<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มะม่วงน้ำดอกไม้ Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<atom:link href="https://www.phtnet.org/tag/มะม่วงน้ำดอกไม้/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.phtnet.org/tag/มะม่วงน้ำดอกไม้/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 29 Oct 2021 01:34:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/07/cropped-icon-1-150x150.png</url>
	<title>มะม่วงน้ำดอกไม้ Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<link>https://www.phtnet.org/tag/มะม่วงน้ำดอกไม้/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เทคโนโลยีการเคลือบผิวจากเซริซินต่อการเกิดสีน้ำตาลในมะม่วงน้ำดอกไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภค</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2021/10/2186/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Oct 2021 07:03:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[พนิดา บุญฤทธิ์ธงไชย]]></category>
		<category><![CDATA[มะม่วงน้ำดอกไม้]]></category>
		<category><![CDATA[เซริซิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=2186</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พนิดา บุญฤทธิ์ธงไชยคณะทรัพยา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2021/10/2186/">เทคโนโลยีการเคลือบผิวจากเซริซินต่อการเกิดสีน้ำตาลในมะม่วงน้ำดอกไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภค</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>โดย <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พนิดา บุญฤทธิ์ธงไชย</strong><br>คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</p>



<p class="has-drop-cap">ปัจจุบันความต้องการผลิตภัณฑ์ผลไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความสด สะอาด ใหม่ คุณค่าทางอาหารสูง และง่ายต่อการบริโภคเหมาะกับวิถีการดำรงชีวิตที่เร่งรีบในยุคปัจจุบัน Tesco หนึ่งในผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผลไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภครายใหญ่ของโลกเปิดเผยว่าความต้องการผลไม้ตัดแต่งเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะเมลอนและมะม่วงหั่นชิ้นเป็นแท่ง (fingers) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 400% ในรอบสองปีที่ผ่านมา (Tesco PLC, 2017) ทั้งนี้ประเทศไทยเราสามารถปลูกมะม่วงได้หลากหลายสายพันธุ์และมีผลผลิตเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ (<em>Mangifera indica</em> L.) ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ มูลค่าในการส่งออกสูง และมีศักยภาพในการนํามาแปรรูปเป็นมะม่วงตัดแต่งพร้อมบริโภค ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต เนื่องจากมะม่วงสายพันธุ์นี้เมื่อสุกมีกลิ่นหอม รสหวานหอม เนื้อสีเหลืองอมส้ม ละเอียด มีเส้นใยเล็กน้อย มีวิตามินซี และเบต้าแคโรทีนสูง อย่างไรก็ตามในการแปรรูปเป็นผลไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภคนั้นต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ได้แก่ การปอกเปลือก การหั่น และการตัดแต่งเป็นชิ้น ซึ่งการแปรรูปในลักษณะนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้บอบบาง ง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อจุลินทรีย์ส่งผลให้มีอายุการวางจำหน่ายสั้น</p>



<p>ปัญหาที่สำคัญของมะม่วงตัดแต่งพร้อมบริโภคได้แก่การเปลี่ยนแปลงสี โดยจะพบอาการสีน้ำตาลที่บริเวณผิวเนื้อมะม่วง และเกิดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ (Rosen and Kader, 1989; Nguyen-the and Carlin, 1994) ในมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองตัดแต่งพร้อมบริโภคพบว่าอาการสีน้ำตาลและอาการฉ่ำน้ำ (water soaking) เป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดอายุการเก็บรักษา (Poubol and Izumi, 2005) โดยในแต่ละขั้นตอนการแปรรูปจะทำให้สารต่างๆภายในเซลล์รั่วไหลออกมาบริเวณรอยแผลที่เกิดจากการตัดแต่ง ซึ่งจะไปเร่งการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและชีวเคมี เกิดสีน้ำตาลบริเวณรอยตัดแต่งและไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยการเกิดสีน้ำตาลที่บริเวณผิวเนื้อมะม่วงนั้นเป็นการเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์ (enzymatic browning) โดยมีเอนไซม์พอลิฟีนอลออกซิเดส (polyphenol oxidase; PPO) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ (Sapers, 1993) ซึ่งปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลที่เร่งด้วยเอนไซม์นี้มี 2 ขั้นตอนคือ กระบวนการไฮดรอกซิเลชัน (hydroxylation) โดยเปลี่ยนสารกลุ่มโมโนฟีนอล (monophenols) ได้เป็นสารกลุ่มไดฟีนอล (diphenols) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ปฏิกิริยาเกิดค่อนข้างช้าและให้ผลิตภัณฑ์เป็นสารที่ไม่มีสี (ortho-diphenol) และจากนั้นเกิดกระบวนการออกซิเดชั่น (oxidation) ในขั้นตอนต่อไป ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเปลี่ยนสารกลุ่มไดฟีนอลเป็นสารกลุ่มควิโนน (quinones) ซึ่งเป็นสารที่มีสีและมีความไวในการเกิดปฏิกิริยา สารกลุ่มควิโนนนี้สามารถเกิดการการรวมตัวกันเป็นสารเมลานิน (melanins) หรือสารที่ให้สีน้ำตาลหรือสีดำกับเนื้อเยื่อพืช โดยสาร&nbsp;&nbsp; เมลานินนี้ยังสามารถทำปฏิกิริยาต่อกับกรดอะมิโนและโปรตีนเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาลโดยไม่ใช้เอนไซม์ทำให้เกิดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย (Beaulieu and Gorny, 2004) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าว มีผลทำให้ผลไม้แปรรูปพร้อมบริโภคมีคุณภาพลดลง เสื่อมเสียง่าย ไม่ปลอดภัย ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และมีอายุการวางจำหน่ายสั้นกว่าผลไม้ที่ไม่ได้ผ่านการตัดแต่งแปรรูป (Clemente and Pastore, 1998)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="384" height="302" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-2.jpg" alt="" class="wp-image-2193" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-2.jpg 384w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-2-300x236.jpg 300w" sizes="(max-width: 384px) 100vw, 384px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 1</strong> การเกิดอาการน้ำตาลที่บริเวณผิวมะม่วงตัดแต่งพร้อมบริโภค</figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="594" height="238" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-3.jpg" alt="" class="wp-image-2196" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-3.jpg 594w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-3-300x120.jpg 300w" sizes="(max-width: 594px) 100vw, 594px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 2</strong> กลไกการเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์<br>ที่มา: Walker (1977)</figcaption></figure></div>



<p>ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวมาใช้ในการลดความเสียหายจากกระบวนการแปรรูปได้แก่ การใช้วิธีทางกายภาพและทางเคมี โดยสารเคมีที่นิยมใช้กันมากในอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่สารในกลุ่มแคลเซียม กรดแอสคอร์บิก กรดซิตริก และสารประกอบซัลไฟต์ (sulphite) โดยเฉพาะสารประกอบซัลไฟต์ซึ่งมีประสิทธิภาพในการยับยั้งดีมากและราคาถูก แต่มีข้อเสียคือมีผลกระทบที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคโดยก่อให้เกิดอาการแพ้หรือผลข้างเคียงในผู้บริโภคบางกลุ่มได้ จึงมีการควบคุมปริมาณการใช้ตามประกาศ กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 281) พ.ศ.2547 เรื่องวัตถุเจือปนอาหารว่าด้วยปริมาณซัลไฟต์ที่ได้รับต้องไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนำสารสกัดจากธรรมชาติซึ่งเป็นสารที่มีความปลอดภัยมาทดแทนการใช้สารเคมี&nbsp; โดยสารสกัดจากธรรมชาติที่มีการนำมาวิจัยเพื่อลดการเกิดสีนํ้าตาลในผลไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภคได้แก่ ว่านหางจระเข้ น้ำสับปะรด สารสกัดจากรำข้าว เวย์โปรตีน (whey protein) น้ำผึ้ง และสารสกัดจากสาหร่าย (seaweed extract) เป็นต้น จากปัญหาดังกล่าวคณะผู้วิจัยได้นำเซริซินซึ่งเป็นโปรตีนจากธรรมชาติที่สกัดมากจากรังไหมมาประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบผิวเพื่อลดการเกิดสีน้ำตาลในมะม่วงน้ำดอกไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภค อีกทั้งเซริซินและอนุพันธุ์ของเซริซินยังมีความปลอดภัยตามหลักของ Generally Recognized as Safe (GRAS) โดยคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA, 2001)</p>



<p><strong>รังไหม (cocoon)</strong> มีองค์ประกอบหลักของโปรตีน 2 ชนิด คือ ไฟโบรอิน (fibroin) ที่เป็นโปรตีนหลักในรังไหมประมาณร้อยละ 70 เป็นโปรตีนเส้นใยชนิดที่ไม่มีขั้ว และเซริซิน (sericin) ประมาณร้อยละ 20-30 ของรังไหม ทำหน้าที่ช่วยยึดโปรตีนไฟโบรอินให้เชื่อมติดกัน ทำให้เกิดความเสถียรของโครงร่างของรังไหม ในอุตสาหกรรมผลิตเส้นไยไหมมีความจำเป็นต้องสกัดเซริซินทิ้ง เนื่องจากมีสมบัติเป็นกัม (gum) ทำหน้าที่ในการเชื่อมเส้นไยโปรตีนไหม (fibroin) ทำให้เป็นผลิตภัณฑ์เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผ้าไหมหรือเส้นไยไหม ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและมลภาวะทางน้ำ เซริซินประกอบด้วยกรดอะมิโน 18 ชนิด จําพวกมีขั้วจึงทําให้เซริซินละลายน้ำได้ดีที่พบมากกว่าร้อยละ 70 ได้แก่ serine, glycine, aspartic และ threonine เซริซินถูกนำไปใช้ประโยชน์มากมากมายหลายด้าน เช่น ใช้เป็นวัสดุทางการแพทย์ต่างๆ ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และมีการทดสอบเซริซินด้านการรับประทานพบว่ามีฤทธิ์ส่งเสริมสุขภาพหลายอย่าง เช่น ลดไขมันหรือคอเลสตอรอลในเลือด ลดความดันโลหิต เป็นต้น ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารได้นำเซริซินมาใช้ในการผลิตฟิล์มที่บริโภคได้ และใช้เป็นสารเคลือบผิว เนื่องด้วยคุณสมบัติที่สามารถจับตัวเป็นพอลิเมอร์ สามารถผสมกับสารโมเลกุลใหญ่ได้ดี และมีลักษณะเป็นกัมป้องกันการสูญเสียน้ำได้ดี (Sothornvit and Chollakup, 2009; Sothornvit <em>et al</em>., 2010) นอกจากนั้นยังพบว่าเซริซินมีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในไขมัน (Kato <em>et al</em>., 1998) ยับยั้งการเกิดสีน้ำตาลในอาหาร (Wu <em>et al</em>., 2007) และสามารถต้านการเจริญเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคได้ (Sarovart <em>et al</em>., 2003) นับว่ามีประโยชน์อย่างมากในการรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร การศึกษาที่ผ่านพบว่าการเคลือบผิวแอบเปิ้ล เห็ด และมะม่วงหั่นชิ้นด้วยเซริซินสามารถควบคุมการเกิดสีน้ำตาลระหว่างการเก็บรักษาได้เป็นอย่างดีและพบว่าเซริซินที่มีโมเลกุลขนาดเล็กมีประสิทธิภาพในการลดกิจกรรมเอนไซม์ PPO และควบคุมการเกิดสีน้ำตาลได้ดีและยังรักษาคุณภาพด้านสี ลักษณะปรากฏและลดการสูญเสียความชื้นจากผลิตภัณฑ์ (Thongsook and Tiyaboonchai, 2011)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="439" height="299" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-4.jpg" alt="" class="wp-image-2200" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-4.jpg 439w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-4-300x204.jpg 300w" sizes="(max-width: 439px) 100vw, 439px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 3</strong> โครงสร้างรังไหม<br>ที่มา: https://www.omicsonline.org/articles-images/biotechnology-biomaterials-silkworm-cocoon-S9-004-g005.png</figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading">ผลของเซริซินต่อการยับยั้งการเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์</h2>



<p>โดยทั่วไปการยับยั้งการเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์แบ่งออกได้เป็นสามแนวทางคือ การยับยั้งสารตั้งต้น (substrate) ยับยั้งกิจกรรมเอนไซม์ และยับยั้งผลิตภัณฑ์สีน้ำตาล&nbsp; ซึ่งเซริซินยับยั้งการเกิดสีน้ำตาลโดยแบ่งออกเป็นสองแนวทาง แนวทางที่หนึ่งเซริซินไปยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ PPO โดยการจับตัวกันระหว่างเซริซินและสารตั้งต้น &nbsp;ของปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาล ซึ่งกิจกรรมของเอนไซม์ PPO ในตำแหน่งที่ต่างจากตำแหน่งเอนไซม์จับกับสารตั้งต้น ทำให้เกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อน enzyme-substrate-sericin เอนไซม์จึงไม่สามารถทำปฏิกิริยาต่อได้ (Goetghebeur and Kermasha, 1996) นอกจากนี้เซริซินซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีหมู่ไฮดรอกซีสูง พบประมาณร้อยละ 40 ของกรดอะมิโนทั้งหมดที่เป็นองค์ประกอบ และเป็นที่ทราบกันดีว่ากรดอะมิโนที่มีหมู่ไฮดรอกซีสูงมีสมบัติเป็นคีเลติงเอเจนต์ (chelating agent) ที่ดี โดยเฉพาะกับทองแดง และเหล็ก ซึ่งในการเกิดปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลด้วยกิจกรรมของเอนไซม์ PPO ทองแดงเป็นธาตุที่จำเป็นในกลไกของปฏิกิริยา ดังนั้นการที่เซริซินมีสมบัติดังกล่าวส่งผลช่วยในการลดการเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์ PPO ได้เช่นกัน (Kato <em>et al</em>., 1998) และพบว่ายิ่งเซริซินมีขนาดโมเลกุลเล็กยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นคีเลติงเอเจนต์มากขึ้น (Thongsook and Tiyaboonchai, 2011) แนวทางที่สองอาจเป็นไปได้ว่าเซริซินไปยับยั้งสารตั้งต้น เนื่องจากทำหน้าที่เป็นสารเคลือบผิวโดยป้องกันไม่ให้ออกซิเจนสัมผัสกับสารตั้งต้นของเอนไซม์ PPO ดังนั้นจึงทำให้เอนไซม์ทำปฏิกิริยากับสารตั้งต้นได้น้อยลง&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading">การประยุกต์ใช้เซริซินเป็นสารเคลือบผิวในมะม่วงน้ำดอกไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภค</h2>



<p>โดยพบว่าเซริซินสามารถยับยั้งกิจกรรมเอนไซม์ PPO ในมะม่วงน้ำดอกไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภค (<em>in vivo</em>) และในสารสกัดมะม่วง (in vitro) ได้ทั้งในมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์สี่และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เมื่อนำเซริซินมาประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบผิวมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองตัดแต่งพร้อมบริโภค โดยนำมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองระยะสุกพร้อมบริโภค ปอกเปลือกและตัดแต่งเป็นชิ้น นำไปเคลือบด้วยสารละลายเซริซิน (non-hydrolysated sericin) และเซริซินไฮโดรไลเสท (hydrolysated sericin) ซึ่งมีขนาดโมเลกุลเล็กกว่า จากนั้นบรรจุชิ้นมะม่วงในกล่องพลาสติกกึ่งคงรูปมีฝาปิด เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส นาน 4 วัน พบว่ามะม่วงที่เคลือบด้วยสารละลายเซริซินและเซริซินไฮโดรไลเสทชะลอการเกิดสีน้ำตาลบริเวณส่วนที่ถูกตัดแต่งของมะม่วงน้ำดอกไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภค โดยแสดงค่าความสว่าง (L*) สูงกว่ามะม่วงตัดแต่งชุดควบคุม และมีคะแนนการเกิดสีน้ำตาลต่ำกว่ามะม่วงชุดควบคุม สอดคล้องกับกิจกรรมเอนไซม์พอลีฟีนอลออกซิเดส (PPO) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ก่อให้เกิดสีน้ำตาลในมะม่วงตัดแต่ง &nbsp;ผลการทดลองพบว่าสารละลายเซริซินและเซริซินไฮโดรไลเสทมีกิจกรรมเอนไซม์ PPO ต่ำกว่าชุดควบคุม และสารละลายเซริซินทั้ง 2 ชนิด ยังคงรักษาปริมาณวิตามินซีไว้ได้ดีกว่าชุดควบคุม โดยสามารถชะลอการเกิดสีน้ำตาลและรักษาคุณภาพของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองตัดแต่งพร้อมบริโภคได้เป็นระยะเวลา 4 วัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="594" height="356" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-5.jpg" alt="" class="wp-image-2204" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-5.jpg 594w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2021/10/article-sericin-mango-5-300x180.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 594px) 100vw, 594px" /><figcaption><strong>ภาพที่ 4</strong> ลักษณะปรากฏของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองตัดแต่งพร้อมบริโภคที่เคลือบด้วยสารละลายเซริซิน เซริซินไฮโดรไลเสท และไม่ได้เคลือบเซริซิน (ชุดควบคุม) ระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 วัน</figcaption></figure></div>



<p>จากผลงานวิจัยข้างต้นแสดงให้เห็นว่า สารเคลือบผิวจากเซริซินมีประสิทธิภาพในการชะลอการเกิดสีน้ำตาลในผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภค มีความปลอดภัยในการใช้ อีกทั้งยังเป็นการใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้ง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะนำมาวิจัยและพัฒนาเพื่อใช้ในการควบคุมการเกิดสีน้ำตาลของผลิตผลในเชิงการค้าต่อไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารอ้างอิง</h3>



<p>Beaulieu, J.C. and J.R. Gorny.&nbsp; 2004.&nbsp; Fresh cut fruits in the commercial storage of fruits, vegetables and florist and nursery stocks. <em>In</em> K.C. Gross, C.Y. Wang and M. Saltveit (eds.). Agricultural Handbook, Number 66, USDA–ARS.</p>



<p>Clemente, E. and G.M. Pastore. 1998.&nbsp; Peroxidase and polyphenoloxidase, the importance for food technology. Boletim da Sociedade Brasileira de Ciência e Tecnologia de Alimentos 32: 167–171.</p>



<p>FDA.&nbsp; 2001.&nbsp; Notice of inventory. Food and Drug Administration.&nbsp; [Online]. Available source: http://www.fda.gov/downloads/Food/IngredientsPackagingLabeling/GRAS/NoticeInventory/UCM267039.</p>



<p>Goetghebeur, M. and S. Kermasha.&nbsp; 1996.&nbsp; Inhibition of polyphenol oxidase by copper-&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; metallothionein from <em>Aspergillus niger</em>.&nbsp; Phytochemistry 42: 935–940.</p>



<p>Kato, N., S. Sato, A. Yamanaka, H. Yamada, N. Fuwa and M. Nomura.&nbsp; 1998.&nbsp; Silk protein, sericin, inhibits lipid peroxidation and tyrosinase activity.&nbsp; Bioscience Biotechnology and Biochemistry 62: 145–147.</p>



<p>Nguyen-The, C. and F. Carlin.&nbsp; 1994.&nbsp; The microbiology of minimally processed fresh fruits and vegetables.&nbsp; Critical Reviews in Food Science and Nutrition 34: 371–401.</p>



<p>Poubol, J. and H. Izumi.&nbsp; 2005.&nbsp; Shelf life and microbial quality of fresh-cut mango cubes stored in high CO<sub>2</sub> atmospheres.&nbsp; Journal of Food Science 70: 69–74.</p>



<p>Rosen, J. and A.A. Kader. 1989.&nbsp; Postharvest physiology and quality maintenance of sliced pear and strawberry fruits.&nbsp; Journal of Food Science 54: 656–659.</p>



<p>Sapers, G. M.&nbsp; 1993.&nbsp; Browning of food: Control by sulfites, antioxidants and other means.&nbsp; Food technology 47: 75–84.</p>



<p>Sarovart, S., B. Sudatis, P. Meesilpa, B.P. Grady and R. Magaraphan.&nbsp; 2003.&nbsp; The use of sericin as an antioxidant and antimicrobial for polluted air treatment.&nbsp; Reviews on Advanced Materials Science 5: 193–198.</p>



<p>Sothornvit, R. and R. Chollakup.&nbsp; 2009.&nbsp; Properties of sericin-glucomannan composite films.&nbsp; International Journal of Food Science and Technology 44: 1395–1400.</p>



<p>Sothornvit, R., R. Chollakup and P. Suwanruji.&nbsp; 2010.&nbsp; Extracted sericin from silk waste for film formation.&nbsp; Songklanakarin Journal of Science and Technology 32: 17–22.</p>



<p>Tesco PLC.&nbsp; 2017.&nbsp; Fruit and veg revamp cuts food waste and saves shoppers time. [Online].&nbsp; Available source: <a href="https://www.tescoplc.com/news/news-releases/2017/fruit-and-veg-revamp-cuts-foodwaste-and-saves-shoppers-time/">https://www.tescoplc.com/news/news-releases/2017/fruit-and-veg-revamp-cuts-foodwaste-and-saves-shoppers-time/</a>.&nbsp; ( August 14, 2017).</p>



<p>Thongsook, T. and W. Tiyaboonchai. 2011.&nbsp; Inhibitory effect of sericin on polyphenol oxidase and its application as edible coating.&nbsp; International Journal of Food Science &amp; Technology 46: 2052–2061.</p>



<p>Walker, J.R.L. 1977.&nbsp; Enzymatic browning in foods. Its chemistry and control.&nbsp; Food Technology in New Zealand 12: 19–25.</p>



<p>Wu, J., Z. Wang and S. Xu.&nbsp; 2007.&nbsp; Preparation and characterization of sericin powder extracted from silk industry waste water. &nbsp;Food Chemistry 103: 1255–1262.</p>



<p>Zhang, Y.Q.&nbsp; 2000.&nbsp; Applications of natural silk protein sericin in biomaterials.&nbsp; Biotechnology Advances 20: 91–100.</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p>บทความนี้ตีพิมพ์ลงใน <a href="https://www.phtnet.org/2021/10/2169/">Postharvest Newsletter ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2564</a></p></blockquote>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2021/10/2186/">เทคโนโลยีการเคลือบผิวจากเซริซินต่อการเกิดสีน้ำตาลในมะม่วงน้ำดอกไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภค</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
