<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดลฤดี ใจสุทธิ์ Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<atom:link href="https://www.phtnet.org/tag/ดลฤดี-ใจสุทธิ์/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.phtnet.org/tag/ดลฤดี-ใจสุทธิ์/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Jun 2020 04:26:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/07/cropped-icon-1-150x150.png</url>
	<title>ดลฤดี ใจสุทธิ์ Archives - ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</title>
	<link>https://www.phtnet.org/tag/ดลฤดี-ใจสุทธิ์/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ทัศนา&#8230;การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวมะเขือเทศของสหกรณ์การเกษตรญี่ปุ่น</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2016/06/285/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2016 06:48:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดลฤดี ใจสุทธิ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=285</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230; ผศ.ดร.ดลฤดี ใจสุทธิ์ ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2016/06/285/">ทัศนา&#8230;การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวมะเขือเทศของสหกรณ์การเกษตรญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-286" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan.jpg" alt="การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวมะเขือเทศของสหกรณ์การเกษตรญี่ปุ่น" width="1080" height="608" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan.jpg 1080w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-300x169.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-1024x576.jpg 1024w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-768x432.jpg 768w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-270x151.jpg 270w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><strong>โดย &#8230; ผศ.ดร.ดลฤดี ใจสุทธิ์</strong> ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p>
<p>ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมกิจการสหกรณ์การเกษตรของประเทศญี่ปุ่น Japan Agricultural Cooperative หรือ JA ณ เมืองทสึคุบะ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ได้อธิบายความเป็นมาและลักษณะการดำเนินงานของสหกรณ์ว่า สหกรณ์นี้เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรในพื้นที่เป็นหลัก รายได้ของสหกรณ์มาจากกำไรจากการขายผลิตผล ซึ่งจะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าแรง ค่าน้ำ และ ค่าไฟ เป็นต้น สหกรณ์มีหน้าที่ประสานงานกับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกว่าต้องการผลิตผลชนิดไหนในแต่ละช่วงฤดูกาล รวมทั้งกำหนดราคารับซื้อและราคาขายผลิตผลด้วย ทั้งนี้ราคารับซื้อและราคาขายจะถูกกำหนดโดยกรรมการของสหกรณ์ซึ่งเลือกตั้งมาจากสมาชิกของสหกรณ์เอง ในการขายผลิตผลเกษตรของญี่ปุ่นจะแบ่งเป็นโซน เช่น ผลิตผลที่มาจาก JA ณ เมืองทสึคุบะ จะถูกส่งไปขายยังเมืองโตเกียว และนาโกย่า เป็นต้น ดังนั้นการค้าขายผลิตผลเกษตรของญี่ปุ่นจึงมักจะไม่ประสบปัญหาด้านราคาและผลิตผลล้นตลาด</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-287" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-2.jpg" alt="โรงเรือนแบบปิดและการปลูกมะเขือเทศในโรงเรือนแบบปิด" width="489" height="341" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-2.jpg 489w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-2-300x209.jpg 300w" sizes="(max-width: 489px) 100vw, 489px" /></p>
<p>โดยจะขอยกตัวอย่างกระบวนการดำเนินงานของ JA ในการรับซื้อมะเขือเทศจากเกษตรกรสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งทาง JA จะตกลงกับเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มว่าต้องการให้ปลูกมะเขือเทศพันธุ์ใด เช่น มะเขือเทศพันธุ์โมโมทาโร โดยอ้างอิงจากความต้องการของตลาดที่จะรับซื้อเป็นหลัก การปลูกมะเขือเทศที่เมืองทสึคุบะ จะปลูกในโรงเรือนแบบปิด หรือที่เรียกว่า Green House ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้สําหรับการเพาะปลูกพืชเมืองหนาว ประกอบด้วยโครงสร้างหลังคาและผนังปิดที่ทำด้วยวัสดุที่โปร่งแสง ซึ่งสมบัติของวัสดุดังกล่าวจะทำให้อุณหภูมิภายในและภายนอกโรงเรือนแตกต่างกัน กล่าวคือเมื่อรังสีดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นสเปกตรัม (รังสีคลื่นสั้นและรังสีคลื่นยาว) ตกกระทบหลังคาและผนังโรงเรือนที่เป็นกระจกหรือวัสดุโปร่งแสง รังสีคลื่นสั้น (300-3000 nm) จะสามารถแผ่รังสีทะลุผ่านเข้าไปข้างในโรงเรือนได้ ขณะที่รังสีคลื่นยาว (3000-80,000 nm) จะถูกกั้นด้วยกระจก รังสีคลื่นสั้นที่ผ่านเข้ามานั้นจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อนซึ่งมีสมบัติเป็นรังสีคลื่นยาวที่ไม่สามารถทะลุผ่านกระจกออกไปได้ ดังนั้นจึงทําให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมภายในโรงเรือน ทําให้อุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงขึ้นมากกว่าอากาศแวดล้อม แต่ในเวลากลางวันหากอุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงเกินไปจะทำให้พืชคายน้ำมาก จึงอาจมีระบบปรับลดอุณหภูมิภายในโรงเรือน (Hessayon, 2008) ดังแสดงในรูปที่ 1 การใช้ Green House นอกจากจะสามารถควบคุมเรื่องสภาพอากาศแล้ว ยังสามารถควบคุมเรื่องแมลงศัตรูพืชและโรคพืชได้อีกด้วย วงจรในการปลูกมะเขือเทศจะใช้ระยะเวลาประมาณ 85 &#8211; 90 วัน นับจากวันที่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวผลิตผล</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-290" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-3.jpg" alt="กระบวนการรับผลมะเขือเทศที่ส่งมาจากเกษตรกร" width="625" height="291" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-3.jpg 625w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-3-300x140.jpg 300w" sizes="(max-width: 625px) 100vw, 625px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากนั้นจะส่งผลิตผลที่เก็บเกี่ยวแล้วมายัง JA ดังรูปที่ 2 และจัดวางผลิตผลลงตะกร้าพลาสติก แล้วลำเลียงเข้าสู่ระบบตรวจสอบคุณภาพและคัดขนาด โดยใช้เครื่องจักรเป็นตัวยกตะกร้าที่บรรจุมะเขือเทศขึ้นสู่ระบบตรวจสอบคุณภาพและคัดขนาดด้านบน และใช้รางลำเลียงตะกร้าเปล่าจากด้านบนลงสู่ด้านล่างดังแสดงในรูป ทั้งนี้ ในการตรวจสอบคุณภาพและคัดขนาดของผลมะเขือเทศจะใช้หลักการวิเคราะห์ภาพถ่าย (Image Analysis) โดยผลมะเขือเทศจะถูกลำเลียงเข้าสู่ถาดลำเลียงและผ่านเข้าเครื่องวิเคราะห์ภาพถ่ายครั้งละ 1 ผล ดังแสดงในรูปที่ 3 สำหรับหลักการวิเคราะห์ภาพถ่ายมีขั้นตอนคือ ถ่ายภาพผลิตผลด้วยกล้องดิจิตอลแล้วนำไปประมวลผลด้วยวิธี Image processing กล่าวคือ  ภาพที่ได้จะถูกประมวลผลหรือคิดคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลตามที่กำหนดไว้ในเชิงคุณภาพ โดยการประมวลผลจะรวมเอาการหาความสัมพันธ์ของ รูปร่าง ขนาด และรอยตําหนิของผลมะเขือเทศไปกำหนดเป็นตัวแปรคุณภาพ ส่วนตัวแปรทางกายภาพที่ใช้ระบุรูปร่าง ได้แก่ อัตราส่วนเส้นรอบวงกลมล้อมรอบผลมะเขือเทศ สีของผลมะเขือเทศ และตัวแปรจําแนกขนาดได้แก่ความยาวเส้นรอบรูปและพื้นที่ภาพฉายของผลมะเขือเทศ สำหรับอุปกรณ์คัดแยกมะเขือเทศหลักๆ ประกอบด้วย ชุดกล้อง ชุดควบคุมการทำงาน ชุดตรวจจับ คอมพิวเตอร์และถาดลำเลียง หลังจากการประมวลผลระบบจะสั่งให้ถาดลำเลียงยกผลมะเขือเทศขึ้นตามช่องที่กำหนดคุณภาพของมะเขือเทศผลนั้นไว้ โดยอัตราการคัดแยกผลมะเขือเทศประมาณ 2,000 ผลต่อชั่วโมง (อรฉัตร จิตต์โสภักตร์, 2552) ดังแสดงในรูปที่ 4</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-291" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-4.jpg" alt="การตรวจสอบคุณภาพและคัดขนาดผลมะเขือเทศ" width="631" height="359" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-4.jpg 631w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-4-300x171.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 631px) 100vw, 631px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-293" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-5.jpg" alt="การแบ่งชนิดและขนาดของผลมะเขือเทศ" width="627" height="356" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-5.jpg 627w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-5-300x170.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 627px) 100vw, 627px" /></p>
<p>หลังจากผ่านกระบวนการวิเคราะห์คุณภาพและคัดขนาดแล้วผลมะเขือเทศจะถูกบรรจุลงในกล่องบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ถูกออกแบบให้ลดการสูญเสียจากแรงกดทับ แรงอัด แรงสั่นสะเทือน อันเนื่องมาจากการขนส่งมากที่สุด โดยแยกตามขนาดที่ได้กำหนดไว้ซึ่งสามารถดูได้จากสัญลักษณ์ที่ระบุไว้ด้านข้างกล่อง จากนั้นกล่องมะเขือเทศจะถูกลำเลียงไปตามสายพานดังแสดงในรูปที่ 5 เพื่อติดฉลากก่อนจะถูกส่งต่อไปยังพื้นที่เก็บสินค้าเพื่อเตรียมขนส่งสู่ตลาดต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-294" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-6.jpg" alt="การบรรจุและเตรียมขนส่งมะเขือเทศไปยังตลาด" width="630" height="331" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-6.jpg 630w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-6-300x158.jpg 300w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-6-350x184.jpg 350w" sizes="auto, (max-width: 630px) 100vw, 630px" /></p>
<p>นอกจากการส่งมะเขือเทศไปจำหน่ายยังตลาดในเมืองต่างๆ แล้ว เกษตรกรชาวญี่ปุ่นยังมีช่องทางจำหน่ายภายในท้องถิ่นผ่านตู้ซื้อสินค้าแบบหยอดเหรียญ ดังแสดงในรูปที่ 6 โดยจะมีการกำหนดราคาสินค้าไว้ที่ป้ายหน้าตู้คล้ายกับตู้ซื้อเครื่องดื่มหรือน้ำอัดลมแบบหยอดเหรียญที่ใช้อยู่ในประเทศไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-295" src="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-7.jpg" alt="การขายผลิตผลแบบหยอดตู้และแบบส่งไปขายที่ตลาด" width="497" height="428" srcset="https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-7.jpg 497w, https://www.phtnet.org/wp-content/uploads/2017/08/article-tomato-postharvest-japan-7-300x258.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 497px) 100vw, 497px" /></p>
<p>จากกระบวนการผลิตมะเขือเทศของ JA ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการเกษตรของประเทศไทยได้ โดยอาจมีการจัดโซนการผลิตและการขายพืชผักแต่ละชนิด การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม เพื่อคงคุณภาพของผลิตผลให้ยาวนาน รวมทั้งมีการวิเคราะห์และวางแผนการผลิตในแต่ละปีให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อลดปัญหาด้านผลิตผลล้นตลาดและราคาที่ตกต่ำของผลิตผลที่เกษตรกรไทยเผชิญอยู่ได้</p>
<h3>เอกสารอ้างอิง</h3>
<ul>
<li>อรฉัตร จิตต์โสภักตร์. 2552. Digital Image Processing ทฤษฎีการประมวลผลภาพดิจิตอล, พิมพ์ครั้งที่ 1, สำนักพิมพ์สงวนกิจ พริ้นท์ แอนด์ มีเดีย.</li>
<li>D. G. Hessayon. 2008. Green House Expert. London, Transworld Publisher, pp. 5 – 19.</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2016/06/285/">ทัศนา&#8230;การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวมะเขือเทศของสหกรณ์การเกษตรญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยด้วยเทคนิคการอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบด</title>
		<link>https://www.phtnet.org/2015/09/154/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[dit98]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2015 08:52:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ/องค์ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดลฤดี ใจสุทธิ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.phtnet.org/?p=154</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดย &#8230;ผศ.ดร.ดลฤดี ใจสุทธิ์ ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2015/09/154/">การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยด้วยเทคนิคการอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบด</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดย &#8230;<a href="http://farm-machinery.agr.ku.ac.th/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=141&amp;Itemid=1266" target="blank" rel="noopener noreferrer">ผศ.ดร.ดลฤดี ใจสุทธิ์</a> ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p>
<p><img decoding="async" class="img-responsive" src="https://www.phtnet.org/article/images/a71_4.jpg" alt="ข้าว" /></p>
<p><b>ข้าว</b> เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย มีปริมาณการบริโภคทั้งภายในประเทศและส่งออกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี อย่างไรก็ตามการแข่งขันของตลาดค้าข้าวกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 กลไกราคา และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ดังนั้น การเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และการเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย</p>
<p>อาหารสุขภาพเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่กำาลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภคในปัจจุบัน เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้ลักษณะการบริโภคอาหารมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ดังนั้น ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้จากข้าว เช่น ข้าวเคลือบด้วยสมุนไพรที่มีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เหล่านี้ และข้าวกล้องสุขภาพที่มี Glycemic Index ต่ำ กล่าวคือ เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกาย จะถูกเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลแล้วดูดซึมได้ช้ากว่า ข้าวกล้องปกติเหมาะสำาหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 จึงเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้าวไทย ส่งผลให้ช่องทางการแข่งขันในตลาดค้าข้าวของไทยเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>การอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบดด้วยอากาศร้อน เป็นเทคนิคการลดความชื้นที่มีอัตราการอบแห้งที่สูงเมื่อเทียบกับการอบแห้งชนิดอื่นๆ เนื่องจากวัสดุจะถูกทำาให้ลอยตัวขึ้น จึงสามารถสัมผัสกับอากาศร้อนซึ่งเป็นตัวกลางในการอบแห้งได้ทั่วถึง ดังนั้น ระยะเวลาที่ใช้ในการอบแห้งจึงสั้น สามารถเพิ่มอุณหภูมิของอากาศได้สูงโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อวัสดุ (อนึ่ง ขึ้นอยู่กับวัสดุและเงื่อนไขที่ใช้ในการอบแห้ง) โดยงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่า เทคนิคการอบแห้งชนิดนี้ สามารถเพิ่มปริมาณข้าวเต็มเมล็ด และรักษาคุณภาพของข้าวที่ผ่านการอบแห้งให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ดังนั้น บทความนี้จะขอกล่าวถึงการเพิ่มมูลค่าข้าวไทยด้วย <b>เทคนิคการอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบด</b></p>
<h3>การผลิตข้าวเคลือบสมุนไพรด้วยเทคนิคการอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบด</h3>
<p>ข้าวเคลือบสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่วางขายตามท้องตลาดของไทย แต่การผลิตข้าวเคลือบให้ได้คุณภาพที่ดีทั้งในด้านความสม่ำเสมอของสารเคลือบที่ยึดเกาะอยู่บนเมล็ดข้าว ความชื้นของข้าวและความเสียหายของเมล็ดข้าวหลังการเคลือบจำเป็นต้องใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่เหมาะสม เทคนิคการเคลือบแบบฟลูอิไดซ์เบดชนิดฉีดพ่นจากด้านบนเป็นวิธีการเคลือบแบบพ่นเคลือบ (Spray Coating) ที่ใช้ได้กับจุดประสงค์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการเคลือบเพื่อเพิ่มสารอาหาร ปรับปรุงสีหรือเคลือบเพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อน ความชื้น (Teunou and Poncelet,2001) ระบบมีหัวฉีดทำาหน้าที่พ่นสารเคลือบให้เป็นละอองฝอยเพื่อสามารถยึดเกาะบนผิวของวัสดุได้ในขณะที่วัสดุกำลังแขวนลอยอยู่ในอากาศ (air suspension) (Dewettinck and Huyghebaert, 1999) ทำให้สารเคลือบยึดเกาะอยู่บนผิววัสดุได้อย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ (Dziezak, 1988) อีกทั้งความชื้นของผลิตภัณฑ์ที่ได้มีค่าสม่ำเสมอใกล้เคียงกัน แต่การเคลือบเพื่อให้ได้ประสิทธิการเคลือบที่ดีขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายตัว เช่น อุณหภูมิที่ใช้อบแห้ง อัตราฉีดพ่นสารเคลือบ และแรงดันของอากาศที่ป้อนเข้าหัวฉีด</p>
<p>ดังนั้น บทความนี้จะขอกล่าวถึงการผลิตข้าวเคลือบชาเขียวด้วยเทคนิคการอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบด ซึ่งเป็นชาเขียวเป็นชาประเภทหนึ่งที่นิยมดื่มกันทั่วไป เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ประกอบด้วยสารสำคัญ เช่น คาเตชิน (Catechins)ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถลดระดับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็งลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันสูง (ดาเรศ, 2547)</p>
<p><img decoding="async" class="img-responsive" src="https://www.phtnet.org/article/images/a71_1.jpg" /><br />
<b>รูปที่ 1</b> แสดงเครื่องผลิตข้าวเคลือบโดยใช้เทคนิคการเคลือบแบบฟลูอิไดซ์เบดชนิดฉีดพ่นจากด้านบน (อาคม และคณะ, 2552)</p>
<p>อาคม และคณะ (2552) ได้ออกแบบเครื่องผลิตข้าวเคลือบโดยใช้เทคนิคการเคลือบแบบฟลูอิไดซ์เบดชนิดฉีดพ่นจากด้านบนดังแสดงตาม รูปที่ 1 ซึ่งเป็นเครื่องผลิตข้าวเคลือบขนาดเล็กและมีลักษณะการทำางานแบบงวด (batch) สามารถผลิตข้าวเคลือบได้ครั้งละ 5 kg ตัวเครื่องประกอบด้วยอุปกรณ์ดังต่อไปนี้ ห้องอบแห้งทำด้วยแตนเลสมีลักษณะเป็นทรงกระบอกและมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 27.1 cm สูง 100 cm พัดลมแบบแรงเหวี่ยงชนิดใบโค้งหลังทำงานด้วยมอเตอร์ขนาด 1.5 kW ฮีตเตอร์ไฟฟ้าขนาด 6 kW และชุดควบคุมอุณหภูมิแบบ PID ที่มีความถูกต้อง ± 1 ℃ ปั๊มสูบจ่ายของเหลวเข้าหัวฉีดแบบ metering สามารถปรับอัตราการจ่ายของเหลวได้ตั้งแต่ 0-12 L/hr ที่แรงดัน 3 bar หัวฉีดแบบ two-fluid nozzle ชนิด internal mixing และติดตั้งห่างจากแผ่นกระจายอากาศ 21 cm ปั๊มลมขนาด 2.3 kW และชุดควบคุมแรงดันอากาศ เมื่อข้าวสารที่อยู่ในห้องอบแห้งถูกเป่าให้เกิดฟลูอิไดซ์โดยพัดลม หัวฉีดจะพ่นสารเคลือบให้เป็นละอองฝอยตกลงมาเกาะอยู่บนผิวเมล็ดข้าวที่กำลังเกิดฟลูอิไดซ์ ทำให้เมล็ดข้าวสารส่วนที่ลอยอยู่ส่วนบนได้รับสารเคลือบและถูกอบแห้งเมื่อเมล็ดข้าวสาร ส่วนนี้ตกลงสู่ด้านล่างขณะเดียวกันเมล็ดข้าวอีกส่วนก็จะลอยขึ้นไปรับสารเคลือบซึ่งจะเป็นลักษณะนี้ตลอดการเคลือบ ทั้งนี้ ต้นทุนของเครื่องอยู่ที่ประมาณ 130,000 บาท ส่วนจุดคุ้มทุนหากเคลือบด้วยชาเขียวอยู่ที่ประมาณ 9,702 กิโลกรัมข้าวเคลือบชาเขียว ซึ่งหากเคลือบได้ 20 กิโลกรัมต่อชั่วโมงและผลิต 8 ชั่วโมงต่อวัน จะคืนทุนใน 61 วันทำการ</p>
<h3>การผลิตข้าวกล้องสุขภาพด้วยเทคนิคการอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบด (Jaisut and Soponronnarit, 2012)</h3>
<p>การอบแห้งด้วยเทคนิคฟลูอิไดซ์เบด สามารถเพิ่มอุณหภูมิอากาศร้อนที่ใช้เป็นตัวกลางในการอบแห้งให้สูงถึง 150 ℃ ซึ่งการอบแห้งข้าวเปลือกที่อุณหภูมินี้ สามารถผลิตข้าวกล้อง Glycemic Index ต่ำ กล่าวคือ เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกาย จะถูกเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลแล้วดูดซึมได้ช้ากว่าข้าวกล้องปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 โดยค่า Glycemic Index เป็นดัชนีที่บ่งบอกถึงความสามารถในการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หากค่า Glycemic Index มีค่าต่ำ สามารถบ่งบอกได้ว่าอาหารประเภทแป้งชนิดนั้นจะถูกเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ช้ากว่าอาหารที่มีค่า Glycemic Index สูง ซึ่งจากตารางที่ 1 พบว่า ข้าวกล้องที่ผ่านการอบแห้งที่อุณหภูมิ 150 ℃ ตามด้วยการเก็บในที่อับอากาศ 120 นาที (T=150 ℃ , Temper 120 min) มีค่า Glycemic Index ต่ำกว่าข้าวกล้องที่ไม่ผ่านการอบแห้งในทุกกรณี ดังนั้น เทคนิคการอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบดจึงสามารถผลิตข้าวกล้องสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้</p>
<p><i><b>ตารางที่ 1</b> แสดงค่า Glycemic Index ของข้าวกล้องที่เงื่อนไขการทดลองต่างๆ</i><br />
<img decoding="async" class="img-responsive" src="https://www.phtnet.org/article/images/a71_2.jpg" /></p>
<p>นอกจากนี้ ข้าวกล้องที่ผ่านการอบแห้งด้วยเทคนิคฟลูอิไดซ์เบดที่อุณหภูมิสูง ยังสามารถเก็บรักษาได้นานขึ้นเนื่องจากปริมาณกรดไขมันอิสระซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเกิดกลิ่นเหม็นหืนในข้าวกล้องลดลง (Champagne, 1994) โดยเมื่อเทียบกับข้าวกล้องซึ่งไม่ได้ผ่านการอบแห้ง จะเห็นได้ว่าปริมาณกรดไขมันอิสระในข้าวกล้องที่ผ่านการอบแห้งมีค่าต่ำกว่า ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเกิดการเสื่อมสภาพของกรดไขมันไม่อิ่มตัวในระหว่างกระบวนการอบแห้ง (Giang, 2000) ส่งผลให้ปริมาณกรดไขมันอิสระในระหว่างการเก็บรักษาของข้าวกล้องที่ผ่านการอบแห้งเพิ่มขึ้นช้ากว่าข้าวกล้องซึ่งไม่ได้ผ่านการอบแห้ง ดังแสดงใน รูปที่ 2</p>
<p><img decoding="async" class="img-responsive" src="https://www.phtnet.org/article/images/a71_3.jpg" /><br />
<b>รูปที่ 2</b> แสดงการเปลี่ยนแปลงของระดับกรดไขมันอิสระในข้าวกล้องหอมมะลิที่ไม่ผ่านการอบแห้ง และข้าวกล้องที่ผ่านการอบแห้งที่อุณหภูมิ 150 ℃ และเก็บในที่อับอากาศ 120 นาที (T=15 ℃ , Temper 120 min) ระหว่างการเก็บรักษาเป็นเวลา 7 เดือน (Jaisut <i>et al</i>., 2009)</p>
<p>นอกจากการเพิ่มมูลค่าข้าวไทยด้วยเทคนิคฟลูอิไดซ์เบด ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เทคนิคดังกล่าวยังสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตข้าว และสร้างผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ ได้อีกหลากหลาย เช่น การเร่งความเก่าของข้าวเพื่อลดระยะเวลาในการเก็บรักษา ส่งผลให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และการผลิตข้าวกล้องงอกเป็นอาหารสุขภาพ เป็นต้น</p>
<h3>เอกสารอ้างอิง</h3>
<ul class="listitem">
<li>ดาเรศ บรรเทิงจิตร. 2547. ชาเขียว. วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ 52 (164) : 10 &#8211; 30.</li>
<li>อาคม ประหลามานิต, สมชาติ โสภณรณฤทธิ์ และ ดลฤดี ใจสุทธิ์. 2552. การใช้เทคนิคการเคลือบแบบฟลูอิไดซ์เบดชนิดฉีดพ่นจากด้านบนเพื่อผลิตข้าวเคลือบชาเขียว. วารสารวิทยาศาสตร์เกษตร 40 (3 พิเศษ) : 277 &#8211; 280.</li>
<li>Champagne, E. 1994. Brown rice stabilization. In: Rice Science and Technology. New York, Marcel Dekker, pp. 17-35.</li>
<li>Dewettinck, K. and Huyghebaert, A. 1999. Fluidized bed coating in food technology. Trends in Food Science &amp; Technology 10 : 163-168</li>
<li>Jaisut, D. and Soponronnarit, S. 2012. Changes in the Physical and Chemical Properties of Thai Brown Rice Caused by High-Temperature Treatment. Journal of Develop-ments in Sustainable Agriculture 7 : 33-38.</li>
<li>Jaisut, D., Prachayawarakorn, S., Varanyanond, W., Tungtrakul, P. and Soponronnarit, S. 2009. Accelerated Aging of Jasmine Brown Rice by High Temperature Fluidization Technique. Food Research International 42 :674-681.</li>
<li>Dziezak, J.D. 1988. Microencapsulation and encapsulated ingredients. Journal of Food Technology 42 : 136-151.</li>
<li>Giang, V. T. 2000. Stabilization of brown rice by heat treatments. M.Sc. thesis, Bangkok. Thailand: Asian Institute of Technology.</li>
<li>Teunou, E. and Poncelet, D. 2001. Batch and continuous fluigbed coating – review and state of art. Journal of Food Engineering 53 : 325-340.</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.phtnet.org/2015/09/154/">การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยด้วยเทคนิคการอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบด</a> appeared first on <a href="https://www.phtnet.org">ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
