<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<atom:link href="https://www.phtnet.org/tag/ณัฏฐวัฒณ์-หมื่นมาณี/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.phtnet.org/tag/ณัฏฐวัฒณ์-หมื่นมาณี/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Jun 2020 04:29:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/07/cropped-icon-1-150x150.png</url>
	<title>ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<link>https://www.phtnet.org/tag/ณัฏฐวัฒณ์-หมื่นมาณี/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาในประเทศไทยกับการปนเปื้อนสารโอคราทอกซิน</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2016/12/334/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Dec 2016 04:46:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัย บุณยเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปาริชาติ เทียนจุมพล]]></category>
		<category><![CDATA[สุภาวดี ศรีวงค์เพ็ชร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=334</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230;&#160;ปาริชาติ เทียนจุมพล &#160;ดนัย บุณยเกี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2016/12/334/">กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาในประเทศไทยกับการปนเปื้อนสารโอคราทอกซิน</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-335" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest.jpg" alt="กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟ" width="1080" height="608" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest.jpg 1080w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-300x169.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-1024x576.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-768x432.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-270x151.jpg 270w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><strong>โดย &#8230;&nbsp;ปาริชาติ เทียนจุมพล &nbsp;ดนัย บุณยเกียรติ &nbsp;ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี และสุภาวดี&nbsp; ศรีวงค์เพ็ชร</strong></p>
<p><strong>กาแฟ (coffee)</strong> เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับทุกเพศ โดยเฉพาะคนในวัยทำงานและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ กาแฟผลิตมาจากเมล็ดกาแฟ (coffee bean) ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย และทำรายได้ต่อปีให้แก่เกษตรกรค่อนข้างสูง</p>
<p><strong>กาแฟที่นิยมปลูก มี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์โรบัสตา (<em>Coffea canephora </em>var. robusta)</strong> ปลูกในภาคใต้ คิดเป็นร้อยละ 99 ของกาแฟที่ปลูกในประเทศไทย เนื่องจากเจริญเติบโตได้ดีที่ระดับน้ำทะเลและในเขตร้อนชื้น ให้ผลผลิตสูง และทนทานต่อโรคราสนิม ระยะเวลาตั้งแต่ดอกบานจนกระทั่งผลสุกพร้อมเก็บเกี่ยว ใช้เวลาประมาณ 9-11 เดือน การสุกของผลกาแฟขึ้นอยู่กับความสูงของพื้นที่ปลูก หากปลูกบนพื้นที่สูงผลกาแฟจะสุกช้า ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกอาจมีสีเหลือง ส้มหรือแดงถึงแดงเข้ม ขึ้นอยู่กับพันธุ์กาแฟ คุณภาพด้านรสชาติด้อยกว่ากาแฟพันธุ์อะราบิกา (กรมวิชาการเกษตร, 2552; พัชนี, 2549) ส่วน<strong>กาแฟพันธุ์อะราบิกา (<em>Coffea arabica</em>)</strong> ปลูกในภาคเหนือ คิดเป็นร้อยละ 1&nbsp; เจริญเติบโตที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลระหว่าง 600 ถึง 1,600 เมตร (FAO, 2006) ระยะเวลาตั้งแต่ดอกบานจนกระทั่งผลกาแฟสุก ใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน ผลกาแฟดิบมีสีเขียว ผลกาแฟสุกมีสีเหลือง ส้ม แดง หรือแดงเข้ม ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์กาแฟ (กรมวิชาการเกษตร, 2552; พงษ์ศักดิ์และบัณฑูรย์, 2557)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-336" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2.jpg" alt="กาแฟโรบัสตาและอะราบิกา" width="802" height="537" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2.jpg 802w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2-300x201.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2-768x514.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 802px) 100vw, 802px" /></p>
<p><strong>ผลผลิตกาแฟที่ผลิตได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ มีกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะกระบวนการเตรียมเมล็ดกาแฟดิบ (green coffee) แตกต่างกัน</strong> ทั้งนี้ขึ้นกับแนวปฏิบัติที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อให้มีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถจำแนกได้ 2 วิธีหลัก คือ <strong>วิธีแห้ง (dry method) และวิธีเปียก (wet method)</strong> &nbsp;สำหรับกาแฟพันธุ์โรบัสตาเกษตรกรหรือผู้ประกอบการส่วนใหญ่นิยมเตรียมเมล็ดกาแฟดิบด้วยวิธีแห้ง โดยหลังจากเก็บเกี่ยวผลกาแฟสด (เชอร์รี) ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีการเก็บแบบรูดผลออกจากช่อ ทำให้มีทั้งผลสีเขียว เหลือง ส้ม และแดง ผสมรวมกัน หลังจากนั้นนำมาตากแห้งบนลานดินหรือลานซีเมนต์ที่มีตาข่ายสีฟ้ารองพื้น เกลี่ยพลิกกลับกองวันละ 1-2 ครั้ง&nbsp; ในวันที่มีฝนตกจะใช้พลาสติกคลุมเพื่อป้องกันการเปียกซ้ำ ใช้เวลาตากแดดประมาณ 15-20 วัน (ขึ้นกับสภาพอากาศ) แล้วจึงรวมรวมผลผลิตแมล็ดกาแฟแห้งหรือเมล็ดกาแฟดิบ บรรจุในกระสอบป่านส่งขายให้พ่อค้าในท้องถิ่นหรือบริษัท อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรบางส่วนนำวิธีการเตรียมเมล็ดกาแฟดิบด้วยวิธีเปียกมาใช้เพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการใช้วิธีแห้ง และเพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟดิบที่มีคุณภาพดี (จากข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่จังหวัดชุมพร ปี 2558) ภายหลังการเก็บเกี่ยวผลกาแฟสด โดยการเลือกเก็บเฉพาะผลที่สุกทีละผลหรือทั้งช่อ หากผลสุกพร้อมกันที่ 90-100 เปอร์เซ็นต์ คือ ผลที่มีสีส้มแดงและสีแดง นำผลกาแฟที่เก็บเกี่ยวได้มาคัดแยกคุณภาพผลสดด้วยวิธีการลอยน้ำ (ความถ่วงจำเพาะ) จากนั้นนำผลกาแฟมากะเทาะเปลือกและเนื้อผลออก (สีเชอร์รี) ลอกเมือกด้วยเครื่องมือหรือแรงงานคน แช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง นำไปตากลดความชื้นด้วยแสงแดดหรือใช้โรงอบลดความชื้น (ช่วงที่ฝนตกชุก) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน แล้วจึงส่งขายให้กับพ่อค้าหรือบริษัทในรูปกาแฟกะลา (parchment coffee) ในเกษตรกรบางรายที่มีการแปรรูปกาแฟจำหน่าย จะเก็บรักษากาแฟกะลาประมาณ 1-2 ปี ก่อนนำไปแปรรูปต่อไป</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-337" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-3.jpg" alt="การเก็บเกี่ยวกาแฟ พันธุ์โรบัสตา" width="809" height="302" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-3.jpg 809w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-3-300x112.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-3-768x287.jpg 768w" sizes="(max-width: 809px) 100vw, 809px" /></p>
<p>การเตรียมเมล็ดกาแฟดิบด้วยวิธีเปียก ที่มีขั้นตอนการปฏิบัติเช่นเดียวกับการผลิตเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสตาวิธีเปียก โดยเก็บเกี่ยวเฉพาะผลกาแฟสุกที่มีสีส้มและสีแดง นำมาคัดแยกผลสดที่มีคุณภาพดี กะเทาะเปลือกและเนื้อผล ลอกเมือก แล้วจึงนำไปตากแดดลดความชื้นบนแคร่ไม้ไผ่ที่ยกพื้นสูง โดยเฉพาะในภาคเหนือเพราะเป็นวัสดุที่ค่อนข้างหาได้ง่าย มีราคาถูก และใช้ต้นทุนต่ำกว่าการใช้โรงอบลดความชื้นบนแคร่ไม้ไผ่จะรองด้วยตาข่ายสีฟ้าเพื่อความสะดวกในการเก็บเมล็ดกาแฟ ในช่วงเวลากลางคืนหรือเมื่อมีฝนตก ซึ่งต้องคลุมกองด้วยพลาสติก ใช้เวลาตากประมาณ 10-15 วัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามมีผู้ประกอบการบางรายเริ่มนำเครื่องอบลดความชื้นแบบถังหมุน ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ มาใช้ในการอบลดความชื้นเมล็ดกาแฟ เพื่อลดระยะเวลาและแรงงาน หลังจากเมล็ดกาแฟแห้งบรรจุกาแฟกะลาในถุงตาข่าย เพื่อการระบายความชื้นของเมล็ดกาแฟ แล้วจึงส่งขายให้กับพ่อค้าหรือบริษัทที่มารับซื้อ สำหรับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีการแปรรูปกาแฟเพื่อจำหน่ายจะต้องเก็บกาแฟกะลาเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี แล้วจึงสีเอากะลากาแฟออกก่อนนำไปแปรรูป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-338" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-4.jpg" alt="การเก็บเกี่ยวกาแฟพันธุ์อะราบิกา" width="791" height="311" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-4.jpg 791w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-4-300x118.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-4-768x302.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 791px) 100vw, 791px" /></p>
<h3></h3>
<h3>กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการเตรียมเมล็ดกาแฟดิบทั้งวิธีแห้งและวิธีเปียกมีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้</h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-339" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-5.jpg" alt="กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟ" width="772" height="731" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-5.jpg 772w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-5-300x284.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-5-768x727.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 772px) 100vw, 772px" /></p>
<p>สำหรับการเจริญเติบโตของกาแฟพันธุ์โรบัสตาอุณหภูมิที่เหมาะสม คือระหว่าง 22-26 องศาเซลเซียส และกาแฟพันธุ์อะราบิกา คือระหว่าง 18-22.5 องศาเซลเซียส (CAC, 2009) &nbsp;ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญ โดยเฉพาะราที่เป็นสาเหตุของเชื้อที่ผลิตสารโอคราทอกซิน เอ (OTA)&nbsp; จัดเป็นสารพิษจากรา (mycotoxins) ที่สร้างขึ้นโดยราในตระกูล<em>&nbsp;Aspergillus</em>&nbsp;และ <em>Penicilium </em>บางชนิด ในภาวะที่มีอากาศและสภาพแวดล้อมเหมาะสม ทั้งในแปลงปลูกและระหว่างการเก็บรักษา เมื่อคนที่ดื่มกาแฟได้รับสารพิษนี้เข้าไปในร่างกาย ถึงแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดอาการพิษ (mycotoxicosis) เนื่องจากสารพิษจากราจะเข้าไปทำลายดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ และโปรตีน (พิมพ์เพ็ญ, 2556) อาการพิษที่เกิดขึ้นอาจเป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับลักษณะความเป็นพิษของสารนั้นๆ ปริมาณที่ได้รับ อายุ และเพศ รวมถึงชนิดของพันธุ์สัตว์ (สำนักตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์, 2550)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-340" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-6.jpg" alt="ลักษณะของรา Aspergillus ochraceus และ Penicillium sp." width="452" height="533" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-6.jpg 452w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-coffee-postharvest-6-254x300.jpg 254w" sizes="auto, (max-width: 452px) 100vw, 452px" /></p>
<p>ผลการสุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดกาแฟในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการเตรียมเมล็ดกาแฟดิบทั้งวิธีแห้งและวิธีเปียก สามารถทำให้เข้าใจถึงจุดเสี่ยงที่สำคัญของการปนเปื้อนของราและสารพิษในห่วงโซ่อุปทานหรือกระบวนการผลิตกาแฟได้ เมล็ดกาแฟดิบมักมีการปนเปื้อนของสาร OTA และเนื่องจากสภาพแวดล้อม ลักษณะภูมิประเทศ และการจัดการในกระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟดิบ เป็นปัจจัยโดยตรงที่มีผลต่อการเจริญของราและการผลิตสารพิษจากราชนิดนั้นๆ โดยในเมล็ดกาแฟโรบัสตา พบว่า ขั้นตอนที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสาร OTA คือ การตาก และการเก็บรักษา เนื่องจากมีความชื้นเท่ากับ 15.61 และ 11.89% วิเคราะห์ปริมาณสาร OTA ได้เท่ากับ 7.67 และ 0.52 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนกาแฟพันธุ์อะราบิกา พบว่า ขั้นตอนที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสาร OTA คือ การเก็บรักษา เมล็ดกาแฟมีความชื้นเท่ากับ 11.86% วิเคราะห์ปริมาณสาร OTA ได้เท่ากับ 0.32 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม จากผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงการปนเปื้อนสาร OTA โดยใช้ decision tree ในกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลิตผลกาแฟทั้ง 2 พันธุ์ นั้นจะเห็นได้ว่ามี 2 ขั้นตอนที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสาร OTA&nbsp; คือ การตาก และการเก็บรักษา ในขั้นตอนการตากนั้น เกษตรกรตากผลกาแฟซึ่งมีเปลือกหนาและความชื้นสูงบนลานดิน สำหรับพันธุ์โรบัสตา จึงมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนมากกว่าการตากบนลานซีเมนต์และแคร่ไม้ไผ่ เนื่องจากผลกาแฟที่เก็บเกี่ยวมีความชื้นสูง เมื่อสัมผัสกับพื้นดินทำให้มีโอกาสปนเปื้อนด้วยราสูง (Batista <em>et al</em>.,&nbsp; 2009) ซึ่งในการปฏิบัติการเกษตรที่ดี (Good agricultural practice, GAP) แนะนำให้ตากผลกาแฟบนลานซีเมนต์ หากทำการตากหรือลดความชื้นอย่างรวดเร็ว โดยใช้ระยะเวลาสั้นจะสามารถลดการปนเปื้อนของราได้ (Noonim <em>et al.,</em> 2008) นอกจากนี้ระหว่างการเก็บรักษาจะเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสาร OTA ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการส่วนใหญ่เก็บรักษาเมล็ดกาแฟในบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถป้องกันความชื้นได้ เช่น ใส่กระสอบป่านหรือถุงตาข่าย ประกอบกับต้องเก็บรักษาเป็นระยะเวลาอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน ก่อนนำไปแปรรูปเป็นกาแฟชนิดต่างๆ ผลการวิจัยของ&nbsp; Taniwaki&nbsp; <em>et al</em>. (2003) รายงานว่า ในขั้นตอนการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟมีการปนเปื้อนของสาร&nbsp; OTA&nbsp; สูงถึง&nbsp; 109 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกิดจากเชื้อ <em>A. ochraceus</em>&nbsp; เนื่องจากการเก็บรักษาในสภาพที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีโอกาสในการสะสมความชื้น มีกลิ่น และมีการเจริญของรา ดังนั้นในการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟต้องเก็บรักษาในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและสามารถป้องกันความชื้นได้ และควรเก็บรักษาในห้องที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ภายในห้องเก็บรักษาควรมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์น้อยที่สุด</p>
<p>เนื่องจากเมล็ดกาแฟที่แห้งจะมีความสามารถในการดูดความชื้นกลับได้ และอาจทำให้ราที่ฝังตัวอยู่เจริญได้ ดังนั้นในสภาพการเก็บรักษาจะต้องมีการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิภายในห้องเก็บรักษาให้คงที่ จากผลการวิจัยพบว่าควรเก็บรักษาเมล็ดกาแฟที่อุณหภูมิต่ำกว่า&nbsp; 30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า&nbsp; 68% โดยเมล็ดกาแฟที่นำมาเก็บรักษาต้องมีความชื้นประมาณ 13% และในระหว่างการเก็บรักษาควรมีการบริหารจัดการห้องเก็บรักษา โดยมีระบบระบายอากาศออกเป็นระยะๆ (Bucheli <em>et al</em>., 1998) เพื่อดึงเอาความร้อน ความชื้น ที่สะสมอยู่ในกระสอบเมล็ดกาแฟออก&nbsp; สามารถลดโอกาสในการเจริญของราที่เป็นสาเหตุและสร้างสาร OTA ได้&nbsp; อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าปริมาณสาร OTA ที่พบในขั้นตอนการเก็บรักษามีปริมาณต่ำกว่า 5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรฐานของ Codex (CODEX STAN 193-1995) ดังนั้นในบทความนี้สามารถเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคที่ชอบดื่มกาแฟมีความมั่นใจได้ว่ายังคงมีความเสี่ยงต่อการได้รับสาร OTA น้อย อย่างไรก็ตามควรมีการควบคุมกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนของสาร OTA เกินกว่ามาตรฐานกำหนด ซึ่งเป็นความปลอดภัยต่อผู้บริโภค</p>
<p>คณะผู้เขียนขอขอบคุณสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำหรับการสนับสนุนทุนในการดำเนินงานวิจัย ขอขอบคุณสถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำหรับการเอื้อเฟื้อสถานที่และอุปกรณ์ในการทำวิจัย ข้อมูลที่นำเสนอในบทความวิจัยนี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)</p>
<p>&gt;&gt; บทความนี้ตีพิมพ์ใน&nbsp;<a href="https://www.phtnet.org/2016/12/160/">Postharvest Newsletter ปีที่ 15 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2559</a></p>
<h3>เอกสารอ้างอิง</h3>
<ul>
<li>กรมวิชาการเกษตร.&nbsp; 2552.&nbsp; ระบบข้อมูลทางวิชาการ: กาแฟโรบัสตา. [ออนไลน์].&nbsp; เข้าถึงได้จาก: http://it.doa.go.th/vichakan/news.php?newsid=16 (10 มิถุนายน 2557)</li>
<li>พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ และบัณฑูรย์ วาฤทธิ์.&nbsp; 2557.&nbsp; การปลูกและผลิตกาแฟอะราบิกาบนที่สูง.&nbsp; ศูนย์วิจัยและพัฒนากาแฟบนที่สูง, คณะเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.&nbsp; 229 หน้า.</li>
<li>พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์.&nbsp; 2556.&nbsp; Mycotoxin/ไมโคทอกซิน.&nbsp; [ออนไลน์].&nbsp; แหล่งที่มา: <a href="http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1080/mycotoxin-ไมโคทอกซิน%20(25">http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1080/mycotoxin-ไมโคทอกซิน (25</a> พฤษภาคม 2556)</li>
<li>พัชนี สุวรรณวิศลกิจ.&nbsp; 2549.&nbsp; สรรสาระกาแฟ.&nbsp; โรงพิมพ์นันทพันธ์, เชียงใหม่.&nbsp; 120 หน้า.</li>
<li>สำนักตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์. 2550. สารพิษจากเชื้อรา (Mycrotoxins). [ออนไลน์].&nbsp; แหล่งที่มา: <a href="http://www.dld.go.th/qcontrol/images/stories/gfeed/knowledge-toxin.pdf%20(">http://www.dld.go.th/qcontrol/images/stories/gfeed/knowledge-toxin.pdf </a>(25 พฤษภาคม 2556)</li>
<li>Batista, L. R., S. M. Chalfoun, C. F. Silva, M. Cirillo, E. A. Varga and R. F. Schwan. 2009. Ochratoxin A in coffee beans (<em>Coffea arabica </em>L.) processed by dry and wet methods. Food Control 20: 784–790.</li>
<li>Bucheli, P.,&nbsp; I. Meyer, A. Pittet, G. Vuataz and R. Viani.&nbsp; 1998. Industrial Storage of Green Robusta Coffee under Tropical Conditions and Its Impact on Raw Material Quality and Ochratoxin A Content. Journal of Agricultural and Food Chemistry 46: 4507-4511.</li>
<li>CAC. 2009. Code of practice for the prevention and reduction of ochratoxin A contamination in coffee (CAC/RCP 69-2009). &nbsp;[Online].&nbsp; Available source: <a href="http://www.codexalimentarius.org/input/download/standards/">www.codexalimentarius.org/input/download/standards/</a>…/CXP_069e.pdf.(1 June 2015)</li>
<li>FAO. 2006.&nbsp; Guidelines for the prevention of mould formation in coffee.&nbsp; [Online].&nbsp; Available source: <a href="http://dev.ico.org/documents/ed1988e.pdf.(1">http://dev.ico.org/documents/ed1988e.pdf.(1</a> June 2015)</li>
<li>Noonim, P., W. Mahakarnchanakul, K. F. Nielsen, J. C. Frisvad and R. A. Samson. 2009. Fumonisin B2 production by <em>Aspergillus niger in</em> Thai coffee beans. Food Additives and Contaminants 26:94–100.</li>
<li>Taniwaki M.H., J.I. Pitt, A.A. Teixeira and B.T. Iamanaka.&nbsp; 2003.&nbsp; The source of ochratoxin A in Brazilian coffee and its formation in relation to processing methods. &nbsp;International Journal of Food Microbiology 82: 173-179.</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2016/12/334/">กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาในประเทศไทยกับการปนเปื้อนสารโอคราทอกซิน</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของผลฟักทองญี่ปุ่น</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2016/03/276/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Mar 2016 04:26:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กุลริศา เกตุนาค]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัย บุณยเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปาริชาติ เทียนจุมพล]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่งนภา ไกลถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=276</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี1,2 ปาริชาติ เทียนจุมพล1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2016/03/276/">การสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของผลฟักทองญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-277" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest.jpg" alt="การสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของผลฟักทองญี่ปุ่น" width="1080" height="608" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest.jpg 1080w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-300x169.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-1024x576.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-768x432.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-270x151.jpg 270w" sizes="auto, (max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p>โดย &#8230; ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี<sup>1,2</sup> ปาริชาติ เทียนจุมพล<sup>1,2</sup> กุลริศา เกตุนาค<sup>1</sup><sup>,2</sup> รุ่งนภา ไกลถิ่น<sup>1</sup><sup>,2</sup> และดนัย บุณยเกียรติ<sup>1,2,3</sup></p>
<p><sup>1</sup>สถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />
<sup>2</sup>ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กทม. 10400<br />
<sup>3</sup>ภาควิชาพืชศาสตร์และปฐพีศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p><strong>ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังการเก็บเกี่ยว </strong>เป็นปัจจัยสำคัญมากที่มีผลต่อคุณภาพของผลิตผล ทางการเกษตร เพราะผลิตผลแต่ละชนิดจะมีการตอบสนองต่อวิธีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน ซึ่งการตอบสนองอาจเป็นไปได้ทั้งในทางบวกหรือทางลบ การเก็บรักษาผลิตผลจะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น แต่บางครั้งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลิตผลได้ เช่น ความเสียหายที่เกิดจากอุณหภูมิตํ่า ทำให้เกิดอาการสะท้านหนาว (chilling injury) การสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ  และการเก็บรักษาผลิตผลในสภาพที่มีความชื้นต่ำจะทำให้สูญเสียน้ำและสูญเสียน้ำหนักมากเกินไป เป็นต้น (สังคม, 2542)</p>
<p>ผักและผลไม้เป็นผลิตผลที่บอบช้ำและเน่าเสียได้ง่าย และอาจเกิดจากปัญหา<strong>การกดทับ</strong> <strong>การกระแทก</strong> <strong>การสั่นสะเทือน</strong> และเมื่อผักและผลไม้เกิดความบอบช้ำหรือมีบาดแผลจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา เช่น การเปลี่ยนแปลงอัตราการหายใจและการผลิตเอทิลีน และมีการเข้าทำลายของจุลินทรีย์ (จิราภา, 2554) หากจุลินทรีย์เข้าทำลายผลิตผลจะก่อให้เกิดความเสียหายในระหว่างการขนส่ง การเก็บรักษา การจัดจำหน่าย และเมื่อถึงมือผู้บริโภค การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องเข้าใจกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว รวมทั้งหาวิธีการที่นำมาใช้ในการลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวทั้งปริมาณและคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตร (Snowdon, 1990)</p>
<p>ปริมาณการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของผักและผลไม้สดในประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ในช่วงร้อยละ 5-25 และในประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 20-50 ซึ่งปริมาณการสูญเสียจะผันแปรตามชนิดของผลิตผลและฤดูกาล (จิราภา, 2554) ดังนั้นจึงควรมีการควบคุมกระบวนการทุกขั้นตอนให้มีประสิทธิภาพเพื่อการลดการสูญเสียของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว เช่น การใช้ดัชนีการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง การเลือกเก็บผลิตผลที่แก่พอดี การควบคุมการปฏิบัติงานของผู้เก็บเกี่ยวผลิตผล มีระบบการลดอุณหภูมิหรือลดความร้อนของผลิตผล มีความรู้ด้านการจัดมาตรฐานและคุณภาพ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดและรูปร่างที่เหมาะสมกับผลิตผล และเก็บรักษาในสภาวะที่มีอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมกับผลิตผลแต่ละชนิด เป็นต้น</p>
<p>สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังการเก็บเกี่ยวผลฟักทองญี่ปุ่น จะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การสูญเสียที่เกิดขึ้นในแปลงปลูก เช่น การเข้าทำลายของโรคและแมลงขณะที่ยังเป็นผลอ่อน แล้วอาศัยอยู่ในผลฟักทอง ทำให้เกิดความไม่สมบูรณ์ของผลและมีลักษณะผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพระหว่างการเก็บเกี่ยวและหลังการเก็บเกี่ยวต่อไป</p>
<p>การสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของผลฟักทองญี่ปุ่นในแต่ละขั้นตอนตั้งแต่การเก็บเกี่ยว (รูปที่ 1A) โดยสุ่มประเมินการสูญเสียผลฟักทองหลังเก็บเกี่ยวและคัดแยกผลฟักทองที่ดีกับผลฟักทองที่มีตำหนิคำนวณหาเปอร์เซ็นต์การสูญเสีย จากนั้นนำผลฟักทองที่ดีขนย้ายจากแปลงปลูกโดยบรรจุในกระสอบพลาสติกมายังจุดรวบรวม ทำการประเมินการสูญเสียเมื่อมาถึงจัดรวบรวม (รูปที่ 1B) ในขั้นตอนการรวบรวมผลิตผลเพื่อคัดแยกขนาดหลังการคัดแยกคุณภาพและขนาดของผลฟักทองภายหลังการคัดแยกได้ประเมินการสูญเสียอีกครั้งหนึ่ง (รูปที่ 1C) และนำผลฟักทองที่ดีหลังการคัดแยกขนย้ายจากจุดรวบรวมไปยังโรงคัดบรรจุ ซึ่งเมื่อถึงโรงคัดบรรจุได้ประเมินการสูญเสียอีกครั้ง (รูปที่ 1D) พบว่าในแต่ละขั้นตอนมีการสูญเสียแตกต่างกัน ได้แก่ ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีผลฟักทองที่สมบูรณ์ดีเพียงร้อยละ 11.1 ที่เหลือเป็นผลฟักทองที่มีตำหนิ เช่น มีรอยขีดข่วน มีรอยแผลจากการเข้าทำลายของโรค แมลง และศัตรูพืช รวมทั้งหมดประมาณร้อยละ 88.9 โดยในขั้นตอนนี้มีผลฟักทองที่มีตำหนิที่เกิดจากรอยขีดข่วนบนผลมากถึงร้อยละ 50.0 มีตำหนิจากโรคร้อยละ 16.7 ตำหนิจากรอยทิ่มแทงร้อยละ 16.6 และตำหนิจากแมลงร้อยละ 5.6 ในขณะที่ขั้นตอนการขนย้ายฟักทองจากแปลงปลูกโดยใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทกระสอบพลาสติก พบมีการสูญเสียรวมทั้งหมดร้อยละ 23.3 โดยสาเหตุของการสูญเสียหลักในขั้นตอนนี้เกิดจากรอยขีดข่วนทั้งหมดเนื่องจากถุงฟักทองหนัก จึงใช้วิธีการลากถุง ในขั้นตอนการรวบรวมผลฟักทองที่จุดรวบรวมมีการสูญเสียร้อยละ 77.8  โดยเกิดขึ้นจากรอยขีดข่วนร้อยละ 43.3 พบตำหนิที่เกิดจากรอยทิ่มแทงผลฟักทองร้อยละ 34.5 และเมื่อประเมินการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวผลฟักทองญี่ปุ่นในขั้นตอนการขนย้ายผลฟักทองมายังโรงคัดบรรจุโดยรถยนต์มีการสูญเสียรวมร้อยละ 61.1 ซึ่งตำหนิที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเกิดจากรอยขีดข่วนบนผิวของผลฟักทองทั้งสิ้น (พิเชษฐ์และคณะ, 2557)</p>
<h3>สาเหตุของการสูญเสียที่เกิดขึ้นจำแนกได้ ดังนี้</h3>
<p>ก. สาเหตุการสูญเสียทางกล เช่น การเกิดรอยขีดข่วนที่ผิว การเกิดบาดแผลจากการทิ่มตำ รอยถลอกบริเวณผิว และรอยช้ำจากการกดทับหรือกระแทก เป็นต้น</p>
<p>ข. สาเหตุการสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา เช่น การสูญเสียน้ำระหว่างการขนย้ายบริเวณขั้วผล เป็นต้น</p>
<p>ค. สาเหตุการสูญเสียจากการเข้าทำลายของโรคและแมลง เช่น การเข้าทำลายของไวรัส หนอนเจาะผล และโรคไส้เน่า เป็นต้น</p>
<p>ในกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลฟักทองญี่ปุ่นพบสาเหตุขของการสูญเสียมากที่สุด คือ การเกิดรอยขีดข่วนบริเวณผิวของผลฟักทองญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังพบว่าหากผลฟักทองญี่ปุ่นที่มีบาดแผลเกิดจากการทิ่มแทงผลจนเป็นแผลถึงเนื้อและมีน้ำยางไหลจะไม่สามารถขายได้เนื่องจากหลังการเก็บรักษาจะมีอาการเกิดโรคผลเน่าเกิดขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-280" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-2.jpg" alt="กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลฟักทองญี่ปุ่น " width="514" height="759" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-2.jpg 514w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-2-203x300.jpg 203w" sizes="auto, (max-width: 514px) 100vw, 514px" /></p>
<p>กระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลฟักทองญี่ปุ่นที่ปฏิบัติในปัจจุบันในแต่ละขั้นตอนไม่สามารถป้องกันสาเหตุของการสูญเสียที่เกิดจากรอยขีดข่วนได้ อาจเป็นเพราะวิธีการจัดการตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว วิธีการขนย้าย การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับการขนย้ายที่ไม่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น วิธีการเก็บเกี่ยวผลฟักทองญี่ปุ่นเกษตรกรใช้กรรไกรหรือมีดปลายแหลมในการตัดขั้วผล ทำให้มีโอกาสเกิดรอยขีดข่วนจากคมมีด บนผิวผลฟักทองได้ง่ายในช่วงการเก็บเกี่ยว ในขั้นตอนการขนย้ายผลฟักทองญี่ปุ่นจากแปลงปลูกมายังจุดรวบรวม ทำโดยการใส่ผลฟักทองลงในถุงกระสอบพลาสติกจำนวนประมาณ 15-20 ผล น้ำหนักประมาณ 25-30 กิโลกรัม ทำให้มีน้ำหนักมาก ผลของฟักทองเบียดและเสียดสีกัน (รูปที่ 2A) อีกทั้งการบรรจุผลฟักทองโดยการอัดจนแน่นในภาชนะบรรจุจึงทำให้เกิดอาการช้ำได้ นอกจากนั้น การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทกระสอบพลาสติกในการเก็บรวบรวมและการขนย้ายผลฟักทองไปยังจุดต่างๆ มีการลากกระสอบจนกระสอบขาด (รูปที่ 2B) ในขณะที่การขนส่งใช้รถบรรทุกบนถนนที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นเขาสูง เป็นถนนดินลูกรังสลับกับลาดยางและสภาพถนนมีความขรุขระเป็นอย่างมาก ส่งผลให้การขนย้ายผลิตผลมีความยากลำบากและทำให้ผลฟักทองกระทบกระเทือน จากการกระแทกกัน จนเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย (รูปที่ 2) เช่นเดียวกับรายงานผลการวิจัยที่พบว่ากระบวนการขนส่งผลิตผลเกษตรทำให้เกิดความเสียหายกับผลิตผลเป็นอย่างมากเนื่องจากการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์และการจัดเรียงผลิตผลภายในรถบรรทุกที่ใช้ขนส่งไม่เหมาะสม ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมักเกิดจากแรงกระแทก การกระทบกระเทือนระหว่างผลิตผลกับบรรจุภัณฑ์หรือระหว่างตัวผลิตผลเอง และอาจถูกสัมผัสกับของมีคมอื่นๆ นอกจากการขนส่งจะทำให้เกิดความเสียหายแล้ว การจัดวางผลิตผลจำนวนมากทำให้น้ำหนักชั้นบนกดทับลงมายังชั้นล่างมากเกินไปส่งผลทำให้เกิดการช้ำและการปริแตกของผลิตผลได้เช่นกัน (Kitinoja and Kader, 1995 และ อุราภรณ์และคณะ, 2546)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-281" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-3.jpg" alt="การรวบรวมและการขนส่งผลฟักทองญี่ปุ่น" width="392" height="208" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-3.jpg 392w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-3-300x159.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 392px) 100vw, 392px" /></p>
<p>ทั้งนี้  การสูญเสียของผลฟักทองญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นต้นมานั้น สามารถแยกการสูญเสียตามลักษณะที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. การสูญเสียที่พบตั้งแต่ในแปลงปลูก </strong>เกิดขึ้นในขั้นตอนการเพาะปลูกการดูแลรักษาตั้งแต่ก่อนการเก็บเกี่ยว มักเกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ เกิดจากการเข้าทำลายของโรค เช่น โรคที่เกิดจากไวรัส (รูปที่ 3A) การเข้าทำลายของหนอนและแมลงตั้งแต่ในแปลงปลูก เช่น หนอนเจาะขั้วผล (รูปที่ 3B) ผิวของผลฟักทองถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลาย (รูปที่ 3C)  รวมถึงอาการผิดปกติของผลฟักทองที่ไม่สมบูรณ์ (รูปที่ 3D) เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-282" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-4.jpg" alt="การสูญเสียที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการเก็บเกี่ยว" width="406" height="307" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-4.jpg 406w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-4-300x227.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 406px) 100vw, 406px" /></p>
<p><strong>2. การสูญเสียที่พบหลังการเก็บเกี่ยว</strong> พบว่าเกิดจากสาเหตุทางกลเป็นส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของผลฟักทองญี่ปุ่น เช่น การเกิดรอยขีดข่วนที่เกิดจากของมีคม (รูปที่ 4A)  รอยขีดข่วนหรือรอยช้ำที่เกิดจากการกระแทก รอยถลอกที่เกิดจากการลากถูหรือเสียดสีกันระหว่างผล (รูปที่ 4B)  การเข้าทำลายของโรคและแมลงหลังการเก็บเกี่ยว (รูปที่ 4C)  รอยแผลจากการถูกของแข็งทิ่มแทงผล (รูปที่ 4D)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-283" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-5.jpg" alt="การสูญเสียที่เกิดขึ้นหลังการเก็บเกี่ยว" width="390" height="294" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-5.jpg 390w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-kabocha-postharvest-5-300x226.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 390px) 100vw, 390px" /></p>
<p>คุณภาพของผลฟักทองญี่ปุ่นที่ผู้ซื้อยอมรับได้ คือผลฟักทองที่มีคุณภาพสมบูรณ์ดี ผู้ซื้อจะไม่รับซื้อผลฟักทองที่มีการสูญเสียในลักษณะต่างๆ มากกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ผิวทั้งหมด ไม่รับซื้อผลฟักทองญี่ปุ่นที่มีการเข้าทำลายของไวรัส รวมถึงไม่รับซื้อผลฟักทองที่มีลักษณะเกิดแผลสดจากการทิ่มแทงจนมียางไหล ซึ่งส่งผลให้บริเวณแผลดังกล่าวถูกเชื้อเข้าทำลายได้ง่าย และทำให้เกิดโรคเน่าและมีโอกาสทำให้ฟักทองผลอื่นๆ เกิดความเสียหายได้ จึงทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องการ</p>
<p>ดังนั้น การลดการสูญเสียของผลฟักทองญี่ปุ่นจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน คือ แก้ไขเรื่องการสูญเสียที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในแปลงปลูกและการสูญเสียที่เกิดขึ้นหลังการเก็บเกี่ยว โดยคัดเลือกผลที่ไม่ได้คุณภาพออกจากผลฟักทองที่ปกติ และปรับปรุงกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวของผลฟักทองญี่ปุ่นในแต่ละขั้นตอน เพื่อลดการสูญเสียที่เกิดจากการทิ่มแทงและรอยแผลต่างๆ โดยการใช้วัสดุหุ้มผลเพื่อลดการกระแทก การเสียดสี เพื่อลดโอกาสในการเกิดบาดแผลและเกิดโรคหลังการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมเพื่อลดการสูญเสียของผลฟักทองตลอดสายโซ่อุปทานนั้น สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตผลฟักทองที่มีคุณภาพดีมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ปลูกมีรายได้สูงขึ้น และลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<h3>เอกสารอ้างอิง</h3>
<ul>
<li>จิราภา เหลืองอรุณเลิศ.  2554.   บรรจุภัณฑ์ผักผลไม้ สถาบันอาหาร, [ระบบออนไลน์].  แหล่งที่มา: http://www.nfi.or.th/food-technology-news/food-technology-news-thai.html)   (20 กันยายน 2554)</li>
<li>สังคม  เตชะวงค์เสถียร.  2542.  วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวของพืช. เอกสารคําสอนวิชาหลักการผลิตพืช (Principle of Crop Production), ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.</li>
<li>พิเชษฐ์ น้อยมณี ปาริชาติ เทียนจุมพล  กุลริศา เกตุนาค  รุ่งนภา ไกลถิ่น  และดนัย บุณยเกียรติ. 2557. การประเมินการสูญเสียของผลฟักทองญี่ปุ่นในกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว. วารสารวิทยาศาสตรเกษตร ปีที่ 45 ฉ. 3/1 (พิเศษ) หน้าที่ 277-280.</li>
<li>อุราภรณ์ สอาดสุด วิชชา สอาดสุด และโสภณ สิงห์แก้ว.  2546.  การประเมินความเสียหายของส้มในกลุ่มส้มเขียวหวานหลังการเก็บเกี่ยว.  วารสารวิทยาศาสตร์เกษตร ปีที่ 34 ฉบับที่ 4-6 (พิเศษ). 2546. หน้า 76-79.</li>
<li>Anonymous. 1978. Post-harvest losses in developing countries. National Academy of Sciences. Washington, DC. 202 pp.</li>
<li>Kitinoja, L. and Kader, A.A. 2002 Small-scale postharvest handling practices: a manual for horticultural crops. 4<sup>th</sup> ed. University of California Postharvest Horticulture Series No. 8E. 267 pp.</li>
<li>Snowdon, A. 1990. A color atlas of post-harvest diseases and disorders of fruits and vegetables, Volume 1. General Introduction and Fruits. Wolf Scientific publication, London, UK. 302 pp.</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2016/03/276/">การสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของผลฟักทองญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยด้วยระบบมาตรฐาน GlobalGAP ตอนที่ 2 (ตอนจบ)</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2010/09/88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Sep 2010 06:58:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=88</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย&#8230; นายพิเชษฐ์ น้อยมณี นักวิชาการ สถาบันวิจัยเทค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2010/09/88/">การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยด้วยระบบมาตรฐาน GlobalGAP ตอนที่ 2 (ตอนจบ)</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย&#8230; นายพิเชษฐ์ น้อยมณี</strong> นักวิชาการ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<h3><span style="color: #33cc33;">การขอรับการตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GlobalGAP</span></h3>
<p>ในการขอรับการตรวจรับรองระบบมาตรฐาน <strong>GlobalGAP</strong> แบบรายเดี่ยว (option 1) ผู้ที่ขอการรับรองจะดำเนินการตามเอกสารจุดควบคุม และเกณฑ์การพิจารณา (Control Point and Compliance Criteria; CPCC) ตามข้อกำหนด 236 ข้อ และเอกสารรายการตรวจตามจุดควบคุมและเกณฑ์การพิจารณา (Checklist CPCC) เท่านั้น การขอการรับรองดังกล่าวนั้นมีความแตกต่างไปจากการขอรับการตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GlobalGAP แบบ กลุ่ม (option 2) ที่จะต้องดำเนินการตามเอกสารทั้ง 3 ส่วนด้วยกัน โดยบริษัทหรือกลุ่มผู้ผลิตที่ขอการรับรองระบบมาตรฐานในแบบ option 2 จะต้องมี ระบบการบริหารจัดการคุณภาพ (Quality Management System; QMS) มีโครงสร้างการบริหารงานแบบกลุ่มที่เป็นนิติบุคคล มีระบบการบริหารจัดการตาม<strong>ระบบมาตรฐาน GlobalGAP</strong> กำหนดซึ่งจะประกอบไปด้วยข้อกำหนด 11 ข้อ ได้แก่</p>
<ol>
<li>การควบคุมและดูแลสุขภาพ ความปลอดภัยและสวัสดิภาพ (Worker Health Safety and Welfare)</li>
<li>การควบคุมเอกสารและการจัดเก็บเอกสาร (Document control and Management)</li>
<li>การจัดการของเสียมลภาวะและการนำกลับมาใช้ใหม่ (Waste and Pollution Management and Recycle)</li>
<li>การจัดการข้อร้องเรียน (Complain)</li>
<li>การจัดการและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environment and conservation)</li>
<li>การจัดการสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด (Non-Conformity)</li>
<li>การจัดจ้างและการควบคุมงานภายนอก (Sub-Contractor)</li>
<li>การตรวจติดตามภายใน (Internal self-assessment/internal inspection)</li>
<li>การตรวจสอบย้อนกลับ การบ่งชี้ และการแยกผลิตผล (Traceability Specify and Sort Out products)</li>
<li>การพัฒนาความสามารถและการฝึกอบรม (Training)</li>
<li>การเรียกคืน การถอดถอนสินค้าที่ได้รับรอง (Recall Reject Product Certify)</li>
</ol>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a41_1.jpg" width="319" height="238" /></p>
<p>นอกจากนั้น บริษัทหรือกลุ่มผู้ผลิตจะต้องดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ฟาร์มให้สอดคล้องกับระบบมาตรฐานกำหนดไว้ เช่น การปรับปรุงห้องเก็บปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช ที่พักคนงาน จุดทิ้งขยะแยกประเภท ป้ายเตือนต่างๆ หลุมกำจัดสารกำจัดศัตรุพืชและบรรจุภัณฑ์เคมี จุดผสมสาร ที่ล้างมือ ห้องน้ำ บันทึกต่างๆ ชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลขณะฉีดพ่น เป็นต้น เพราะผู้ตรวจรับรองระบบมาตรฐาน (Certification Bodies; CBs) จะทำการสุ่มตรวจสมาชิกของบริษัทหรือกลุ่มผู้ผลิตคิดเป็นรากที่สองของสมาชิกทั้งหมด หากพบข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐาน จะต้องทำการแก้ไขสิ่งที่ไม่ สอดคล้อง (Corrective Action Request; CAR) ภายในเวลา 28 วันหลังการตรวจประเมินก่อนที่จะได้รับการรับรองและใบรับรองระบบมาตรฐาน GlobalGAP จากผู้ตรวจรับรองระบบมาตรฐาน</p>
<p>การพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้ตามระบบมาตรฐาน GlobalGAP ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากกว่าคู่แข่งที่อยู่ในตลาด สหภาพยุโรปด้วยกัน ทั่วทุกมุมโลกได้เร่งพัฒนาให้มีการตรวจรับรองระบบมาตรฐาน เพิ่มขึ้นจาก 18,000 ราย ในปี 2547 เป็นมากกว่า 90,000 ราย ในปี 2552 ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้ประกอบการไม่เกิน 100 ราย ที่ผ่านการตรวจรับรองระบบมาตรฐานดังกล่าว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ ซัพพลายเออร์ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงธุรกิจอาหาร เช่น อีออน เทสโก้ แมคโดนัลด์ และมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ ในตลาดต่างประเทศเห็นได้ว่าทุกประเทศทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจต่อการปรับตัวด้านการผลิตสู่ระบบมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลกันเพิ่มมากขึ้นเพื่อชิงความได้เปรียบและส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดสหภาพยุโรปนี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากผลิตผลไทยที่ส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปหรือในตลาดต่างประเทศไม่เร่งผลักดันการตรวจรับรองระบบมาตรฐาน กระบวนการผลิตผลิตผลเกษตรตั้งแต่ในฟาร์มจนกระทั่งโรงคัดบรรจุให้ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าหรือตามข้อกำหนดของระบบมาตรฐานกำหนดไว้ ผลิตผลไทยจะไม่สามารถปรับตัวต่อการแข่งขันและชิงความได้เปรียบทางด้านการตลาดในตลาดแห่งนี้ได้เลย ในขณะที่กลุ่มประเทศที่ส่งผลิตผลเข้าตลาดสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น จีน กาต้า หรือเวียดนามนั้น ได้เร่งพัฒนาและผลักดันกระบวนการผลิตให้ได้ตรงตามมาตรฐานของยุโรป ซึ่งมาตรฐาน GlobalGAP เปิดโอกาสให้มีการเทียบเคียงกับมาตรฐานของประเทศอื่นด้วย (Benchmarking) หากเทียบเคียงมาตรฐานได้สำเร็จจะสามารถใช้มาตรฐาน GAP ของประเทศอื่น ในการรับรองสินค้าและส่งสินค้ามาจำหน่ายในร้านค้าปลีกในสหภาพยุโรปได้เช่นกัน ปัจจุบัน JGAP ของญี่ปุ่น ชิลี (ChileGAP) จีน (ChinaGAP) และ บราซิล (TRIPLO A) ได้เทียบเคียงกับมาตรฐานกับ GlobalGAP เป็น ที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของประเทศไทย ภาคเอกชนไทยได้จัดทำระบบมาตรฐาน ThaiGAP ขึ้นและกำลังเทียบเคียงระบบมาตรฐานดังกล่าวกับระบบมาตรฐาน GlobalGAP อันจะเป็นการช่วยขยายโอกาสผลิตผลไทย ในตลาดยุโรป และช่วยลดอุปสรรคด้านการสื่อสาร ลดค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรอง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการและผู้ผลิตของไทยในการขอรับการตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GlobalGAP อีกทั้ง หน่วยงานภาคการศึกษาและวิจัยต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ และพร้อมทั้งสร้างตัวแทนที่ปรึกษา หรือบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาให้มีความรู้และความเข้าใจในระบบมาตรฐานเพิ่ม มากขึ้น ให้เป็นขุมกำลังสำคัญในการนำองค์ความรู้เหล่านี้ถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนและกลุ่มผู้ผลิตให้มีความสามารถในการดูแลและจัดการระบบมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a41_2.jpg" width="319" height="238" /></p>
<p>เพื่อผลักดันและเพิ่มศักยภาพในการส่งออกผลิตผลทางเกษตรไทยสู่ตลาดสหภาพยุโรป สถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความเชี่ยวชาญทางด้านการจัดการระบบมาตรฐานเพื่อการส่งออก เช่น ระบบมาตรฐาน GAP ระบบมาตรฐาน GlobalGAP ระบบมาตรฐาน GMP และ HACCP รวมถึงระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic) อีกทั้ง มีความเชี่ยวชาญทางด้านการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผักและผลไม้ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาให้ยาวนานและคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ โดยที่ผ่านมานั้น สถาบันวิจัยฯ ได้ดำเนินการให้คำปรึกษาด้านการจัดทำระบบมาตรฐาน GlobalGAP การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานฟาร์มให้สอดคล้องกับระบบมาตรฐานแก่บริษัทส่งออกและกลุ่มผู้ผลิตจนได้รับการตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GlobalGAP จากผู้ตรวจรับรองระบบมาตรฐาน (CBs) เช่น บริษัท สกายเท็ค จำกัด บริษัท 3F จำกัด กลุ่มวิสหกิจชุมชนอุตสาหกรรมลำไยเพื่อการส่งออก จังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์ส้มโอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เป็นต้น พร้อมทั้งถ่ายทอดและเผยแพร่องค์ความรู้ของระบบมาตรฐาน GlobalGAP ด้วยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและสาธิตการทำระบบมาตรฐาน ทำให้ผู้ที่ได้รับอบรมเกิดความเข้าใจถึงการดำเนินงานตามมาตรฐานอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความยั่งยืน สถาบันวิจัยฯ ได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายที่ปรึกษาของระบบมาตรฐานโดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer) ที่มีให้แก่บุคลากรตัวแทนความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยนเรศวรพะเยา มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนาลำปาง บริษัท 3 F จำกัด บริษัท ฮะเองอินเตอร์เฟรช จำกัด เป็นต้น ให้เกิดความเข้าใจสามารถถ่ายทอดและขยายงานในการจัดทำระบบมาตรฐาน GlobalGAP ต่อไปซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการคลีนิกเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสนับสนุนงบประมาณนอกจากนั้น ได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำจากศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ด้วยเช่นกัน สนใจการจัดการระบบ มาตรฐาน GlobalGAP สามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 239 ถ.ห้วยแก้ว ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 เบอร์โทร 053-944031 และหมายเลข โทรสาร 053-941426 เว็บไซด์ <a href="http://postharvest.cmu.ac.th">postharvest.cmu.ac.th</a></p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong><br />
&#8211; เอกสาร General regulations integrated farm assurance Version 3.1 Nov 09<br />
&#8211; เอกสารControl Points and Compliance Criteria (CPCC) All farm base Version 3.0-2_Sep 07<br />
&#8211; เอกสารControl Points and Compliance Criteria (CPCC) Crops base Version 3.0-3_Feb 09<br />
&#8211; เอกสารControl Points and Compliance Criteria (CPCC) Fruit and vegetables Version 3.0-2_Sep 07 www.globalgap.org</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2010/09/88/">การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยด้วยระบบมาตรฐาน GlobalGAP ตอนที่ 2 (ตอนจบ)</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยด้วยระบบมาตรฐาน GlobalGAP (ตอนที่ 1)</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2010/09/86/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Sep 2010 06:56:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฏฐวัฒณ์ หมื่นมาณี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=86</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย นายพิเชษฐ์ น้อยมณี นักวิชาการ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีห [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2010/09/86/">การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยด้วยระบบมาตรฐาน GlobalGAP (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #99e000;">โดย นายพิเชษฐ์ น้อยมณี</span></strong> นักวิชาการ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p>ผักและผลไม้ของประเทศไทยเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพในการส่งออก เป็นที่รู้จักดีทั้งด้านคุณภาพ และรสชาติเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก โดยมีปริมาณการส่งออกมากกว่า 7 แสนตัน มูลค่าประมาณ 420 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2551 และมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นในปี 2552 ที่มีการส่งออกมากกว่า 9 แสนตัน มูลค่ามากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดหลักในการส่งออกผักและผลไม้ไทยที่สำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ตลอดจนประเทศแถบตะวันออกกลาง สหภาพยุโรป (European Union; EU) เป็นอีกกลุ่มประเทศที่ผู้ส่งออกของประเทศไทยมีโอกาสในการส่งสินค้าทางเกษตรเข้าไปเปิดตลาดใหม่ และสามารถเพิ่มยอดขาย รักษากำไรและราคาคงไว้ให้แก่ผักและผลไม้ไทย แต่ยังมีอุปสรรคอีกมากมายที่ทำให้ไม่สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดสหภาพยุโรปได้ ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางภาษา ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม รูปแบบในการบริโภค เงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันในการซื้อขายของแต่ละประเทศในสหภาพยุโรป ตลอดจนภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของผักและผลไม้ไทยในตลาดสหภาพยุโรปในด้าน คุณภาพและความปลอดภัย การพบสารพิษตกค้างเกินค่า MRL (Maximum Residue Limits) ในผักและผลไม้ที่ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ การตรวจพบจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตปนเปื้อน การปลอมปนผลิตผลที่ไม่ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของลูกค้า สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ความน่าเชื่อถือในด้านการผลิต คุณภาพและความปลอดภัยของผักและผลไม้ไทยลดลง อีกทั้งระบบการขนส่ง (Logistics) ในการส่งผักและผลไม้ไปยังตลาดสหภาพยุโรปนั้นมีระยะทางในการขนส่งไกลมากกว่า 9,000 กิโลเมตร ทำให้มีข้อจำกัดในการขนส่งผักและผลไม้ไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการในสหภาพยุโรปได้เฉพาะทางเครื่องบินเท่านั้น ในปัจจุบันผู้ส่งออกจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางอากาศ (Air freight) เป็นเงินจำนวนมากถึงกิโลกรัมละประมาณไม่น้อยกว่า 100 บาท ส่งผลให้ราคาผลิตผลไทยที่ขายในตลาดยุโรปมีราคาสูงจนไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ทั้งยังส่งผลต่อผู้ผลิตถูกกดราคาให้ขายผลิตผลในราคาที่ต่ำเพื่อลดต้นทุนให้แก่ผู้ส่งออก เพราะทางเลือกในการขนส่งเส้นทางอื่นต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่งเป็นระยะเวลานานเป็นผลเสียต่อผักและผลไม้เพราะเกิดการสูญเสียจากโรคหรือแมลง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระวิทยาหลังการเก็บเกี่ยวระหว่างการขนส่งได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a40_1.jpg" width="409" height="266" /></p>
<p>เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันผักและผลไม้ไทยในตลาดร่วมยุโรปให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้นั้น การพัฒนาทางด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลไทยเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพให้แก่ผักและผลไม้ไทยในระดับสากลทั้งตลาดบน (High End Markets) และตลาดล่าง (Low End Markets) ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป จากการศึกษาพบว่าปัญหาที่ทำให้ผลิตผลทางเกษตรไทยไม่สามารถส่งออกไปสู่ตลาดสหภาพยุโรปได้นั้น เนื่องมาจากสาเหตุหลัก 3 ประการ ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>1. การตรวจรับรองมาตรฐาน (Certifications)</strong> กระบวนการจัดการผลิตผลทางเกษตรของไทยในปัจจุบัน มีขั้นตอนและวิธีการจัดการที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดและเงื่อนไขของระบบมาตรฐานในระดับสากล ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของกระบวนการผลิตไม่เป็นที่ยอมรับ ขาดการจัดการตามกระบวนการด้านความปลอดภัยที่ถูกต้อง ขาดการจดบันทึกการทำงาน ตลอดจนขาดการควบคุมดูแล ด้านการใช้สารกำจัดศัตรูพืช หากไม่ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลหรือระบบมาตรฐานที่ลูกค้าต้องการ จะทำให้ไม่สามารถส่งออกผลิตผลไปยังตลาดสหภาพยุโรปได้ ปัจจุบันการส่งออกผลิตผลเกษตรเพื่อขายให้แก่บริษัทห้างร้านเอกชนในตลาดร่วมยุโรปนั้น บริษัท ผู้ส่งออกตลอดจนผู้ผลิตจะต้องได้รับการตรวจรับรองระบบ<strong>มาตรฐาน GlobalGAP</strong> จากบริษัทที่เป็นที่ยอมรับก่อนการส่งออก</p>
<p><strong>2. การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว (Postharvest Technology)</strong> ผักและผลไม้เขตร้อนเป็นพืชที่มีการเปลี่ยนแปลงหลังการเก็บเกี่ยวอย่างรวดเร็ว อายุการเก็บรักษาสั้น ง่ายต่อการเน่าเสีย และมีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพภายหลังการเก็บเกี่ยวอยู่ตลอดเวลา เช่น การเปลี่ยนแปลงสีของผิว การเปลี่ยนแปลงของกลิ่น การเปลี่ยนแปลงความแน่นของเนื้อสัมผัส เป็นต้น ทำให้การส่งออกไปยังตลาดที่มีระยะทางไกล เช่น ตลาดสหภาพยุโรปนั้น ประสบปัญหาในการรักษาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวให้คงคุณภาพไว้ดังเดิม ส่งผลต่อศักยภาพในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ และเพื่อรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษาให้ได้นานขึ้น การพัฒนา เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเป็นสิ่งที่จำเป็น</p>
<p><strong>3. การจัดการระบบขนส่ง (Logistics)</strong> ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ขั้นตอนการขนส่งจากฟาร์มจนถึงผู้บริโภคนั้นไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบห่วงโซ่ความเย็นโดยตลอด (Unbroken Cold Chain) การปฏิบัติงานส่วน ใหญ่จะใช้รถกระบะหรือรถบรรทุก 6 ล้อที่ไม่มีระบบควบคุมอุณหภูมิในการขนส่ง โดยจะใช้ผ้าใบคลุมเพื่อป้องกันแสงแดดทดแทนการใช้ รถบรรทุกที่ควบคุมอุณหภูมิ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว โดยการสะสมความร้อนที่เกิดขึ้นภายในกองผลิตผล (Hot spot) การสั่นสะเทือน (Vibration) ที่เกิดขึ้นนั้น ไปเร่งกิจกรรมและปฏิกิริยาของการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมี การเกิดโรค และเร่ง การเสื่อมคุณภาพของผลิตผลระหว่างการขนส่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.phtnet.org/article/images/a40_2.jpg" width="409" height="266" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่จะสามารถผลักดันให้สินค้าเกษตรของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญประการแรก ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก (Supply side) จะต้องเร่งตอบสนอง ความต้องการในฝั่งของผู้ซื้อ (Demand side) ด้วยการผลิตให้ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานทางด้านคุณภาพและความปลอดภัยที่ผู้ซื้อต้องการ โดยมุ่งเน้นการตรวจรับรองมาตรฐาน (Certifications) ผลิตผลทางเกษตร ที่ส่งเข้าตลาดสหภาพยุโรป ในปัจจุบันมีแนวโน้มความต้องการผลิตผลที่ ผ่านการรับรองมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลในจำนวนที่เพิ่มขึ้น โดยครอบคลุมสินค้าหลายชนิด ทั้งกลุ่มพืช ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ชา กาแฟ รวมถึงข้าว กลุ่มปศุสัตว์และประมง เป็นต้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการสินค้าที่มีมาตรฐานสูงขึ้น มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีสวัสดิภาพด้านแรงงานด้วย จึงทำให้ผู้ผลิตทั่วทุกมุมโลกต้องปรับตัวให้ผ่านการรับรองมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล การส่งผลิตผลไปสู่ชั้นวางใน Supermarket ต้องดำเนินการตามกฏระเบียบของแต่ละประเทศที่ตั้งขึ้นมา<strong> โดยข้อกำหนดการเข้า สู่ตลาดสหภาพยุโรป (Market Access Requirements)</strong> แบ่งออกเป็น กฎระเบียบ (Legal requirements) กำหนดสำหรับสินค้าอาหารที่จะวางจำหน่ายในสหภาพยุโรป หากไม่สามารถปฏิบัติได้ก็จะไม่ให้นำเข้า หรือ อาจจะถูกถอดถอน (withdrawal) ออกจากตลาดในทันที ยกตัวอย่างเช่น ระเบียบการกำหนดปริมาณสารตกค้างสูงสุดในอาหาร (Maximum residue levels (MRLs) in food stuffs : Regulation (EC) ที่ 396/2005) เป็นต้น อีก ส่วนหนึ่งได้แก่ ข้อกำหนดเพิ่มเติม (Additional requirements หรือ Nonlegislative requirements) เป็นข้อกำหนดที่นอกเหนือจากกฏระเบียบ ซึ่งกำหนดโดยภาคเอกชน ยกตัวอย่างเช่น ระบบมาตรฐาน GlobalGAP (หรือเดิม EurepGAP) หากจะเข้มงวดขึ้นอาจจะเน้นสินค้า<strong> เกษตรอินทรีย์ (organic/bio products)</strong></p>
<p>ระบบมาตรฐานที่มีความสำคัญต่อการส่งออกในปัจจุบัน เป็นที่ ยอมรับในทุกประเทศในด้านกระบวนการผลิตตั้งแต่ในฟาร์มจนกระทั่งการคัดบรรจุเพื่อการส่งออก และเป็นหนทางผลักดันผลิตผลไทยไปสู่ตลาดสหภาพยุโรป คือ ระบบมาตรฐาน GlobalGAP ซึ่งเป็นมาตรฐานที่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นผลจากการรวมกลุ่มกันของผู้ค้าปลีกชั้นนำในยุโรป มีสมาชิกหลักๆ รวมกันมากกว่า 40 ราย ได้กำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดมาตรฐานวิธีการปฏิบัติด้านการผลิตทางการเกษตรที่เรียกว่า <strong>GlobalGAP</strong> ในปี 2550 เป็นมาตรฐานประเภทสมัครใจ (Voluntary scheme) <strong>GlobalGAP</strong> ไม่ใช่ระเบียบของทางสหภาพยุโรป แต่เป็นมาตรฐานหรือข้อกำหนดเพิ่มเติมที่จัดทำโดยภาคเอกชน ซึ่งได้อ้างอิงข้อกำหนดส่วนใหญ่ตามระเบียบของสหภาพยุโรป พร้อมมีข้อกำหนดบางอย่างมีความเข้มงวดสูงกว่า เช่น การกำหนดระดับสูงสุดของสารตกค้างใน<br />
อาหาร (MRLs) ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมในเชิงการยอมรับซึ่งกันและกันที่จะ ผลักดันให้ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก (Suppliers) ทั้งในยุโรปและนานาประเทศที่มีความต้องการส่งสินค้าประเภทผักและผลไม้ไปยังสมาชิกผู้ค้าปลีกในยุโรป โดยจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและผ่านการรับรองก่อนจึงจะส่งสินค้าไปขายยังตลาดยุโรปได้ โดยหัวใจหลักของขั้นตอนการพิจารณาตามระบบมาตรฐาน คือ กระบวนการจัดการในฟาร์มผลิตดังกล่าว ต้องไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตรายเกินกำหนด ไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ไม่อนุญาตให้ใช้ทั้งในประเทศและของตลาดต่างประเทศ และกระบวนการผลิตในฟาร์มจะต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิตและคนทำงานจะต้องได้รับการดูแลให้มีความปลอดภัย ตลอดจนผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยจากการบริโภค นอกจากนั้นผลิตผลจะต้องมีคุณภาพและความปลอดภัยตรงตามข้อกำหนดของระบบมาตรฐาน</p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong><br />
&#8211; เอกสาร General regulations integrated farm assurance Version 3.1 Nov 09<br />
&#8211; เอกสารControl Points and Compliance Criteria (CPCC) All farm base Version 3.0-2_Sep 07<br />
&#8211; เอกสารControl Points and Compliance Criteria (CPCC) Crops base Version 3.0-3_Feb 09<br />
&#8211; เอกสารControl Points and Compliance Criteria (CPCC) Fruit and vegetables Version 3.0-2_Sep 07 <a href="http://www.globalgap.org/" target="blank" rel="noopener noreferrer">www.globalgap.org</a></p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2010/09/86/">การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยด้วยระบบมาตรฐาน GlobalGAP (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
