<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อรอุมา เพียซ้าย Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<atom:link href="https://www.phtnet.org/tag/อรอุมา-เพียซ้าย/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.phtnet.org/tag/อรอุมา-เพียซ้าย/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Jun 2020 04:26:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/07/cropped-icon-1-150x150.png</url>
	<title>อรอุมา เพียซ้าย Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<link>https://www.phtnet.org/tag/อรอุมา-เพียซ้าย/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การใช้ราเอนโดไฟท์ควบคุมโรคพืชหลังการเก็บเกี่ยว</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2014/10/143/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Oct 2014 08:36:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[อรอุมา เพียซ้าย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=143</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; ดร. อรอุมา เพียซ้าย ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2014/10/143/">การใช้ราเอนโดไฟท์ควบคุมโรคพืชหลังการเก็บเกี่ยว</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดย &#8230; <a href="https://research.rdi.ku.ac.th/forest/Person.aspx?id=500044">ดร. อรอุมา เพียซ้าย</a><br />
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ</p>
<p>ผักและผลไม้นับเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีรายได้จากการส่งออกสู่ตลาดโลกนับเป็นจำนวนหลายพันล้านบาทต่อปี (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2552) แต่ปัจจุบันยังคงพบว่ามีงบประมาณส่วนหนึ่งที่ต้องสูญเสียไปจากการนำเข้าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ได้แก่ ปุ๋ยเคมี และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีราคาแพง และมีแนวโน้มการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการดื้อยาของแมลงศัตรูพืช วัชพืช และจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืช ทำให้เกษตรกรเข้าใจผิดว่าจะต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้น (<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A">http://th.wikipedia.org/wiki/สารกำจัดศัตรูพืช</a>) นอกจากนี้ปัญหาเรื่องสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ยังเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกและมีผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังนั้นจึงมีนักวิจัยให้ความสนใจในการหาวิธีป้องกันไม่ให้ผลผลิตพืชถูกศัตรูเข้าทำลาย การใช้จุลินทรีย์ในการป้องกันกำจัดโรคพืชเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มีการศึกษาวิจัยกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ราที่เป็นประโยชน์ในการควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาส่งเสริมให้เกษตรกรนำมาใช้ในการผลิตพืชปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกและบริโภค</p>
<p><img decoding="async" class="img-responsive" src="https://www.phtnet.org/article/images/a67_1.jpg" alt="การใช้ราเอนโดไฟท์ควบคุมโรคพืชหลังการเก็บเกี่ยว" /></p>
<p><strong>รา</strong> เป็นจุลินทรีย์กลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนมาก พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ อากาศ รวมทั้งเป็นสาเหตุโรคของพืช คน และสัตว์ รามีความสำคัญกับระบบนิเวศเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถย่อยสลายเศษซากพืชซากสัตว์ให้เป็นอินทรียสารทำให้ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกพืช ราหลายชนิดสามารถสร้างเอนไซม์ และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่เป็นประโยชน์ ราบางกลุ่มอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นแบบพึ่งพาอาศัย (symbiosis) เช่น ไมคอร์ไรซา (mychorhiza) และ ไลเคน (lichen) ราบางชนิดอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อพืชโดยไม่ทำให้พืชแสดงอาการของโรค ซึ่งได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย รากลุ่มนี้เรียกว่า “ราเอนโดไฟท์” (endophytic fungi) (Petrini and Carroll, 1981) พบได้ทั่วไปในพืชมากกว่า 300 ชนิด ได้แก่ พืชไม้ดอก (angiosperms) พืชจำพวกต้นสน (gymnosperms) สาหร่ายน้ำเค็ม (marine macroalgae) มอส (mosses) และ เฟิร์น (ferns) (Strobel.,2006)</p>
<p>ปัจจุบันมีนักวิชาการให้ความสนใจศึกษา<strong>ราเอนโดไฟท์</strong>เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีศักยภาพสูงในการสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งทางการแพทย์ อุตสาหกรรมและการเกษตร ในการใช้ประโยชน์จากราเอนโดไฟท์ควบคุมโรคพืชโดยชีววิธีนั้น มีรายงานว่าราเอนโดไฟท์บางชนิดสามารถควบคุมโรคผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยว (Mercier and Jimenez, 2004; Mercier and Smilanick, 2005) จากข้อมูลงานวิจัยในต่างประเทศพบว่ามีรายงานการใช้ราเอนโดไฟท์เพื่อควบคุมโรคผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยวของเชอรี่และองุ่น โดยผลทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่าราเอนโดไฟท์ <i>Aureobasidium pullulans</i>ที่แยกได้จากผลเชอรี่และองุ่นสดในสวนผลไม้ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอิตาลี มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคเน่าของผลเชอรี่สาเหตุจากรา <i>Botrytis cinerea</i> และโรคเน่าขององุ่น สาเหตุจากรา <i>Monilinia laxa</i> โดยมีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคลดลงถึง 100 เปอร์เซนต์ และเมื่อนำรา <i>A. pullulans</i> มาทดสอบการยับยั้งราสาเหตุโรคพืชทั้งสองชนิดโดยการปลูกเชื้อบนผลเชอรี่และองุ่นสด หลังจากราเข้าทำลายพืช 6 12 และ 24 ชั่วโมง พบว่าสามารถลดอาการผลเน่าของเชอรี่และองุ่นได้ 60 และ 80 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ (Schena <i>et al</i>., 2003)</p>
<p><img decoding="async" class="img-responsive" src="https://www.phtnet.org/article/images/a67_2.jpg" alt="ราเอนโดไฟท์" /></p>
<p>นอกจากนี้ยังมีรายงานการใช้สารระเหย (volatile organic compounds, VOCs) จากราเอนโดไฟท์ ในการควบคุมโรคพืชหลังการเก็บเกี่ยวด้วยวิธีรมควัน (mycofumigation) ตัวอย่างเช่น การใช้สารระเหยจากราเอนโดไฟท์ <i>Oxyporus latemarginatus</i> สายพันธุ์ EF069 ที่แยกได้จากผลพริกหยวก (<i>Capsicum annuum</i> L., วงศ์ Solanaceae) ในการควบคุมราสาเหตุโรคพืชหลังการเก็บเกี่ยวของผลไม้ ได้แก่ <i>Alternaria alternata</i>, <i>Botrytis cinerea</i>, <i>Colletotrichum gloeosporioides</i> และ <i>Fusarium oxysporum</i> f. sp. <i>lycopersici</i> ซึ่งสารดังกล่าวมีโครงสร้างทางเคมีแบบ 5-pentyl-2-furaldehyde (PTF) โดยสามารถแยกสารนี้ได้ด้วยการเลี้ยงรา <i>O. latemarginatus</i> ในเปลือกข้าวสาลี และสกัดด้วยสารละลาย hexane จากนั้นแยกสารให้บริสุทธิ์โดยใช้วิธี repeated silica gel column chromatography (Lee <i>et al</i>., 2009) ในประเทศเกาหลี มีรายงานการใช้สารระเหย ได้แก่ สารประกอบ ß-elemene, 1-methyl-1,4-cyclohexadiene, ß-selinene และ α-selinene จากรา <i>Nodulisporium</i> sp. สายพันธุ์ CF016 ซึ่งเป็นราเอนโดไฟท์ที่แยกได้จากลำต้นอบเชย (<i>Cinnamomum loureirii</i> Nees, วงศ์ Lauraceae) ในการควบคุมการเกิดโรคหลังเก็บเกี่ยวของผลไม้ ด้วยวิธีการรมควัน พบว่าสารประกอบทั้งสองชนิดสามารถยับยั้งการเจริญของเส้นใยรา <i>Botrytis cinerea</i> สาเหตุโรค gray mold และรา <i>Penicillium expansum</i> สาเหตุโรค blue mold ของแอปเปิ้ลได้ผลดี (Park<i> et al</i>., 2010) และราเอนโดไฟท์บางชนิดยังสามารถชักนำให้พืชต้านทานต่อการเข้าทำลายของราสาเหตุโรคด้วย เช่น รา <i>Trichoderma theobromicola</i> และ <i>T. paucisporum</i> ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่แยกได้จากลำต้นของโกโก้ (<i>Theobroma cacao</i> L., วงศ์ Malvaceae) ในประเทศเปรู เมื่อนำไปทดสอบการเกิดโรคกับโกโก้พบว่าราทั้งสองชนิดนี้ไม่ทำให้พืชเป็นโรค และยังพบการสร้างสาร nonanoic acid บนอาหารเลี้ยงเชื้อในห้องปฏิบัติการ ซึ่งสารนี้มีรายงานพบเฉพาะในพืชเท่านั้น จึงสรุปได้ว่าราเอนโดไฟท์ <i>T. theobromicola</i> และ <i>T. paucisporum</i> สามารถชักนำให้พืชสร้างสาร nonanoic acid ขึ้นมาเพื่อให้โกโก้มีความต้านทานต่อการเข้าทำลายของรา <i>Moniliophthora roreri</i> (Samuels <i>et al</i>., 2006)</p>
<p><img decoding="async" class="img-responsive" src="https://www.phtnet.org/article/images/a67_3.jpg" alt="ราเอนโดไฟท์ในการยับยั้งราสาเหตุโรคพืช" /></p>
<p>สำหรับในประเทศไทยมีรายงานการศึกษาการใช้ราเอนโดไฟท์ในการควบคุมโรคพืชหลังการเก็บเกี่ยวเช่นกัน ได้แก่ การศึกษาการใช้รา <i>Cordana</i>sp. สายพันธุ์ KPP-3 และรา <i>Nodulisporium</i> sp. ซึ่งเป็นราเอนโดไฟท์ที่แยกได้จากใบกล้วยป่า (<i>Musa acuminate</i> Colla, วงศ์ Musaceae) ควบคุมรา <i>Colletotrichum musae</i> สาเหตุโรคแอนแทรกโนสของกล้วย โดยราสร้างปฏิชีวนะสารที่มีผลยับยั้งการงอกของสปอร์รา <i>C. musae</i> และเมื่อทดสอบโดยการจุ่มผลกล้วยในสารละลายสปอร์ของราเอนโดไฟท์ทั้งสองชนิดพบว่าผลกล้วยมีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคแอนแทรกโนสลดลง (Nuangmek <i>et al</i>., 2008) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการใช้สารระเหยจากรา <i>Muscodor albus</i> สายพันธ์ CMU-Cib 462 ซึ่งเป็นราเอนโดไฟท์ที่แยกได้จากใบอบเชย (<i>Cinnamomum bejolghota</i>) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยับยั้งการเจริญของรา <i>Penicillium digitatum</i> ที่ก่อให้เกิดโรคผลเน่าในส้มพันธุ์สายน้ำผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสารระเหยที่รานี้สร้างได้แก่สารประกอบเอสเทอร์ แอลกอฮอล์ และกรดอินทรีย์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลขนาดเล็ก (Suwannarach <i>et al</i>., 2011)</p>
<p>ดังนั้นราเอนโดไฟท์จึงเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีคุณค่ายิ่งในการสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพเพื่อนำมาใช้ทดแทนสารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคพืชหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่เกษตรกร อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อผู้บริโภคอีกด้วย ซึ่งนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาประเทศที่สามารถนำทรัพยากรทางชีวภาพรามาใช้ประโยชน์ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพและปลอดภัยจากสารเคมีด้วยวิธีทางชีวภาพได้อย่างลงตัวและยั่งยืน</p>
<p>** บทความนี้ ตีพิมพ์ลงใน Postharvest Newsletter <a href="https://www.phtnet.org/newsletter/view.asp?pid=38">ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2557</a></p>
<h3>เอกสารอ้างอิง</h3>
<p><img decoding="async" class="img-responsive" src="https://www.phtnet.org/article/images/a67_4.jpg" alt="เอกสารอ้างอิง" /></p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2014/10/143/">การใช้ราเอนโดไฟท์ควบคุมโรคพืชหลังการเก็บเกี่ยว</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
