเกษตร</h3>
<p>มหาวิทยาลัยชั้นนำหลาย ๆ แห่งของอินโดนีเซียมีความถนัดและจุดแข็งทางด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางด้านการเกษตร/ Ecosystem/ Food Sciences/ และ Agricultural Engineering ทำให้อินโดนีเซียมีพื้นฐานความชำนาญทางการเกษตรและอาหาร การเปิด AEC อาจจะส่งผลกระทบต่อการเกษตรไทยได้ในพืชหลายชนิด เช่น <strong>ปาล์มน้ำมัน</strong> ที่ไทยต้องแข่งขันกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย <strong>มะพร้าวแห้ง</strong> ที่อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตมะพร้าวอันดับหนึ่งของโลก รองมาคือ ฟิลิปปินส์ และ<strong>ชา</strong> ที่อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตอันดับสี่ของโลก รองจากอินเดีย จีนและศรีลังกา ตามลำดับ (กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์, 2555) ในภาคเกษตรนับว่าเริ่มมีการเปิดการค้าเสรีมาแล้วตั้งแต่ปี 2553 มีสินค้าเกษตรบางรายการเท่านั้นที่มีความอ่อนไหว (Sensitive lists) ที่จะต้องมาตกลงกัน เช่น ไทยมีกาแฟ มันฝรั่ง และมะพร้าวแห้ง ส่วนอินโดนีเซีย มีเฉพาะสินค้าข้าว และกุ้ง</p>
<p>สำหรับรายละเอียดของผลกระทบของการเปิด AEC ต่อพืชหลัก 3 ชนิดของไทยมีดังนี้ (http://www.thai-aec.com/category/aec-impact-thai)</p>
<p><strong>ข้าว</strong> การเปิด AEC น่าจะทำให้ภาษีนำเข้าข้าวของตลาดอาเซียนลดลงเป็น 0% และช่วยเปิดตลาดส่งออกข้าวไทยไปยังอินโดนีเซียได้มากขึ้น เนื่องจากคนอินโดนีเซียผลิตไม่พอกับความต้องการภายในประเทศ แต่ในทางปฏิบัติแล้วประเทศอินโดนีเซียกำหนดให้สินค้าข้าวอยู่ในรายการสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงและยังคงอัตราภาษีนำเข้าไว้อยู่ระหว่าง 30-40 % ของราคาข้าว รวมทั้งมีการใช้มาตรการที่มีใช่ภาษีในการนำเข้าข้าวด้วย นอกจากนี้ข้าวของไทยยังคงต้องแข่งขันในด้านราคากับประเทศคู่แข่งในอาเซียนด้วยกันเอง อาทิ เวียดนาม กัมพูชา และในอนาคตอาจจะเป็นพม่าซึ่งมีต้นทุนในการผลิตข้าวต่ำกว่าประเทศไทย</p>
<p><strong>ปาล์มน้ำมัน</strong> เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของเกษตรกรของไทย น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ของไทยถือได้ว่ามีคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มรายอื่น ๆ เนื่องจากเป็นน้ำมันที่มีลักษณะใส ไม่มีตะกอนและไม่เป็นไข ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลโดยองค์การคลังสินค้าได้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศเข้ามาเป็นระยะๆ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์มไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากน้ำมันปาล์มดิบจากประเทศเพื่อนบ้านมีราคาถูกกว่าน้ำมันปาล์มดิบไทย เกษตรกรของไทยเป็นเกษตรกรรายย่อย ยังขาดการบริหารจัดการและนโยบายที่มีประสิทธิภาพ ขณะนี้ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียมีการทำสวนปาล์มแปลงขนาดใหญ่ผ่านการบริหารจัดการสวนที่ดี ทำให้โอกาสที่ประเทศไทยจะพัฒนาพันธุ์ปาล์มน้ำมันให้แข่งขันกับมาเลเซียและอินโดนีเซียทำได้ยากขึ้น จึงจัดว่าว่าปาล์มน้ำมันของไทยเป็นสินค้าที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง หากมีการปรับลดภาษีเป็น 0% และเปิดให้มีการนำเข้าได้โดยเสรีนอกจากนี้อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันปาล์มยังต้องการการปกป้องจากรัฐบาลด้วย</p>
<p><strong>มันสำปะหลัง</strong> การเปิด AEC จะส่งผลทางด้านบวกกับสินค้าเกษตรอย่างมันสำปะหลังเพียงรายการเดียว เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังได้มากที่สุดในอาเซียน โดยครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าประเทศคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียค่อนข้างมาก ประกอบกับไทยมีต้นทุนการผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ต่ำกว่า</p>
<h3>วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว</h3>
<p>มหาวิทยาลัยในอินโดนีเซียเกือบทั้งหมดมีการเรียนการสอนและการวิจัยงานทางด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวในระดับบัณฑิตวิทยาลัย เนื่องจากงานทางด้านนี้มีความสำคัญขึ้นเป็นลำดับต่อตลาดการค้าสินค้าเกษตร ดังนั้น School of Life Sciences and Technology จากสถาบันเทคโนโลยีแห่ง Bandung (Institute Technogy Bandung : ITB) จึงกำลังจะเปิดหลักสูตร Postharvest Technology ในระดับปริญญาตรีขึ้นเป็นแห่งแรกในอินโดนีเซียในปี 2556 นอกจากนี้อินโดนีเซียยังมีจุดแข็งทางด้านการผลิตเครื่องมือเพื่อรองรับการปฏิบัติงานทางการเกษตรด้านต่าง ๆ เช่น ที่คณะวิศวกรรมเกษตรของมหาวิทยาลัยการเกษตรแห่ง Bogor (Institute Pertanian Bogor: IPB) มีการบูรณาการวิทยาการทางด้านวิศวกรรมเกษตรหลายด้านรวมทั้งทางด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวให้เข้ามาอยู่ด้วยกัน ทำให้รองรับการพัฒนาระบบโซ่อุปทานของการผลิตทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี</p>
<p>จากการตรวจสอบตลาดขายพืชผลสดทางการเกษตรในอินโดนีเซีย พบว่าพืชหลาย ๆ ชนิดโดยเฉพาะผลไม้จากไทยเป็นที่นิยมของชาวอินโดนีเซีย ซึ่งผลไม้จากประเทศไทยได้รับความนิยมมากเนื่องมาจากมีคุณภาพดีและราคาไม่แพง ทำให้เกิดความคาดหวังพึงประสงค์ต่อชนิดสินค้า หรือ Brand Loyalty ถึงขนาดที่ว่าการที่จะให้ผลไม้ขายดีจะต้องติดฉลาก “Made from Bangkok” บนตัวผลิตผล ทำให้โอกาสเติบโตของตลาดผลไม้ไทยในอินโดนีเซียมีอนาคตที่ดี อย่างไรก็ตามอาจจะต้องศึกษาพฤติกรรมและประเมินความชอบในการบริโภคผลไม้แต่ละชนิดของประชาชนในประเทศคู่ค้าไว้ด้วย เช่น คนอินโดนีเซียชอบรับประทานทุเรียนสุกจัดที่มีเนื้อผลนิ่มค่อนข้างเละ กลิ่นฉุน ซึ่งเราสามารถพบได้ทั่วไปบนแผงขายทุเรียนในร้านข้างทาง</p>
<p>ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ดำเนินการรวมตัวเพื่อปรับปรุงและจัดระบบความปลอดภัยทางด้านเกษตรและอาหารไว้รองรับ AEC ก่อนล่วงหน้าแล้ว โดยในปี 2547 อาเซียนได้จัดตั้งเครือข่ายกลางด้านความปลอดภัยอาหารของอาเซียน (ASEAN Food Safety Network) ให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐของประเทศสมาชิกอาเซียนมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยของอาหาร และในปี 2549 อาเซียนได้ให้การรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีของอาเซียนสำหรับผักและผลไม้สด (ASEAN Good Agricultural Practices for Fresh Fruit and Vegetables: ASEAN GAP) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการผลิต การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผักและผลไม้ในอาเซียน เพื่อให้มั่นใจว่าผักและผลไม้ที่ผลิตได้ในอาเซียนมีความปลอดภัยในการรับประทานและมีคุณภาพที่เหมาะสมสำหรับผู้บริโภค จนถึงปัจจุบัน อาเซียนได้กำหนดมาตรฐานค่าสารพิษตกค้างสูงสุด (Maximum Residue Limits: MRL) ของอาเซียน สำหรับสารกำจัดศัตรูพืช 61 ชนิด จำนวน 775 มาตรฐาน รวมทั้งได้ให้การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรของอาเซียน สำหรับมะม่วง สับปะรด ทุเรียน มะละกอ ส้มโอ และเงาะ โดยให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมต่อผู้บริโภคหลังจากผ่านขั้นตอนการเตรียมการและการบรรจุหีบห่อแล้ว (http://www.thai-aec.com/46) นอกจากนี้มาตรฐานหนึ่งที่ควรคำนึงถึงอย่างมากสำหรับการค้าสินค้าอาหารในกลุ่มอาเซียนก็คือมาตรฐาน<strong>เครื่องหมายฮาลาล</strong> ซึ่งจะทำให้เป็นที่ยอมรับจากประชากรมุสลิมที่กระจายตัวอยู่เป็นจำนวนมากในอาเซียน</p>
<p>นอกจากนี้ไทยยังมีโอกาสเชิงรุกในธุรกิจขนส่งกระจายสินค้าหรือโลจิสติกส์ หลังการเปิด AEC น่าที่จะเป็นปัจจัยเชิงบวกในการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการของไทยและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น สำหรับการทำธุรกิจทางด้านบริการขนส่งและกระจายสินค้าในแต่ละประเทศย่อมจะมีความแตกต่างกันออกไปตามโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อม ซึ่งการเชื่อมโยงความร่วมมือในภาคการขนส่งสามารถช่วยลดต้นทุนในตลาดการค้าได้ และภายใน 10 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียจะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเน้นขนส่งทางน้ำและถนนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงโครงการสร้างสะพานแขวนที่ใหญ่และยาวที่สุดในโลก ชื่อ Sunda Strait Bridge Project เพื่อเชื่อมระหว่างเกาะสุมาตราและเกาะชวา อย่างไรก็ตามการเข้ามาให้บริการด้านโลจิสติกส์ต้องมีการแข่งขันสูงในอาเซียน ซึ่งไทยต้องพบการแข่งขันจากสิงคโปร์ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและเทคโนโลยีที่สูงกว่า</p>
<p>บทความนี้ ตีพิมพ์ลงใน Postharvest Newsletter ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2556</p>
<h3>เอกสารอ้างอิง</h3>
<ul class="listitem">
<li>http://www.thai-aec.com/41 องค์ความรู้ประชาคมอาเซียน: AEC คืออะไร accessed on 15 September 2012</li>
<li>http://www.thai-aec.com/46 องค์ความรู้ประชาคมอาเซียน: มาตรการที่จะนำมาใช้เรื่องความปลอดภัยของอาหาร ของ AEC (ASEAN GAP) accessed on 15 September 2012</li>
<li>http://www.thai-aec.com/category/aec-impact-thai องค์ความรู้ประชาคมอาเซียน: ผลกระทบอื่นที่จะเกิดกับไทย accessed on 15 September 2012</li>
<li>กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์. 2555. คู่มือ การค้าและการลงทุน: สาธารณรัฐอินโดนีเซีย. สำนักข่าวพาณิชย์ กรมส่งเสริมการส่งออก, กรุงเทพฯ. 112 หน้า.</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2014/02/137/">การเกษตรและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวของอินโดนีเซีย: แลเขา&#8230;เหลียวมองเรา…ก่อน AEC</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใยอาหารจากพืช: ยาลดความอ้วนจากธรรมชาติ</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2012/05/121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 May 2012 08:00:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[พนิดา บุญฤทธิ์ธงไชย]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลิมชัย วงษ์อารี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=121</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; พนิดา บุญฤทธิ์ธงไชย และเฉลิมชัย วงษ์อารี</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/05/121/">ใยอาหารจากพืช: ยาลดความอ้วนจากธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดย &#8230; พนิดา บุญฤทธิ์ธงไชย และเฉลิมชัย วงษ์อารี</p>
<p><iframe src="http://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/12936181" width="100%" height="600" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/05/121/">ใยอาหารจากพืช: ยาลดความอ้วนจากธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเก็บรักษาเงาะเพื่อการส่งออก</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2012/02/115/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Feb 2012 07:49:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริชัย กัลยาณรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลิมชัย วงษ์อารี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=115</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; ผศ.ดร. เฉลิมชัย วงษ์อารี1,2 และ รศ.ดร. ศิริ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/02/115/">การเก็บรักษาเงาะเพื่อการส่งออก</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดย &#8230; ผศ.ดร. เฉลิมชัย วงษ์อารี<sup>1,2</sup> และ รศ.ดร. ศิริชัย กัลยาณรัตน์<sup>1,2</sup></p>
<p><sup>1</sup>หลักสูตรเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140<br />
<sup>2</sup>กลุ่ม Postharvest Logistics ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรุงเทพฯ 10400</p>
<p><a title="เงาะ" href="https://www.phtnet.org/research/perishable-fruit.asp?id_name=h015">เงาะ</a>เป็นไม้ผลเขตร้อนที่มีลักษณะภายนอกแปลกตาและมีเนื้อที่มีรสชาติหวานอร่อย ประเทศไทยเราเป็นแหล่งผลิตเงาะที่สำคัญของโลก ซึ่งมีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ภาคตะวันออกและใต้ ในช่วงหลายปีหลังนี้การผลิตเงาะของไทยลดลงจาก 500,000 ตันในปี 2550 เหลือ 400,000 ตันในปี 2552 แต่ปริมาณการส่งออกเงาะสดกลับเพิ่มจาก 2,000 ตันในปี 2550 เป็น 5,000 ตันในปี 2552 ซึ่งตลาดส่งออกส่วนใหญ่เป็นประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน แต่ตลาดส่งออกที่เริ่มมีศักยภาพมากในปัจจุบันและในอนาคตคือตลาดในประเทศจีน โดยช่องทางการนำเข้าผลไม้ไทยสู่ตลาดจีนส่วนใหญ่จะนำเข้าผ่านทาง ฮ่องกง &#8211; เซินเจิ้น &#8211; กวางโจว เนื่องจากการดำเนินพิธีศุลกากรในช่องทางนี้มีความสะดวก หลังจากนั้นผลไม้ไทยจะถูกนำมาที่ตลาดกลางผลไม้เจียงหนาน แล้วจึงกระจาย ไปยังมณฑลและเมืองอื่น ๆ ส่วนตลาดในประเทศญี่ปุ่นนั้นต้องการผลิตผลเงาะที่มีคุณภาพและมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามซึ่งขณะนี้ไทยเรามีประเทศออสเตรเลียเป็นคู่แข่งการค้าที่สำคัญ</p>
<p>ถึงแม้ประเทศไทยสามารถผลิตเงาะได้ 7-8 เดือน/ปี แต่ปัญหาที่สำคัญในการส่งออกเงาะสดคือการเหี่ยวและการเกิดสีน้ำตาลของขน/เปลือก และการเน่าเสียของผลที่รวดเร็วทั้งในระหว่างการขนส่ง การเก็บรักษา หรือเมื่อถึงตลาดปลายทาง ซึ่งการเน่าของผลมีเชื้อรา <em>Collectotrichum</em> sp., <em>Botryodiplodia</em> sp., <em>Gliocephalotrichum</em> sp., <em>Phomopsis</em> sp., <em>Pestalotia</em> sp. และ <em>Aspergillus</em> sp. เป็นเชื้อสาเหตุหลักที่มักจะแฝงไปกับผลในระหว่างการพัฒนาของผลตั้งแต่อยู่ในสวนและไปแสดงออกหลังการเก็บเกี่ยว (รูปที่ 1) ดังนั้นการทำการเขตกรรมที่ดี มีการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสมระหว่างการพัฒนาของผลเป็นปัจจัยที่สำคัญของความสำเร็จในการเก็บรักษาผลเงาะ</p>
<p>การสูญเสียน้ำหนักระหว่างการเก็บรักษาและการขนส่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดเปลือกและขนสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามมา เนื่องจากบริเวณขนเงาะมีรูปากใบจำนวนมากและมากกว่าที่ผิวเปลือกถึง 5 เท่า และที่ปลายขนยังมีขนเล็กๆ (trichome) จำนวนมากทำให้เพิ่มพื้นที่ผิวในการคายน้ำ ส่งผลให้ผลเงาะเหี่ยวและเกิดสีน้ำตาลอย่างรวดเร็วหลังการเก็บเกี่ยว หลักการที่นิยมทำกันมากคือการดน้ำผลเงาะอยู่เสมอ แต่ควรมีข้อระวังคือน้ำที่ใช้ต้องสะอาด น้ำที่ไม่สะอาดจะทำให้เงาะเกิดการเน่าเสียได้ง่าย แต่น้ำที่มีสารคลอรีนอยู่มากอาจจะไปเร่งให้ขนเงาะเกิดสีน้ำตาลเร็วขึ้น</p>
<p><strong>ขั้นตอนในการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาเงาะระยะยาวคือ</strong> การใช้ผลเงาะจากสวนที่มีการดูแลรักษาและจัดการเรื่องโรคที่ดี โดยเก็บผลเงาะในวัยที่เปลือกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง (วัย 3 และ 4: รูปที่ 2) นำมาแช่ในน้ำเย็น (อาจผสมแคลเซียมคลอไรด์เข้มข้น 0.1-1%) แล้วนำมาเก็บที่อุณหภูมิ 13 -15°ซ ความชื้นสัมพัทธ์ &gt;90% โดยเก็บรักษาในถุงพลาสติกให้มีระดับก๊าซออกซิเจน 1 &#8211; 3% และคาร์บอนไดออกไซด์ 8 &#8211; 10% (รูปที่ 3) จะทำให้มีอายุการเก็บรักษาเงาะอยู่ที่ 17 ± 4 วัน ข้อจำกัดในการยืดอายุการเก็บรักษาต่อจากนี้คือการเข้าทำลายของโรค</p>
<p>สำหรับทิศทางงานวิจัยการเก็บรักษาเงาะที่ควรจะทำต่อคือ การเลือกใช้ชนิดของพลาสติกในการทำบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ (รูปที่ 4) และการทดลองชนิดของสารกำจัดและควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยว ทั้งนี้เนื่องจากส่วนมากผลเงาะที่เก็บที่ความชื้นสัมพัทธ์สูงมักจะเริ่มสูญเสียเนื่องจากการเข้าทำลายของโรคหลังจากการเก็บรักษานาน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้การทดลองเรื่องผลของการฉายรังสีกับเงาะยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากเงาะเป็นหนึ่งใน 6 ผลไม้สดคือ มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด เงาะ และสับปะรด ที่ต้องนำไปฉายรังสีก่อนการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a53_1.png" alt="การเน่าของผลเงาะหลังการเก็บเกี่ยว" width="474" height="344" /><br />
<b>รูปที่ 1</b> การเน่าของผลเงาะหลังการเก็บเกี่ยวจากการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุโรค</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a53_2.png" alt="วัยการพัฒนาของผลเงาะพันธุ์โรงเรียน" width="470" height="351" /><br />
<b>รูปที่ 2</b> วัยการพัฒนาของผลเงาะพันธุ์โรงเรียน<br />
1. เปลือกและขนมีสีเขียว<br />
2. เปลือกเริ่มเปลี่ยนสี<br />
3. เปลือกเริ่มมีสีแดง 10%<br />
4.เปลือกเริ่มมีสีแดง 30% และโคนขนเริ่มมีสีแดง<br />
5. เปลือกมีสีแดงมากกว่า 50%<br />
6. เปลือกเปลี่ยนเป็นสีแดง 100%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a53_3.png" alt="เงาะพันธุ์โรงเรียนที่เก็บรักษาในถุงโพลีเอทิลีน" width="469" height="317" /><br />
<b>รูปที่ 3</b> สภาพผลเงาะพันธุ์โรงเรียนที่เก็บรักษาในถุงโพลีเอทิลีน (PE) ปิดสนิท และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 13°ซ (ซ้ายมือ) และผลที่ไม่เก็บในถุง (ขวามือ) นาน 16 วัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a53_4.png" alt="การพัฒนาบรรจุภัณฑ์การเก็บรักษาผลเงาะ" width="473" height="316" /><br />
<b>รูปที่ 4</b> การพัฒนาบรรจุภัณฑ์การเก็บรักษาผลเงาะในกล่องพลาสติกใสเมื่อเปรียบเทียบกับที่ไม่ได้ใส่บรรจุภัณฑ์ เมื่อเก็บรักษาที่ 13°ซ นาน 3 วัน</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/02/115/">การเก็บรักษาเงาะเพื่อการส่งออก</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลกระทบของมหาอุทกภัย 2554 ต่อระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรของไทย และข้อเสนอแนะ</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2012/01/109/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 07:43:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริชัย กัลยาณรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลิมชัย วงษ์อารี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=109</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; ผศ.ดร. เฉลิมชัย วงษ์อารี1,2 และ รศ.ดร. ศิริ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/01/109/">ผลกระทบของมหาอุทกภัย 2554 ต่อระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรของไทย และข้อเสนอแนะ</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดย &#8230; <a title="เฉลิมชัย  วงษ์อารี" href="https://www.phtnet.org/service/view-speciallist.asp?dID=97">ผศ.ดร. </a>เฉลิมชัย วงษ์อารี<a title="เฉลิมชัย  วงษ์อารี" href="https://www.phtnet.org/service/view-speciallist.asp?dID=97"></a>1,2 และ รศ.ดร. ศิริชัย กัลยาณรัตน์1,2</p>
<p>1หลักสูตรเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140<br />
2กลุ่ม Postharvest Logistics ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรุงเทพฯ 10400</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a50_1.png" alt="ผลกระทบของมหาอุทกภัย 2554 ต่อระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตร" width="600" height="288" /></p>
<p>จากภาวะน้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทยในภาคเหนือตอนล่าง ภาคอีสาน (บางส่วน) และภาคกลาง เป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือนในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ทำให้ประชาชนไทยหลายสิบล้านคนต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนผลิตผลเกษตรเพื่อนำมาปรุงอาหารสำหรับประชาชนโดยทั่วไป ทั้งนี้ปัญหานั้นเกิดกับผลิตผลเกษตรทั้งในด้านการผลิตในแปลงปลูกและด้านโลจิสติกส์หลังการเก็บเกี่ยว โดยอุทกภัยครั้งนี้ทำให้เส้นทางการคมนาคมสำคัญๆ ทั้งของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จนไม่สามารถสัญจรไปได้กว่า 300 เส้นทาง ซึ่งส่งผลต่อการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปสู่มือประชาชน</p>
<p>ก่อนอื่นขออธิบายความหมายของ <strong>&#8216;โลจิสติกส์&#8217; (Logistics)</strong> ก่อน <strong>โลจิสติกส์หมายถึงกิจกรรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าและบริการ รวมไปถึงการเคลื่อนย้าย, จัดเก็บ, การเก็บรักษา และกระจายสินค้า จากแหล่งที่ผลิต จนสินค้าได้มีการส่งมอบไปถึงแหล่งที่มีความต้องการ โดยกิจกรรมดังกล่าว จะต้องมีลักษณะเป็นกระบวนการแบบบูรณาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผล และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวมในการกระจายสินค้าให้ต่ำที่สุด</strong></p>
<h3>โลจิสติกส์สินค้าเกษตร</h3>
<p>ปัญหาในภาคการเกษตรของไทยก็มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาในเรื่องโลจิสติกส์ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้ระบบโลจิสติกส์ต่างๆ ของภาคการเกษตรนี้ล้วนแล้วแต่มีความยากทั้งจากตัวผลิตผลเอง การบริหารจัดการ และขาดการใช้วิทยาการด้านการโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก กลุ่มยุโรปมีค่าโลจิสติกส์คิดเป็นร้อยละ 7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (gross domestic product: GDP) ส่วนสหรัฐอเมริกาคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP สำหรับญี่ปุ่นเนื่องจากสภาพประเทศเป็นเกาะ ค่าโลจิสติกส์จึงสูงขึ้นถึงร้อยละ 11 ของ GDP ในขณะที่ค่าโลจิสติกส์ของจีน อยู่ที่ร้อยละ 18 ของ GDP ทั้งนี้เนื่องจากต้นทุนด้านการขนส่งผลิตภัณฑ์เป็นค่าขนส่งร้อยละ 50 (สูงกว่าประเทศอื่นสองเท่า) ส่วนประเทศไทยในปัจจุบันมีต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 18-19 ของ GDP ในขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคการเกษตรสูงถึงร้อยละ 21-25 ของ GDP ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงระดับการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย โดยระบบโลจิสติกส์ของไทยยังจัดอยู่ระดับโลกที่สาม (Third World Logistics Level) ซึ่งจะสัมพันธ์กับการจัดลำดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งไทยก็ยังอยู่ในลำดับที่ 32 จากการจัดอันดับของธนาคารโลก</p>
<p>ปัญหาสำคัญๆ โดยเฉพาะในประเด็นที่ทำให้ระบบโลจิสติกส์ของพืชผลทางการเกษตรมีความยุ่ง ยากกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ ก็คือ</p>
<ul class="listitem">
<li>1.ธรรมชาติของผลผลิตทางการเกษตรเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ พืชสวน หรือปศุสัตว์ ส่วนมากจะเป็นผลผลิตที่ออกเป็นฤดูกาล การเก็บเกี่ยวพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก ทำให้อุปทานล้นตลาด การใช้ห้องเย็นยืดอายุผลผลิตก็ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อราคาผลิตผลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง</li>
<li>2.ส่วนใหญ่ผลผลิตทางการเกษตรเป็นของสด เน่าเสียได้ง่าย จำเป็นต้องอาศัยหรือพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ที่มีคุณภาพสูง เพราะไม่เพียงแต่ต้องควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมให้ได้ในแต่ละช่วงของการ เคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจายผลผลิตแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขอนามัย หรือเรื่องของความสะอาดอีกด้วย</li>
<li>3.ขาดองค์ความรู้ในด้านโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร การจัดการในเรื่องอย่าง &#8220;Cold Chain Management&#8221; ในการกระจายสินค้าจึงไม่ถูกนำไปใช้ในภาคการเกษตรอย่างเป็นระบ</li>
</ul>
<h3>วิกฤตการณ์น้ำท่วมกับโลจิสติกส์สินค้าเกษตรภายในประเทศ</h3>
<p>สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบกับการค้าส่งผักและผลไม้ และสินค้าทางการเกษตรหลายชนิด มีปัจจัยหลักมาจากพื้นที่เพาะปลูกพืชผักถูกน้ำท่วม ถนนหลายสายถูกตัดขาด ทำให้การขนส่งสินค้าเป็นไปด้วยความยากลำบาก สินค้าหลายชนิดในซูเปอร์มาร์เก็ต โมเดิร์นเทรด ตลาดสด ขาดแคลน จนทำให้ผู้บริโภคต้องประสบปัญหาหาซื้อสินค้าไม่ได้และราคาสูงขึ้น</p>
<ul class="listitem">
<li>1.ผลผลิตทางการเกษตรลดลงเนื่องมาจากพื้นที่ปลูกได้รับความเสียหาย ปัญหาน้ำท่วมทำให้ผลผลิตพืชไร่และพืชสวนหลาย ๆ ชนิดฤดูกาลปีนี้มีปริมาณลดลง ขาดตลาดเนื่องจาก แหล่งผลิตใน นครปฐม ปทุมธานี อยุธยา สิงค์บุรี นครสวรรณ พิษณุโลก สุโขทัย และหลายจังหวัดทางภาคเหนือได้รับความเสียหาย จนต้องมีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะมีการนำผักและผลไม้นำเข้าจากจีนมาชดเชย ตามความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ)ไทย-จีน</li>
<li>2.เส้นทางการขนส่งถูกตัดขาดจากน้ำท่วม ทั้งสายจากทางภาคเหนือและอีสาน รวมไปถึงสายใต้บางสาย การขนส่งก็ต้องใช้เส้นทางอ้อมกว่าจะขึ้นมาถึงตลาดปลายทางตามภาคต่าง ๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายน้ำมันให้คนขับรถมากขึ้น และผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเองก็หายไปหลายจังหวัด เช่น นครสวรรค์ ที่ถูกน้ำท่วมหนัก</li>
<li>3.ตลาดรวบรวมและตลาดค้าส่ง เช่น ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง รวมไปถึงศูนย์กระจายสินค้าของซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งก็น้ำท่วมหรือน้ำล้อมรอบ ทำให้สินค้าที่ถูกจัดส่งไปแหล่งขายยังภูมิภาคต่าง ๆ ประสบปัญหาการกระจายสินค้า ตลาดสี่มุมถูกน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนตุลาคม ส่วนตลาดไทถูกน้ำท่วมประมาณร้อยละ 10 ทำให้ยอดการจำหน่ายผักของตลาดไทลดลงร้อยละ 50 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผักกิน ใบ เช่น ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง และต้นหอม ส่วนผลไม้ซึ่งเป็นสินค้าหลักของตลาดไทสินค้าหายไปร้อยละ 30-40 สำหรับสินค้าที่หายไปจากตลาด ได้แก่ มะม่วง กล้วยหอม และกล้วยน้ำว้า ที่ปลูกมากใน จ.ปทุมธานี และส้มโอ จาก จ.พิจิตร</li>
<li>4.สินค้ามีการถูกยกเลิกการสั่งซื้อหรือสั่งซื้อสินค้าน้อยลง เนื่องจากผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ จนเป็นปัญหาลูกโซ่ เพราะพ่อคนกลางที่เคยรับซื้อสินค้าก็ไม่มีที่วางจำหน่าย ทำให้ชาวสวนจึงต้องรีบระบายสินค้าไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อราคาของผลไม้เนื่องจากมีคุณภาพที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ ถูกน้ำท่วมทั้งในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาควันออกเฉียงเหนือถูกน้ำท่วมกำลังการซื้อจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นซื้อผลไม้ส่วนใหญ่จึงมาจากกรุงเทพฯ และภาคใต้เป็นหลัก</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a50_2.png" alt="ผลกระทบของมหาอุทกภัย 2554" width="558" height="180" /></p>
<h3>วิกฤตการณ์น้ำท่วมกับโลจิสติกส์สินค้าเกษตรของไทยกับต่างประเทศ</h3>
<p><strong>1. การนำเข้าและการส่งออกสินค้าเกษตร</strong><br />
ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตผักและผลไม้ และการเกษตรของไทยเป็นวงกว้าง ผลิตผลหลายชนิดเริ่มขาดแคลนจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนก็มีการนำเข้าสินค้าเกษตรค่อนข้างมากภายหลังไทย-จีนได้เปิดเส้นทางสาย R3a เพื่อใช้ลำเลียงขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกระหว่างทั้ง 2 ประเทศ โดยช่วงวิกฤติปัญหาน้ำท่วม ปริมาณการนำเข้าผักสดจากจีนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนใหญ่เป็นผักกินใบ อาทิ บร็อกคอลี่ กะหล่ำดอก ถั่วหวาน และถั่วลันเตา ทั้งนี้ เนื่องจากเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังตลาดไทซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าถูกน้ำท่วมตัดขาด ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความไม่มั่นใจ หากนำเข้ามาแล้วไม่มีแหล่งรองรับและกระจายสินค้า ถ้าเก็บไว้นานสินค้าอาจเน่าเสียได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับการนำเข้าผลไม้จากจีนกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นแอปเปิ้ล สาลี่ ทับทิม ลูกพลับ และส้มจีน เป็นต้น ซึ่งสามารถเก็บได้นาน การกระจายผลไม้ที่นำเข้ายังสามารถกระจายได้ในตลาดพื้นที่ภาคเหนือ</p>
<p>ส่วนการส่งออกไปประเทศอื่น ๆ ทางเรือหรือเครื่องบินนั้น ปริมาณสินค้าส่งออกลดลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20-30 และสินค้าที่ต้องขนส่งข้ามจังหวัด เช่น ข้าว ที่มาจากทางภาคกลางและภาคอีสานก็จำเป็นต้องเลื่อนส่งมอบสินค้า ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปยังบริษัทเดินเรือขนส่ง การจองระวางเรือถูกยกเลิกหรือขอเลื่อนออกไปเพราะสินค้าไม่สามารถนำมาส่งขึ้นเรือได้</p>
<p><strong>2. การขนส่งสินค้า</strong><br />
ในเขตภาคกลางเกือบทั้งหมดและภาคตะวันออกต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่สูงพอเท่านั้นจึงจะเข้าไปรับสินค้าในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังได้ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเพราะเดิมใช้เพียงรถบรรทุกเล็ก เส้นทางบางสายน้ำท่วมสูงมากรถวิ่งไม่ได้ก็ทำให้การขนส่งเส้นทางนั้นชะงักไปด้วย ผลที่จะตามมาคือมีรถขนส่งสินค้าวิ่งน้อยลง มีปัญหาขาดแคลนรถตามมา และอีกปัญหาที่ทำให้ผู้ประกอบการวิตกมากคือ การส่งมอบสินค้าให้ได้ตามกำหนดเวลาในสัญญาว่าจ้าง บางบริษัทจำเป็นต้องส่งทางเครื่องบินแทนซึ่งทำค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า</p>
<p><strong>3. ขาดแคลนเชื้อเพลิง</strong><br />
ปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงปิดตัวลงหลายปั๊ม ทำให้มีปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในการขนส่ง โดยเฉพาะเชื้อเพลิง NGV (Natural Gas for Vehicles) ซึ่งสถานีแม่ที่จ่ายก๊าซถูกน้ำท่วมจำนวน 5 แห่ง จากทั้งหมด 7 แห่ง ของการปิโตรเลี่ยมแห่งประเทศไทย</p>
<p><strong>4. ความขาดแคลนวัตถุดิบ</strong><br />
ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นกินวงกว้างถึงอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกน้ำท่วมด้วย เพราะประสบปัญหาด้านการขนส่ง และขาดแคลนวัตถุดิบ บริษัทผลิตผลิตภัณฑ์อาหารบางบริษัทต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวในช่วงน้ำท่วมเนื่อจากไม่มีวัตถุดิบ หลายโรงงานแล้วและต้องแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าแทนซึ่งทำ ให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก</p>
<h3>ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงโลจิสติกศ์สินค้าเกษตรหลังน้ำท่วม</h3>
<p>1. การใช้องค์ความรู้ทางด้านโลจิสติกส์ หรือวิทยาการทางด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม ช่วยยืดอายุไม่ให้ผลิตผลออกมาล้นตลาดในช่วงเดียวกันมากเกินไป ซึ่งรวมไปถึงการทำตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าอันจะทำให้การวางระบบการขนส่ง และกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p>2. ปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทั้งระบบถนน ระบบราง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ศุลกากร และโรงเก็บสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขนส่งที่ปกติควรประหยัดค่าใช้จ่ายมาก เช่น ทางรถไฟ และทางน้ำ โดยอัตราค่าขนส่งสินค้าภายในประเทศของไทย พอจะประมาณได้ดังนี้ ทางน้ำคิดเป็น 0.24 บาท/ตัน/กิโลเมตร, ทางรถไฟ 0.57 บาท/ตัน/กิโลเมตร, ทางถนน 1.20 บาท/ตัน/กิโลเมตร และทางเครื่องบิน 8.30 บาท/ตัน/กิโลเมตร</p>
<p>วิกฤตินํ้าท่วมทำให้การขนส่งสินค้าในหลายเส้นทางหลักถูกตัดขาดไม่เพียงแต่ต้องปรับเส้นทางการขนส่งเท่านั้น การปรับเปลี่ยนพาหนะที่ใช้ในการขนส่งเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น การใช้เรือเข้าไปรับส่งสินค้าในจุดที่นํ้าท่วมมากในระดับที่รถบรรทุกไม่สามารถเข้าไปรับ-ส่งสินค้าได้ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนสถานที่รับสินค้า ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะต้องทำเป็นแผนเมื่อเกิดภัยภิบัติขึ้นมาอีก</p>
<p>3. ควรกระจายความเสี่ยงซัพพลายเชน อุทกภัยใหญ่ครั้งนี้ภาคโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบมากจากการที่ศูนย์กระจายสินค้า/ตลาดรวบรวมส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางและปริมณฑล ซึ่งถูกน้ำท่วมทั้งหมด เมื่อรถบรรทุกมารับสินค้าไปไม่ได้ ห้างค้าปลีกหรือตลาดค้าปลีกก็ขาดสินค้าวางจำหน่าย ดังนั้นควรจะต้องจัดระบบใหม่กันทั้งหมด ให้ศูนย์กระจายสินค้ากระจายอยู่ทั่วไปมากกว่านี้เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง เช่นที่ตลาดสินค้าเกษตรศรีเมือง จ. ราชบุรี ที่ช่วยกระจายสินค้าไปยังภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้</p>
<p>4. การบริหารข้อมูลข่าวสาร การติดต่อสื่อสาร ต้องสะดวกรวดเร็วและชัดเจน มีระบบเทคโนโลยีสาร สนเทศที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่างๆ ให้สูงขึ้น ต้องมีเครือข่ายที่เชื่อมต่อทั้งในประเทศและกับต่างประเทศอย่างทั่วถึง และเชื่อมโยงกับระบบอื่น ๆ ตั้งแต่แหล่งวัสดุ โรงงานผลิต จนถึงผู้ซื้อ และมีมาตรฐานที่เป็นสากล เพื่อมิให้มีการผิดพลาดเกิดขึ้น ไม่สูญเสีย สามารถประหยัดต้นทุนสินค้าได้</p>
<p>จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอมานี้ บัดนี้น่าจะถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะได้ศึกษา และแก้ปัญหาเงื่อนไขข้อจำกัดดังที่กล่าวมานี้ ด้วยการจัดการและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางการเกษตรอย่างเป็นระบบและจริงจังเหมือนประเทศอื่นๆ เสียที</p>
<p><strong>ข้อมูลอ้างอิง</strong></p>
<p>1. ข้อจำกัดภาคการเกษตรกับระบบโลจิสติกส์ [วันที่ 19 ต.ค. 2552 ], คอลัมน์: BreakThough: ข้อจำกัดภาคการเกษตรกับระบบโลจิสติกส์, ทรานสปอร์ต เจอร์นัล (<a href="http://www.pandinthong.com/ViewContent.php?ContentID=4527" target="_blank" rel="noopener">http://www.pandinthong.com/ViewContent.php?ContentID=4527</a>)<br />
2. นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน, โลจิสติกส์ และการบริหารจัดการการเกษตร, นิตยสาร Logistics Time ฉบับที่ 42 เดือนมกราคม 2551<br />
3. พิมพ์พิมล ดวงมี, โลจิสติกส์กับการเกษตร, Logistics and Agriculture (<a href="http://www.praruttanatri.com/LGM651/wb/viewthread.php?tid=274" target="_blank" rel="noopener">http://www.praruttanatri.com/LGM651/wb/viewthread.php?tid=274</a>)<br />
4. นวลศรี โชตินันทน์, การจัดการระบบโลจิสติคเพื่อลดต้นทุนสินค้าเกษตรและความเสียหายก่อนถึงผู้บริโภค, จดหมายข่าวผลิใบ, กรมวิชาการเกษตร (<a href="http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n12/v_11-dec/rai.html">http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n12/v_11-dec/rai.html</a>)<br />
5. นระ คมนามูล, โลจิสติกส์ (Logistics): ตอนที่ 1 ความหมาย โลจิสติกส์ ในด้านการขนส่ง(<a href="http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?pageid=1&amp;bookID=589&amp;read=true&amp;count=true" target="_blank" rel="noopener">http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?pageid=1&amp;bookID=589&amp;read=true&amp;count=true </a>)<br />
6. น้ำท่วมกระทบตลาดค้าส่งผักผลไม้ยอดอืด, พิษณุโลกฮอตนิวส์ (<a href="http://www.phitsanulokhotnews.com/5892" target="_blank" rel="noopener">http://www.phitsanulokhotnews.com/5892) </a><br />
7. น้ำท่วมพ่นพิษทำผักแพงกระฉูด &#8220;ภูมิ&#8221;สั่งรับมือหวั่นช่วงกินเจป่วน, ASTVผู้จัดการรายวัน (21 กันยายน 2554 01:03 น.) (<a href="http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000120021" target="_blank" rel="noopener">http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000120021) </a><br />
8. สุวิภา บุษยบัณฑูร น้ำท่วมพ่นพิษ! ผัก-ผลไม้ราคาพุ่ง-สินค้าไม่มีที่ระบาย (<a href="http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=82346:2011-09-05-08-12-03&amp;catid=216:2011-03-07-07-53-38&amp;Itemid=607" target="_blank" rel="noopener">http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=82346:2011-09-05-08-12-03&amp;catid=216:2011-03-07-07-53-38&amp;Itemid=607 </a>)<br />
9. น้ำท่วมกระทบผักและผลไม้หดหายไปจากตลาดไท 40%, ธุรกิจ-การค้า, (<a href="http://www.economicthai.com/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=1547:-40&amp;catid=37:busness&amp;Itemid=154" target="_blank" rel="noopener">http://www.economicthai.com/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=1547:-40&amp;catid=37:busness&amp;Itemid=154 </a>)<br />
10. น้ำท่วมกระทบผักเสียหายดันราคาพุ่พรวด, ธุรกิจ-การค้า, (<a href="http://www.economicthai.com/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=1442:2011-09-21-02-44-17&amp;catid=37:busness&amp;Itemid=154" target="_blank" rel="noopener">http://www.economicthai.com/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=1442:2011-09-21-02-44-17&amp;catid=37:busness&amp;Itemid=154 </a>)</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2012/01/109/">ผลกระทบของมหาอุทกภัย 2554 ต่อระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรของไทย และข้อเสนอแนะ</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GMOs: ความปลอดภัยทางอาหารกับทิศทางของประเทศไทย ?</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2011/11/100/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Nov 2011 07:27:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลิมชัย วงษ์อารี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=100</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย ..ผศ.ดร.เฉลิมชัย วงษ์อารี GMOs หรือ Genetically Mod [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2011/11/100/">GMOs: ความปลอดภัยทางอาหารกับทิศทางของประเทศไทย ?</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดย ..ผศ.ดร.เฉลิมชัย วงษ์อารี</p>
<p><strong>GMOs หรือ Genetically Modified Organisms</strong> คือ สิ่งมีชีวิตที่ได้จากการดัดแปลงสารพันธุกรรม (DNA) ซึ่งมนุษย์ใช้วิธีทางพันธุวิศวกรรมสร้างขึ้นมา  สิ่งมีชีวิตที่ว่านี้อาจเป็น จุลินทรีย์ พืช หรือ สัตว์ ซึ่งอาหารที่ได้จาก GMOs  ส่วนใหญ่ที่ได้รับการกล่าวถึงในปัจจุบัน คือ จุลินทรีย์และพืช   ทั้งนี้วิธีการดัดแปลงและเปลี่ยนถ่ายสารพันธุกรรมโดยมากใช้ Recombinant DNA Technology ซึ่งบังคับให้ยีนเป้าหมายไปรวมตัวกับ DNA เจ้าบ้านและกระตุ้นให้มีการแสดงออก  โดยนิยมนำมาใช้ในทางการแพทย์และการเกษตร</p>
<p>ตัวควบคุมการแสดงออกของยีน (promoter) หลายชนิดได้มาจากจุลินทรีย์ เช่น CaMV 35S promoter ที่มีการแสดงออกตลอดเวลาในเซลล์พืชเกือบทุกชนิด (รูปที่ 1) วิธีการดัดแปลงและเปลี่ยนถ่ายสารพันธุกรรมคือ การโคลนยีนเป้าหมายแล้วนำมาใส่ระหว่าง promoter และ terminator ที่ต้องการ รวมไปถึงเลือกยีนที่ใช้ในการคัดเลือก (marker gene) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยีนที่สามารถต้านทานยาปฏิชีวนะ สำหรับวิธีการนำยีนให้เข้าไปแสดงออกในพืชและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ นิยมใช้ 2 วิธี คือใช้วิธียิงยีนเข้าไปโดยตรง (Gene Bombartment)  และการใช้ <em>Agrobacterium </em> spp.   โดยใน รูปที่ 2 แสดงถึงขั้นตอนการทำโครงสร้างของยีน (gene construction) ภายในการขับเคลื่อนของ CaMV 35S promoter  จากนั้นนำ gene construction ที่ได้มาใส่ระหว่าง right border (RB) และ left border (LB) ของ Transfer plasmid (T-plasmid) ที่มี gene construction ของ  ani-kanamycin gene อยู่ด้วย   แล้วนำไปใส่ใน <em>Agobacterium</em> เพื่อให้ส่งผ่านชิ้น DNA ที่อยู่ระหว่าง RB และ LB เข้าไปรวมเข้า (แบบสุ่ม) กับโครโมโซมของพืชเป้าหมาย</p>
<p><img decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a46_1.png" /></p>
<p>ตัวอย่างอาหารพืช GM ที่มีการผลิตและกระจายไปทั่วโลก เช่น มะเขือเทศ มะละกอ และแคนตาลูปซึ่งสามารถการชะลอการสุก   ฝ้าย BT ซึ่งผลิตโปรตีนจากเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าหนอนเจาะสมอฝ้ายได้  ถั่วเหลืองที่ทนต่อยากำจัดวัชพืชและให้ผลผลิตสูง ข้าวโพดที่ทนแมลงและยากำจัดวัชพืช  มะละกอต้านทานเชื้อ papaya ring spot virus    มันฝรั่ง และ Canola ซึ่งทนต่อยากำจัดวัชพืช  แมลง และไวรัส</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a46_2.png" width="500" height="556" /></p>
<p><strong>รูปที่ 2</strong>     ตัวอย่างขั้นตอนการทำ gene construction ของ <strong>Antisense (AS)  ยีนเป้าหมาย </strong>ในพลาสมิด pBIN 19  ที่ความคุมการแสดงออกโดย  CaMV 35S promoter  และ terminator (pGEM:พลาสมิดเพื่อการโคลนนิ่ง,  pDH51:พลาสมิดที่บรรจุ  CaMV 35S promoter และ terminator,  pBIN 19 เป็น T-plasmid ของ <em>Agobacterium</em> โดยมี <em>NPTII</em>: anyikanamycin gene และ right border (RB) และ left border (LB) )</p>
<p>เนื่องจากขั้นตอนการทำ GMOs มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางชีวภาพในหลาย ๆ ด้าน  และตัว  GMOs  เองก็ยังบรรจุยีนหรือ DNA แปลกปลอมเข้าไป  ซึ่งบางส่วนอาจจะมาจากจุลินทรีย์หรือเป็นยีนที่ต้านทานยาปฏิชีวนะที่ใช้ในขั้นตอนการคัดเลือก  นอกจากนี้ขั้นตอนการนำชิ้น DNA เข้าสู่โครโมโซมพืชเป้าหมายยังเป็นแบบสุ่ม ไม่สามารถกำหนดตำแหน่งได้แน่นอน  ซึ่งอาจจะไปมีผลต่อเมทาบอลิซึมเดิมอื่น ๆ อันอาจทำให้พืชมีการผลิตโปรตีนที่ผิดปกติไป   ดังนั้นในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีวิธีการตรวจหา GMOs ในพืชหรืออาหาร  โดยเน้นไปที่ 2 เป้าหมายคือ ชิ้น DNA ที่ใส่เข้าไป และโปรตีนที่อาจสร้างขึ้นมาใหม่โดย GMOs นั้น  โดยวิธี polymerase chain reaction (PCR) ใช้ในการประเมินในส่วนของ DNA และ enzyme-linked immunosorbent assays  (ELISA) ใช้วิเคราะห์ในเชิงโปรตีน นอกจากนี้ยังมีเทคนิคใหม่ๆ เช่น microarrays, mass spectrometry, bio-sensor และ surface plasmon resonance ที่กำลังมีการพัฒนาอยู่ (Miraglia et al., 2004; Michelini et al., 2008; van Dijk et al., 2010)</p>
<h3>ผลของการแปรรูปอาหารต่อการทำลาย DNA พืช</h3>
<p>วิธีการแปรรูปอาหารแบบต่าง ๆ ทำให้มีการทำลาย DNA ของพืช รวมไปถึงชิ้นส่วนของยีนที่ใส่เข้าไปในพืช GMOs ด้วย โดยขั้นตอนการแปรรูปอาจมีผลต่อการเสื่อมสภาพของ DNA พืชได้ดังนี้ (Gryson, 2010)</p>
<ul class="listitem">
<li><strong><em>อุณหภูมิสูง (High temperature)</em></strong><em>:</em> อุณหภูมิสูงในระหว่างการแปรรูปทำให้ DNA มีการคลายเกลียวและแยกเป็นสายเดี่ยว (denaturation) โดยกลไกที่ทำลาย DNA คือสภาพการเกิด depurination และ/หรือ deamination อย่างไรก็ตามอุณหภูมิสำหรับการทำอาหารกระป๋องหรือการนึ่งความดันที่ 121°C นาน 15 นาที ก็ไม่สามารถทำลาย DNA ได้ทั้งหมด</li>
<li><strong><em>การทำให้แห้ง (Drying)</em></strong><em>:</em> อุณหภูมิการอบแห้งยิ่งสูงยิ่งสามารถทำลาย DNA ได้ดี  แต่อย่างไรก็ตามอาหารอบแห้งยังคงตรวจหาชิ้นส่วนของ DNA โดย PCR ได้ดี</li>
<li><em><strong>การปรุงอาหาร (</strong></em><strong><em>Cooking)</em></strong><em>:</em> การใช้อุณหภูมิ 95°C กับอาหารที่มีความชื้นนาน 60 นาที จะทำลาย  DNA ให้มีความยาวเฉลี่ยน้อยกว่า 600 bp หรือการใช้ไมโครเวฟที่ 800 W นาน 15 นาที จะทำให้ DNA ของพืชถูกทำลายอย่างมาก  การใช้สารเคมีบางอย่างระหว่างการต้มอาจจะช่วยเร่งการทำลายชิ้น DNA โดยการใช้น้ำมะนาว 1% และต้มที่ 100°C นาน 20 นาที จะทำให้พืชมีขนาด DNA เล็กกว่า 600  bp</li>
<li><em><strong>การนึ่งความดัน (</strong></em><strong><em>Autoclaving)</em></strong><em>:</em> การนึ่งความดันผลิตภัณฑ์ที่ 121°C นาน 15 นาที มีผลต่อการทำลาย DNA มากกว่าการปรุงอาหาร  โดยทำให้ DNA เป็นชิ้นเล็กว่า 295 bp</li>
<li><em><strong>การอบ (</strong></em><strong><em>Baking)</em></strong><em>:</em> การอบขนมปังที่อุณหภูมิ  200 &#8211; 230°C สามารถทำลาย DNA ได้อย่างดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอบอาหารที่มีความชื้นมาก</li>
<li><em><strong>การย่าง (</strong></em><strong><em>Roasting)</em></strong><em>:</em> การย่างมีความรุนแรงมากซึ่งสามารถตรงเข้าไปยังตรงใจกลางของชิ้นอาหารตัวอย่าง</li>
<li><em><strong>การทอด (</strong></em><strong><em>Frying)</em></strong><em>:</em>  DNA ของพืชถูกทำลายอย่างมากเมื่อถูกทอดที่ 150 -175°C นาน 1- 3 นาที โดยทำให้มีขนาดไม่ถึง 100 bp</li>
<li><em><strong>PH</strong>:</em> ผักและผลไม้มีเป็นผลผลิตที่มี pH ต่ำ ซึ่งจัดเป็นกรดและสามารถทำลายโมเลกุลของพิวรีนใน DNA ได้ และการทำลายจะถูกเร่งเมื่อทำร่วมกับการให้ความร้อน     อย่างไรก็ตามเมื่อใช้ pH สูงมักทำลายโครงสร้างของ DNA ได้น้อยกว่า  เนื่องจาก DNA ค่อนข้างเสถียรในด่าง</li>
<li><em><strong>การหมัก (</strong></em><strong><em>Fermentation)</em></strong><em>:</em> การหมักทำให้ส่วนของ transgenic DNA ในพืชค่อย ๆ ลดลงจนกระทั่งวันที่ 120 ของการหมักก็จะไม่สามารถตรวจสอบส่วนของ CaMV 35S promoter ของพืชตัวอย่างได้    โดยการทำลาย DNA ระหว่างขบวนการหมัก อาจเกิดจาก DNAses ที่มาจากเชื้อจุลินทรีย์</li>
<li><em><strong>Mechanical treatments</strong>:</em> การบด  การตัด  การใช้คลื่นเสียง (sonication) และ การฉายรังสี (irradiation) ไม่เพียงแต่ทำลาย DNA ของพืชตัวอย่าง  วิธีและขบวนการสกัดแบบต่าง ๆ ยังทำให้  DNA มีโมเลกุลที่เล็กลง</li>
<li><em><strong>Enzymatic degradation</strong>:</em>  การแตกหักเซลล์พืชจากขั้นตอนการเตรียมอาหารจะทำให้เอนไซม์ endonucleases ผ่านออกมาและเข้าไปทำลายชิ้น DNA</li>
</ul>
<h3>การประเมินความปลอดภัยของอาหาร GMOs</h3>
<p>ใช้หลักการของความเท่าเทียมกันในสาระสำคัญ (Substantial Equivalence Concept: SEC) โดยเปรียบเทียบพืชอาหาร GMOs กับพืชอาหารปกติที่ผลิตจากวิตถุดิบธรรมชาติ (Novak and Haslberger, 2000)</p>
<ul class="listitem">
<li>1. ผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงว่ามีสาระสำคัญเท่ากันกับอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารที่มีอยู่เดิม  ข้อมูลที่ทำการประเมินประกอบด้วย 1. คำอธิบายชนิดของพืชดัดแปลงพันธุกรรม (recombinant-DNA plant) 2. คำอธิบายชนิดของพืชเป้าหมายที่ใช้ (host plant and its use as food) 3. คำอธิบายชนิดของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆที่ใช้ในขั้นตอนการทำ (the donor organism(s)) 4. คำอธิบายชนิดและคุณลักษณะของการดัดแปลงพันธุกรรม (genetic modification(s)) 5. แสดงส่วนประกอบที่ไม่ใช่ DNA-RNA (non-nucleic acid substances) 6. แสดงส่วนประกอบสำคัญ 7. การประเมินการเปลี่ยนแปลงสาร metabolites 8. ขั้นตอนการแปรรูป 9. การดัดแปลงคุณค่าทางโภชนาการ 10. สิ่งอื่น ๆ ที่ควรพิจารณา</li>
<li>2.  ผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงว่ามีสาระสำคัญเท่ากันกับอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารที่มีอยู่เดิมเว้นแต่มีข้อแตกต่างที่แสดงให้เห็นชัดเจน</li>
<li>3. ผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงสาระสำคัญไม่เท่ากันกับอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารที่มีอยู่เดิม<br />
ในกรณีที่แสดงความไม่เท่าเทียมกันในสาระสำคัญ   ก็ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัย การทดสอบความปลอดภัยนั้นควรมีการออกแบบกรณี ๆ ไป ตามคุณลักษณะอ้างอิงของอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารนั้น และควรมีการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับอาการแพ้ที่เกิดขึ้นจากใช้เทคนิคการดัดแปลงสารพันธุกรรมในอาหารนั้นด้วย</li>
</ul>
<p>แนวความคิดหลักในการควบคุมหรือบริหารจัดการ GMOs หรือ ผลิตภัณฑ์จาก GMOs ให้มีความปลอดภัย คือ ต้องมีความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosafety) และความปลอดภัยของอาหาร (food safety)โดยอาจใช้หลักการในการควบคุม 2 ประเด็นคือ<strong> </strong>การประเมินความปลอดภัยก่อนออกสู่ท้องตลาด และกระบวนการผลิตต้องเป็นไปตามมาตรฐาน  โดยการแสดงฉลากอาหารที่ได้จากการตัดแต่งสารพันธุกรรมและอาหารที่มีสารก่อให้เกิดการแพ้อาหาร</p>
<h3>การแสดงฉลาก (Labelling) ของอาหาร GMOs (Crespi and Marette, 2003)</h3>
<p>ฉลากมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคที่ชัดเจนเป็นจริง และเป็นกลาง โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์  เพื่อให้ปฏิบัติตามได้อย่างง่าย  การแสดงฉลากต้องมีความเหมาะสม  มีกฎของการแสดงฉลากที่รัดกุม   ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกมีกฎหมายบังคับให้ติดฉลากบ่งบอกว่าเป็นอาหาร GMOs  แต่ประเทศในแถบอเมริกาเหนือ-ใต้กำหนดให้บริษัทและผู้ประกอบการสามารถแสดงฉลากอาหารที่มีส่วนประกอบของ GMOs แบบสมัครใจ (ตารางที่ 1)  โดยการควบคุมการแสดงฉลากในบางประเทศมีดังนี้</p>
<ul class="listitem">
<li><em><strong>Codex</strong>:</em> หน่วยงานร่วมของ WHO/FAO คณะกรรมาธิการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentation Commission) ได้จัดทำเป็นมาตรฐานนานาชาติที่มีการควบคุมและแสดงฉลากของอาหารที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงยีนนั้น ซึ่งกำลังปรับปรุงระเบียบและวิธีการในการควบคุม (König, 2010)</li>
<li><em><strong>กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)</strong>:</em> การติดฉลากนี้บังคับเป็นกฎหมายของอียู ให้มีการแสดงฉลากของผลิตภัณฑ์ที่มี หรือประกอบด้วย หรือได้มาจาก  GMOs  ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจาก  GMOs สามารถวางตลาดโดยไม่ต้องระบุในฉลาก   สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองว่าไม่มี  GMOs ถ้าต้องการระบุในฉลากจะต้องเป็นไปตามข้อกฎของอียู  สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มี ให้แสดงฉลาก  &#8220;ประกอบด้วยวัตถุที่เป็น GMOs ต้องพิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  และต้องมีขั้นตอนการติดตามการสอบกลับได้  (Miraglia et al., 2004)   และในกรณีที่ไม่สามารถแยกวัตถุดิบได้และไม่มีหลักฐานแสดง  ให้มีการบังคับแสดงฉลาก &#8220;ผลิตภัณฑ์นี้ อาจประกอบด้วย…&#8221;   นอกจากนี้ยังมีการตั้งระดับปริมาณ GMOs ที่อาจมีอยู่ในส่วนประกอบของอาหารโดยบังเอิญ โดยกำหนดเป็นขั้นต่ำไม่เกิน 1 % สำหรับส่วนประกอบของอาหาร   ซึ่งเกณฑ์ขั้นต่ำ ที่เสนอนั้น ใช้ปฏิบัติเฉพาะสำหรับวัตถุที่เตรียมไว้สำหรับการบริโภคของคน</li>
<li><em><strong>สหรัฐอเมริกา</strong>:</em> กำหนดให้แสดงฉลากอาหารแบบสมัครใจ  โดยให้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงยีน (genetic modification)<strong> </strong>สารที่เป็นพิษ (toxicants)สารอาหาร (nutrients)<strong> </strong>และ สารชนิดใหม่ (new substance)</li>
<li><em><strong>ญี่ปุ่น</strong>:</em> พืช GMOs ซึ่งมีสาระสำคัญ (SEC) ไม่เท่ากับอาหารที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติและอาหารสำเร็จรูป ที่ผ่านกรรมวิธีผลิต ต้องมีการแสดงฉลาก<strong>  </strong>โดยอาหารที่มีปริมาณของ GMOs เป็นส่วนประกอบ จะต้องแสดงฉลากว่า GMO-used <strong>  </strong>และอาหารที่ไม่มีปริมาณของ GMOs เป็นส่วนประกอบ จะต้องแสดงฉลากว่า GMO non-separated</li>
</ul>
<p><strong>ตารางที่ </strong><strong>1</strong> การเปรียบเทียบกฎหมายของการติดฉลากที่บอกถึงอาหารที่มี/ไม่มีส่วนประกอบของ GMOs ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก (Crespi and Marette, 2003)</p>
<p><img decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a46_3.png" /></p>
<h3>นโยบายการประเมินความเสี่ยงของ GMOs ของประเทศต่าง ๆ (Paoletti et al., 2008)</h3>
<ul class="listitem">
<li><strong>สหรัฐอเมริกา</strong><strong>:   </strong>จะแสดงฉลากต่อเมื่อผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยสารภูมิแพ้ที่ทราบชนิดแล้ว และอยู่ในส่วนประกอบของอาหารที่ถูกเปลี่ยนแปลง</li>
<li><strong>แคนนาดา</strong><strong>: </strong>เป็นประเทศที่ผลิตเมล็ดพืช GMOs มากเป็นอันดับสอง รองจากอเมริกา และกฎหมายการแสดงฉลากคล้ายๆกับสหรัฐอเมริกา</li>
<li><strong>เม็กซิโก</strong><strong>: </strong>เป็นผู้นำการผลิตแป้งข้าวโพด ประกาศว่าจะหลีกเลี่ยงการนำเข้าข้าวโพดดัดแปลงยีน ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในทวีปอเมริกาประกาศการบังคับใช้การแสดงฉลากอาหาร GMOs</li>
<li><strong>ญี่ปุ่น</strong><strong>: </strong>อาหารที่แสดงฉลาก แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามแผน คือ อาหารที่เสริมคุณค่าของอาหาร โดยผลิตขึ้นจาก GMOs    หรืออาหาร GMOs ที่มีปริมาณสารอาหารเพิ่มขึ้น (อาหารส่วนมากที่ต้องแสดงฉลาก จะจัดอยู่ในกลุ่มนี้)  และอาหารที่ไม่ทราบส่วนผสมของวัตถุดิบจากธรรมชาติ และจาก GMOs ต้องแสดงฉลาก แจ้งให้ผู้บริโภคทราบว่า มีวัตถุดิบจาก GMOs อยู่ แต่ไม่ได้แสดงรายละเอียด</li>
<li><strong>เกาหลีใต้</strong><strong>: </strong>พิจารณาหลีกเลี่ยงการซื้อเมล็ดข้าวโพด และถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกาเพื่อหลีกเลี่ยงเมล็ดพืช GMOs และมีการใช้กฎหมายควบคุมคุณภาพการเกษตรและประมง เพื่อควบคุมการแสดงฉลาก GMOs</li>
<li><strong>ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์</strong><strong>: </strong>มีมาตรฐานการบังคับใช้ฉลากอาหาร GMOs โดยขึ้นอยู่กับสารก่อภูมิแพ้ และการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพสารอาหาร และส่วนประกอบของอาหาร</li>
<li><strong>สหภาพยุโรป (อียู)</strong><strong>: </strong>การบังคับใช้ฉลากสำหรับวัตถุดิบ GMOs ให้มีผลบังคับใช้ การควบคุมได้กำหนดเฉพาะว่า ภาชนะบรรจุใด ผลิตขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มี GMOs จะต้องมีอักษรแสดงอย่างชัดเจนว่า “ได้รับการเปลี่ยนแปลงยีน”</li>
<li><strong>สหราชอาณาจักร</strong><strong>: </strong>มีการวางระเบียบควบคุมการใช้ GMOs ได้ก้าวหน้าที่สุดในกลุ่มอียู  รัฐบาลอังกฤษบังคับใช้กฎหมายให้ภัตตาคาร และผู้จำหน่ายอาหารทุกแห่ง ต้องแสดงฉลากผลิตภัณฑ์อาหาร GMOs</li>
</ul>
<h3>ข้อดีของ GMOs</h3>
<ul class="listitem">
<li>เป็นการพิสูจน์ข้อสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงเมทาบอลิซึมในสิ่งมีชีวิต</li>
<li>ทำให้เกิดสายพันธ์ใหม่จาก 2 สายพันธุ์ (หรือมากกว่า) ที่ไม่อาจสามารถผสมกันได้ทางธรรมชาติ</li>
<li>สามารถเลือกปรับปรุงคุณสมบัติที่ต้องการได้โดยตรง</li>
<li>ทำให้เกิดธัญพืช ผัก หรือผลไม้ที่มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นในทางโภชนาการ และมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์</li>
<li>มีประโยชน์อย่างกว้างขวางทางการแพทย์</li>
<li>ควบคุมการผลิตได้ง่าย ให้ผลผลิตสูง ทนต่อสภาพแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี</li>
</ul>
<h3>ข้อเสียของ GMOs</h3>
<ul class="listitem">
<li>อาจทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติหมดไป</li>
<li>ความกังวลต่อการถ่ายเทยีนออกสู่สิ่งแวดล้อม</li>
<li>ความกังวลในเรื่องการเป็นพาหะของสารพิษ และต่อการเกิดสารภูมิแพ้</li>
<li>อาจมีการผลิตสารบางชนิดที่เป็นสารก่อโรค หรือมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ชนิดอื่น</li>
<li>อาจทำให้เกิดการผูกขาดทางการตลาด โดยบริษัทชั้นนำของโลกเพียงไม่กี่บริษัท</li>
<li>ยังไม่สามารถพิสูจน์ชัดถึงความปลอดภัย 100%</li>
</ul>
<h3>ทิศทางของ GMOs ในประเทศไทย</h3>
<p>ด้วยความหวั่นวิตกเกี่ยวกับ GMOs ที่จะทำให้ความหลากหลายของหน่วยพันธุกรรมในธรรมชาติลดลง  และยังรวมไปถึงการเกิดพันธุ์พืชแปลก ๆ โดยถ้ามีการรวมของยีนจาก GMOs เข้าไปในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ จะสิ่งมีชีวิตนั้นมีความผิดปกติไปหรืออาจก่อให้เกิดความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะ   โดยถ้าเกิดความผิดพลาดในการเปลี่ยนถ่ายหน่วยพันธุกรรมแล้ว จะไม่สามารถถ่ายหรือล้างกลับได้ และจะคงอยู่และแพร่พันธุ์ต่อไปตลอดทุกชั่วอายุ   ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่จะขยายและกระจายไปทั่วโลกโดยไม่สามารถควบคุมได้</p>
<p>ประเทศไทยเคยมีการทดลองและผลิตพืช GMOs มาแล้วในอดีตทั้งในระดับห้องปฏิบัติการวิจัย  และนำมาปลูกทดสอบในแปลงปลูกภายนอกอาคาร  โดยยังขาดกฎหมายที่ควบคุมรองรับอย่างรัดกุม   ดังนั้นเมื่อการประท้วงอย่างรุนแรงจากคณะและองค์กรต่าง ๆ (<a href="http://www.greenpeace.or.th/" target="_blank" rel="noopener">http://www.greenpeace.or.th/</a>)  ทำให้รัฐบาล ณ ขณะนั้นได้ประกาศให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากปลูกพืช GMOs ยกเว้นแต่เพื่อใช้ในการศึกษาและวิจัยในห้องทดลองเท่านั้น   โดยเล็งเห็นถึงประโยชน์จากการปลูกและการผลิตพืชอาหารด้วยวิธีการปกติดั้งเดิมที่จะเป็นจุดแข็งในตลาดอาหารของประเทศไทย     จวบจนกระทั้งปัจจุบัน (พ.ศ. 2553)  ก็ยังไม่อนุญาตให้ปลูกทดสอบพืช GMOs ในระดับแปลงทดลอง    หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้การทำการศึกษาเรื่อง GMOs ของประเทศไทยคงยังพัฒนาอยู่ในระดับงานวิจัย  ยังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แม้กระทั่งประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันอย่าง มาเลเซีย  หรือสิงคโปร์  เกษตรกรหรือผู้ผลิตอาหารของไทยจะเป็นแต่ฝ่ายซื้อเทคโนโลยี  และในปัจจุบันประเทศไทยคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้อุตสาหกรรมอาหารปลอด GMOs ได้    ซึ่งหากนำเข้าอาหาร GMOs มาใช้ในประเทศไทยเพื่อแปรรูปเป็นอาหารสำเร็จรูปแล้วส่งออก จะต้องแสดงในฉลากบนอาหารนั้นด้วย ซึ่งจะมีอุปสรรคทางการค้าในอนาคตได้</p>
<p>การใช้ประโยชน์จาก GMOs มีมานานแล้ว  โดยเฉพาะทางการแพทย์ที่มีการใช้เพื่อผลิตยาเพื่อมาใช้กับผู้ป่วย เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางแม้ในสหภาพยุโรปที่กฎข้อบังคับเรื่องการใช้ GMOs ที่เคร่งครัด (อ้างถึง EC. No. 726/2004 (HSE, 2007))  แต่เมื่อต้องนำมาให้มนุษย์หรือสัตว์บริโภคโดยตรงหรือทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารกลับได้รับแรงต่อต้านอย่างมาก  อย่างไรก็ดีจากกระแสความต้องการอาหาร และความไม่แน่นอนสภาพภูมิอาการและขนาดพื้นที่ปลูก  การศึกษาทดลองเรื่อง GMOs อาจจะต้องนำกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังในทุกภาคส่วนของประเทศ  ซึ่งหากยังไม่สามารถปฏิบัติหรือบังคับใช้กฎหมายได้อย่างจริงจังก็ยังไม่ควรอนุญาตให้มีการปลูกทดลอง    ซึ่งอาจจะเป็นเหมือนในอดีตที่มีการเพาะปลูกปะปนกันระหว่างพืชที่มาจากวิธีทั่วไปและมาจาก GMOs ทำให้ไม่สามารถจะควบคุมกำกับได้      รัฐบาลจะต้องมีการให้ความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องอย่างต่อเนื่อง  รวมไปถึงการออกกฎหมายและบังคับใช้อย่างจริงจัง  โดยการผลิต GMOs จะต้องผ่านขั้นตอนที่ได้รับการรับรองว่าปลอดภัยต่อ คน สัตว์ และสภาพแวดล้อม โดยอาจยึดแนวทางของ European Food Safety Authority (EFSA: 2006; Varzakas et al., 2007; Smith and König, 2010) ซึ่งมีการทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน (Davison, 2010) หรือของ EPA จากประเทศสหรัฐอเมริกา (the U.S. Environmental Protection Agency (Sayre and Seidler, 2005) โดยต้องยึดหลักการประเมินความเสี่ยงของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GM Risk Assessment: Sparrow, 2010) เป็นหลักในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด</p>
<p><em><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></em></p>
<p>Crespi, J. M. and Marette, S. (2003). “Does Contain” vs. “Does Not Contain”: Does it matter which GMO label is used? European Journal of Law and Economics 16: 327–344.</p>
<p>Davison, J. (2010). GM plants: Science, politics and EC regulations. Plant Science 178: 94–98.</p>
<p>Gryson, N. (2010). Effect of food processing on plant DNA degradationvand PCR-based GMO analysis: a review. Anal Bioanalytical Chemistry 396: 2003–2022.</p>
<p>Guerineau, F. and Mullineaux, P. (1993). Plant transformation and expression. In Plant Molecular Biology: Lab Fax, (ed. R. R. D. Croy), pp. 121-147. Oxford: Bios Scientific Publishers.</p>
<p>HSE. (2007). The SACGM Compendium of guidance, Part 6: Guidance on the use of genetically modified microorganisms in a clinical setting. http://www.hse.gov.uk/biosafety/gmo/acgm/acgmcomp.</p>
<p>König, A. (2010).  Compatibility of the SAFE FOODS Risk Analysis Framework with the legal and institutional settings of the EU and the WTO. Food Control 21: 1638–1652.</p>
<p>Michelini, E., Simoni, P., Cevenini, L., Mezzanotte, L. and Roda, A. (2008). New trends in bioanalytical tools for the detection of genetically modified organisms: an update. Anal Bioanalytical Chemistry 392: 355–367.</p>
<p>Miraglia, M., Berdal, K.G., Brera, C., Corbisier, P., Holst-Jensen, A.,  Kok, E.J., Marvin, H.J.P., Schimmel, H., Rentsch, J., van Rie, J.P.P.F. and Zagon, J. (2004). Detection and traceability of genetically modified organisms in the food production chain. Food and Chemical Toxicology 42: 1157–1180.</p>
<p>Novak W.K. and Haslberger, A.G. (2000). Substantial equivalence of antinutrients and inherent plant toxins in genetically modified novel foods. Food and Chemical Toxicology 38: 473-483.</p>
<p>Paoletti, C., Flamm, E., Yan, W., Meek, S., Renckens, S., Fellous, M. and Kuiper, H. (2008). GMO risk assessment around the world: Some examples. Trends in Food Science &amp; Technology 19: S70-S78.</p>
<p>Sayre, P. and Seidler, R. J. (2005). Application of GMOs in the U.S.: EPA research &amp; regulatory considerations related to soil systems. Plant and Soil 275:77–91.</p>
<p>Smith, M.R. and König,  A. (2010). Environmental risk assessment for food-related substances. Food Control 21: 1588–1600.</p>
<p>Sparrow, P.A.C. (2010). GM Risk Assessment. Molecular Biotechnology 44:267–275.<br />
van Dijk, J.P., Leifert , C., Barros, E. and Kok, E.J. (2010). Gene expression profiling for food safety assessment: Examples in potato and maize. Regulatory Toxicology and Pharmacology 58: S21–S25.</p>
<p>Varzakas, T. H., Chryssochoidis, G. and Argyropoulos, D. (2007). Approaches in the risk assessment of genetically modified foods by the Hellenic Food Safety Authority. Food and Chemical Toxicology 45: 530–542.</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2011/11/100/">GMOs: ความปลอดภัยทางอาหารกับทิศทางของประเทศไทย ?</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
